​มหัศจรรย์..อารมณ์..อลเวง (Inside out)

​คนส่วนใหญ่มักไม่ยากที่จะรู้สึกเห็นใจและแสดงความ "เห็นใจ" แต่ยากมากที่จะมีใคร "เข้าใจ" เข้าไปถึงใจ ตนเองและผู้อื่นได้อย่างแท้จริง

ใครได้ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้วบ้างคะ...แม่ดาวและครอบครัวจูงมือกันไปดูมาแล้ว เป็นหนังดีที่อยากบอกต่อมาก ๆ ค่ะ ว่าไปดูกันเถอะนะ..ดีนะ..ดีจริง ๆ นะ...ไปนะ...ไปเถอะ...ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนังดี...ที่มีคุณค่า..คุ้มราคา ไม่ใช่ได้แค่ความบันเทิงหรือข้อคิดในระดับปกติ ๆ ธรรมดาๆ แต่ได้เข้าใจเรื่องสมองและหัวใจมากยิ่งๆ ขึ้น แบบลึก...ซึ้ง ยิ่งสำหรับใครที่ปกติไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองหรือเข้าใจผู้อื่นได้มากนัก ยิ่งอยากชวนกันให้ไปดูกันค่ะ เผื่อว่า...คุณจะเข้าใจตัวเองและผุ้อื่นได้ดีมากขึ้น เพื่อเรียนรู้และนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณเข้าใจและนำมาใช้ มั่นใจว่า คุณจะได้พบกับความสุขมากยิ่งขึ้น และใครอยากอ่านแบบละเอียดๆ ว่าได้ข้อคิดอะไรแนะนำเข้าไปคลิกอ่านที่ https://www.facebook.com/tumruenglen/photos/a.475655179280152.1073741834.335287186650286/475655532613450/?type=1&theater

ผู้พิมพ์แบ่งปันถ่ายทอดเรื่องราวข้อคิดไว้อย่างละเอียด ละเมียดละไม ลึกซึ้ง..เข้าสู่ใจมากขึ้นหลังจากที่ไปดูหนังและอ่านบทความนี้...สุดยอดมากเลยค่ะ แนะนำให้อ่านกันหลังจากดูหนังนะคะ สำหรับท่านใดที่คิดว่าจะไปดู อยากให้ดูหนังก่อนค่อยย้อนมาอ่าน

มาในมุมส่วนตั๊ว...ส่วนตัวของตัวเองกันบ้าง หลังจากไปดูหนังแล้วได้อะไร ....ปกติก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ ในชีวิตประจำวัน(ในปัจจุบัน) เป็นคนค่อนข้างขยันจะตามดูความคิด ความรู้สึกตัวเองบ่อยๆ จึงรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ตัวเองเข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่ทำให้ตัวเองคุยกับลูกได้ง่ายขึ้น ลูกเข้าใจอารมณ์ตัวเองได้มากขึ้น ได้วิธีการใหม่ ๆ(มุกใหม่ๆ) ในการคุยกับลูกในเรื่องอารมณ์และสอนการจัดการอารมณ์ได้ง่ายขึ้นเยอะมาก และเหล่านี้เป็นความตั้งใจเลยนะคะที่พาลูกไปดูหนังเรื่องนี้(ความคาดหวังและสมหวัง) ส่วนที่เกินความคาดหมาย เรียกว่าเป็นผลกำไร ผลพลอยได้ แบบคาดไม่ถึงคือ

สามีที่แสนดีของแม่ดาว...ซึ่งปกติเขาเป็นคนดีมีศีล 5 น่าจะครบถ้าไม่นับตบยุง ฆ่ามด ไม่พูดโกหก แต่มักพูดทำร้ายจิตใจแบบไม่ตั้งใจ พูดไปด้วยความรักและหวังดีนี่แหละฮ่าๆๆๆๆ เขาได้คิด..ยิ่งพอได้อ่านบทความที่ตีความหนังเรื่องนี้ ทำให้เขามีความเข้าใจแบบมีหัวใจมากขึ้น (ปกติเข้าใจแบบ..ใช้สมองและเหตุผลตลอดๆ ติดที่สมอง..แต่ไม่ค่อยเข้าลึกไปถึงระดับจิตใจ ) ได้คิด และคิดได้หลายอย่าง ส่วนพฤติกรรมจะเปลี่ยนไหม...เปลี่ยนได้นานแค่ไหน อันนี้รอดูกันต่อไปค่ะ (เพิ่งไปดูมาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม)

ส่วนตัวแค่ฟังสามีบอกว่า เขาเข้าใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึกมนุษย์มากขึ้น นี่ก็ดีใจมากๆ แล้วค่ะ และยิ่งได้รู้ว่าเขาได้นำประเด็นเรื่องพวกนี้ไปคุยกับเพื่อนที่ทำงาน ยิ่งรู้สึกดีใจมากขึ้นไปอีก เพราะคิดว่าเขาก็เห็นความสำคัญกับเรื่องนี้สักทีนะ

เรา 2 คนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันด้วยความต่างที่ไม่เคยจะลงตัวได้สักที พอมีลูกก็เหมือนจะยิ่งยากขึ้นในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งไม่ใช่จะทุกข์ทรมานตลอดเวลานะคะ ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่มันก็มีเรื่องราวให้ได้มีเรื่องบาดใจกันเป็นระยะๆ แต่มันก็มีข้อดีค่ะ ครั้งใดที่ทุกข์ใจ...จะทำให้ตัวเองได้เรียนรู้วิธีที่จะดูแลรักษาใจตัวเองได้มากยิ่งขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น และขยันในการฝึกฝนจิตใจให้แข็งแรงมากขึ้นๆ แม่ดาวเป็นประเภทสุดโต่งมากมาก่อน ใช้อารมณ์..เหนือเหตุผล ส่วนเขาก็สุดโต่งไปทางใช้ เหตุผล...เหนืออารมณ์ ฮ่าๆๆ มันคงเป็นพลังจักรวาลดึงดูดให้เรามาเจอกัน เพื่อเรียนรู้ที่จะปรับสมดุลจิตใจซึ่งกันและกันล่ะมั้งคะ วิธีการของตัวเองในการปรับสมดุลจิตใจคือใช้ธรรมะค่ะ ซึ่งดีขึ้นเยอะแล้ว..ส่วนกับสามีนั้นเขาน่าจะได้แสงสว่างจากหนังเรื่องนี้ หวังไว้ว่าจะเป็นเช่นนั้นนะคะ

ก่อนหน้าก็มีชวนอ่านหนังสือ 2 เล่ม คือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก และอยู่แต่ในกล่องคุณจะไปเห็นอะไร ส่วนตัวชอบหนังสือ 2 เล่มนี้มาก อ่านแล้วชอบ เลยชวนให้สามีอ่านด้วยเพราะเห็นประโยชน์มากมายหากเขาอ่านเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง ต้องขอบคุณเขาที่ยินยอมที่จะอ่านจนจบ แต่ผลไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฮ่าๆๆ กลายเป็นเขาไม่เข้าใจ จับประเด็น ตีความไปในแบบที่เขาเข้าใจและหนังสือ 2 เล่มนี้ กลายเป็นอาวุธในการเสริมคำพูดให้เขาดูจะพูดได้แรง บาดใจมากยิ่งขึ้น...ที่เจ็บคงเพราะคาดหวังนี่แหละค่ะ ผิดหวังที่ไม่เข้าใจ...ประเด็นคือ อยากช่วยเปลี่ยนทัศนคติเขา เพื่อตัวเขา ไม่ใช่เพื่อตัวเราเท่านั้น อยากให้เขามีความสุขมากขึ้น อยากให้เขาเข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น รู้ค่ะ..ว่าการเปลี่ยนผู้อื่นนั้นยาก แต่กับบางคนเราก็วางความคาดหวัง หรือโยนความหวังทิ้งไปได้ยากเหมือนกันเนาะ แต่ถึงวางไม่ได้ ก็ไม่ถือไว้ตลอดเวลา จะเลือกหยิบมาบางเวลาที่คิดว่าน่าจะมีหนทางนะ...มันน่าจะช่วยได้ ก็จะหยิบขึ้นมาแบกไว้อีกครั้ง

มาในส่วนกับลูก หลังจากดูหนัง เรามีเรื่องชวนกันคุยมากมายอย่างสนุกสนาน มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนหนังเรื่องนี้จะฉาย ต้น ๆ เทอมได้ เขาได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง ซึ่งเขาบอกว่า เขาไม่อยากเป็น เขามาบอกแบบยิ้มแย้ม เบิกบาน ตื่นเต้น ไม่อยากจะเป็น แต่ที่แม่เห็นมันหน้าบานเป็นกระด้ง เห็นความภูมิใจ ดีใจ ฉายเด่นออกมาจากแววตา ท่าทางและน้ำเสียง เพียงแต่คำพูดกลับตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง “ไม่อยากเป็นเลย ไม่ชอบเลย น่าเบื่อมาก” ทำนองนี้ ณ เย็นวันหนึ่ง วันนั้น

ลูก แม่ครับ...มีเรื่องอะไรจะเล่าให้ฟังด้วยวันนี้ (คือทำคอตก แต่แววตา รอยยิ้ม และน้ำเสียงนี้ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง)

แม่ สงสัยต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เลยนะเนี้ย...เจอแม่ปุ๊บไม่ทันทักทายสวัสดีก็พุ่งประเด็นมาเรื่องนี้เลย

ลูก อืม...ก็ จริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องที่ มีศีลไม่ชอบเลย มันน่าเบื่อมาก

แม่ เหรอ...น่าเบื่อ ไม่ชอบ แต่ทำไม ยิ้มแป้นขนาดนี้ล่ะเนี้ย

ลูก น่าเบื่อจริง ๆ ไม่ขอบเลย...ก็วันนี้มีศีลได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ยกมือเลยนะ คุณครูเสนอชื่อเองเลย(คุณครูจะให้สลับกันเป็นหัวหน้าห้อง และถ้าให้ยกมือเองไม่มีทางค่ะรายนี้ ครูเลยช่วยเสนอ) ไม่อยากเป็นเลย หัวหน้าห้องน่าเบื่อจะตาย แถมเพื่อน ๆ นะ ยกมือให้มีศีล 12 คนชนะขาดลอยเลยนะแม่ มีเพื่อน ๆ ที่สมัครยกมือเอง 3 คน แต่ได้คะแนนกันน้อยมาก และก็ไม่ไม่ยอมออกเสียง 2 คน (ทั้งห้องมี 29 คน)

(อาการ น้ำเสียง แววตาที่เล่านี้...ดีใจ ภูมิใจ สุดๆ )

แม่ โอ้โห...ได้คะแนนเป็นเอกฉันท์ ...แถมครูช่วยเสนอชื่อให้ และเพื่อน ๆ ก็ลงคะแนนให้เยอะที่สุด น่าดีใจออก แล้วที่ว่ามันน่าเบื่อเนี้ยคือเพราะอะไรเหรอครับ

ลูก ก็เป็นหัวหน้าห้องต้องบอกทำความเคารพ ต้องจดชื่อเพื่อนเวลาครูไม่อยู่ เพื่อน ๆ พูดก็ไม่ฟังหรอก คุยก็เก่งแถมซนกันจะตายแม่ ขนาดครูบางทียังปวดหัวเลย

แม่ อ้อ..ที่ว่าไม่ชอบ น่าเบื่อ เพราะ รู้สึกลำบากใจที่ต้องบอกทำความเคารพ ไหนจะต้องรู้สึกกังวลใจต้องจดชื่อเพื่อนอีก การสะกดชื่อเพื่อนก็ยากเนาะ เขียนชื่อตัวเอง นามสกุลตัวเองยังไม่ค่อยจะถูกเลย(นามสกุลยาวและยากมากสำหรับเขา) ไหนจะเพื่อนบางคนลูกก็ยังไม่รู้จักชื่อเขาอีก(คือรู้จักหน้า แต่ไม่จำชื่อ) ไหนต้องมาคุม ดูแลเพื่อน ๆ ที่ทั้งช่างพูดและสุดแสนจะเบิกบานแบบไม่รู้ขอบเขตกันอีก

ลูก ใช่แม่..ถึงบอกไง ว่าไม่อยากจะเป็น

แม่ ลูกคิดว่า ที่ลูกเล่าให้แม่ฟังที่ลูกยิ้ม และแม่เห็นแววตาแห่งความสุข รู้สึกอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังมากเพราะมีความรู้สึกอื่น ๆ อีกไหม นอกจาก น่าเบื่อ ไม่ชอบ กังวลใจ

ลูก ไม่มีหรอก

แม่ อืม...หนูลองค่อย ๆ คิดนะ ว่าหนูรุ้สึกภูมิใจด้วยไหม ที่คุณครูเสนอชื่อและเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนให้ลูกได้เป็นหัวหน้า ยังไม่ต้องรีบตอบนะ ค่อย ๆ คิด (กำลังขับรถพาลูกกลับบ้าน) แม่อยากให้ลูกคิดดี ๆ ถามใจตัวเอง สำรวจความรู้สึกดี ๆ ก่อนตอบ และแม่มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง (จากนั้นก็เล่าเรื่องของตัวเองในสมัยเด็ก ๆ ที่ได้รับเลือกให้เป็นรองหัวหน้าห้อง ว่ารู้สึกอะไรอย่างไร รู้สึกไม่ต่างจากลูกครั้งนี้มากนัก ใจหนึ่งก็ดีใจที่เพื่อน ๆ เลือก ใจหนึ่งก็ไม่อยากจะทำหน้าที่นี้ เพราะหากมีอะไรผิดพลาดหมายถึงโดนฟาดมากกว่าคนอื่น ๆ ที่ไม่มีตำแหน่ง ระหว่างนั้นก็มีบทสนทนาถามมาตอบไป เรื่องที่ลูกสงสัยในเรื่องราวของแม่)

ลูก อืม...ก็น่าจะรู้สึกดีใจ ภูมิใจด้วยมั้ง (นี่คือคำตอบที่ดูไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ ณ ตอนนั้น)

สิ่งที่เราคุยกัน ณ วันนั้นคือ การที่เรามีความรู้สึกหนึ่งโดดเด่นออกมาและแสดงออกมานั้น จริง ๆ ภายใต้ความรู้สึกนั้น ๆ ก็อาจมีความรู้สึกอื่น ๆ ปะปนผสม ๆ กันได้ การทำความเข้าใจความรู้จักอารมณ์ตัวเอง การเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง ส่วนตัวแม่ดาวเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะผ่านมาเองจากที่เคยเป็นคนคิดว่าเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเองดีแล้ว วันหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้เพิ่งมาเห็นใจตัวเองได้อย่างแท้จริงว่า ที่ผ่านมาเราไม่ได้เข้าใจ เห็นใจตัวเองได้จริงๆ และเมื่อวันที่ตาใสขึ้น เริ่มเข้าใจตัวเอง สามารถแยกความรุ้สึกตัวเองออกมาได้ละเอียดขึ้น ทำให้ตัวเองสามารถจัดการอารมณ์ต่าง ๆ ของตัวเองได้ง่ายขึ้น นั่นหมายถึงตัวเองสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้นไปด้วย จึงอยากส่งต่อความคิดเช่นนี้ “การเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง” ให้ลูกและผู้อื่น โดยที่ตัวเขาเองต้องเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตัวเอง เราเป็นเพียงโค้ชแนะนำเท่านั้น

เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ แม่ดาวหยิบประเด็นเหตุการณ์การได้เป็นหัวหน้าห้องมาคุยกับลูกอีกครั้ง ให้เขาทบทวนเหตุการณ์ ความรุ้สึก ณ เวลานั้นอีกหน ถามเขาว่า ลูกรู้สึกว่าเข้าใจตัวเองมากขึ้นไหม คำตอบคือ “ ก็คิดว่าเข้าใจมากขึ้นอีกนิดนะแม่” ค่ะ..เรื่องการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะคะว่าไหม...อย่างแม่ดาวเองกว่าจะเข้าใจ ไม่ซิ ต้องเรียกว่า กว่าที่จะเปิดใจ ยอมรับที่จะเรียนรุ้ก็ใช้เวลามากกว่า30 ปี ผ่านมาครึ่งชีวิตเพิ่งคิดได้ฮ่าๆๆๆ

และตั้งแต่วันพุธที่ได้ดูหนังจนถึงวันนี้ แม่ดาวก็นำหนังเรื่องนี้มาแทรกในวิธีการพูดคุยกับลูก จูงใจลูก เปลี่ยนใจลูก เรียกรอยยิ้มจากลูก(คือบางทีก็ทำตัวเป็น Sadness ขำๆ ) เรียกว่าใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความรักและความเข้าใจกับลูกได้เป็นอย่างดี

คนส่วนใหญ่มักไม่ยากที่จะรู้สึกเห็นใจและแสดงความ "เห็นใจ" แต่ยากมากที่จะมีใคร "เข้าใจ" เข้าไปถึงใจ ตนเองและผู้อื่นได้อย่างแท้จริง

ฝากไว้ให้พิจารณากันนะคะ...กับหนังดี ๆ เรื่องนี้ “Inside Out” เพราะคิดว่าดีและมีประโยชน์จึงอยากบอกต่อค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวก



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ตั้งใจไปดูตั้งแต่เสารก่อนค่ะ แต่เวลาไม่ลงตัว ดูได้แค่ our little sister

เลี้ยงลูกเก่งนะคะ เข้าใจหาเรื่องคุยกับลูก

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ คุณnui เป็นแม่พะ...ค่ะ... แม่พยายาม อาจไม่แม่ที่ดีที่สุด ดีพร้อม..แต่พยายามจะดีให้พอ ดีพอเพียงค่ะ และเชื่อว่าทุกๆ คนเป็นแม่ทีดีพอสำหรับลูก ๆ ของตัวเองได้ค่ะ ถ้าเราตั้งใจ มุ่งมั่นและหมั่นทำ ด้วยพื้นฐานความรัก ความรู้ และความสุข