​ศาสนธรรม...พระไตรปิฎก

"พี่หนาน"
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ศาสนธรรม...พระไตรปิฎก

...

ศาสนธรรมในทางพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ หลักอริยสัจ ๔ ประการ ถือเอา “ธรรมกัณฑ์แรก” ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ชื่อว่า “ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร” เป็นสำคัญ ตอนแรกที่ยังไม่มีคนฟังธรรมมากนัก มีเพียง ๕ คนเท่านั้น ภายหลังพอมีลูกศิษย์มากแล้ว ได้แบ่งกันเดินทางไปแสดงธรรมยังที่ต่าง ๆ และมีบริบทของพื้นที่ ชุมชน เหตุการณ์ เข้ามาประกอบมากขึ้น การแสดงธรรมก็ปรับไปตามสถานการณ์...

การแสดงธรรมที่เน้นไปเฉพาะที่ เฉพาะกาล เฉพาะเรื่องนั้น ๆ ลูกศิษย์ เกจิอาจารย์ ได้นำหลักธรรมที่ได้ทรงแสดงแต่ละครั้งมาจัดรวมเป็นหมวดหมู่ เพื่อง่ายแก่การศึกษาโดยตั้งชื่อให้ว่า “พระสูตร” ...

การนำธรรมะที่พระพุทธองค์ ทรงแสดงถึงกฏธรรมชาติ สภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ของคน สัตว์ สรรพสิ่งต่าง ๆ เช่น การขยายความขันธ์ ๕ อย่างละเอียด เป็นต้น นำมารวบรวมไว้เป็นอีกหมวดหมู่หนึ่งชื่อว่า “พระอภิธรรม” ...

และต่อมาเมื่อมีสาวกเข้ามาขอบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณีมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันอย่างเหมาะสม เพื่อให้สังคมสงฆ์อยู่กันได้อย่างสงบสุข ข้อห้ามต่างๆ เหล่านั้น ท่านกำหนดเรียกว่า “พระวินัย” ...

เมื่อรวบรวมทั้ง ๓ “พระ” มาไว้ในที่แห่งเดียวกัน จึงได้ตั้งชื่อว่า “พระไตรปิฎก” ... ปิฎก หมายถึง ตะกร้า กระจาด กระบุง ...ไตร,ติ หมายถึง ๓ ...พระ ก็คือ พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ที่กล่าวมาแต่เบื้องต้นนั่นเอง...


หลักธรรมทางพุทธศาสนานั้นมีมาก ในนวโกวาทจัดกันไว้เป็นหมวดตั้งแต่หมวด ๒ ไปถึงหมวด ๑๐ และมีหมวดปกิณณกะ เพิ่มเติม “เน้น” เพื่อฆราวาสผู้ครองเรือนอีกจำนวนหนึ่ง แต่ครูบาอาจารย์ นักปราชญ์ ท่านผู้รู้ ก็แสดงสอนไว้ว่า หลักธรรมทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้น สามารถจัดลงใน “อริยสัจ ๔” ได้ทั้งหมดทั้งมวล ...เปรียบเสมือนการนำรอยเท้าของสรรพสัตว์ต่าง ๆ หลากหลายชนิด มาสวมลงในรอยเท้าของช้าง ได้ทั้งหมด ไม่มีรอยเท้าของสัตว์อื่นใดจะใหญ่เกินกว่ารอยเท้าของช้างไม่มีอีกแล้ว ...

ดังนั้นจึงได้กำหนดกรอบแผนผังของธรรมะ ที่ชื่อว่า อริยสัจ ๔ ตามความเข้าใจของพี่หนาน ออกมาได้ดังที่เห็นกันนี้(ดูแผนผังประกอบ)...

  • ในส่วนของทุกขอริยสัจ นั้น ประกอบด้วย...ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ ไตรลักษณ์ ๓ หรือจะจัดปฏิจจสมุปปบาท เพิ่มเข้าไปอีกด้วยก็ได้ เพียง ๓ หลักธรรมในข้อนี้ก็ต้องไปทำความเข้าใจศึกษากันในรายละเอียดได้อีกจำนวนมาก ในที่นี้เพียงเขียนกำหนดภาพรวมให้เห็นกันเท่านั้น...

“ขันธ์ ๕” ตามที่พระพุทธองค์แสดงไว้ในพระไตรปิฎกหลายแห่งจะไม่กล่าวว่า ขันธ์ ๕อย่างเดียวจะกล่าวสรุปว่า “...อุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแหละคือทุกข์..” นั่นคือ ขันธ์ ๕ รวมกับอาสวะ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา เกิดเป็น “อุปาทานขันธ์ ๕” อาสวะมองอีกอย่างก็คือ สมุทัยอริยสัจ(ตัณหา) นั่นเอง...

ในหนังสือพุทธธรรมใช้คำถามนำ และตอบคำถามด้วยหลักธรรมเป็นช่วง ๆ ขันธ์ ๕ คือ ๑ ในคำตอบของคำถามที่ว่า “ชีวิต คือ อะไร” ชีวิตคือ ขันธ์ ๕ และ อายตนะ ๖(คู่)...

ขันธ์ หมายถึง กอง ส่วน หมวด หมู่ ประกอบด้วย ...

“รูปขันธ์” ...ส่วนที่เป็นร่างกายของคน สัตว์ ตามธาตุ ๔ คือลักษณะที่แข้นแข็ง เช่น แขน ขา กระโหลกศีรษะ กระดูก เนื้อ ตับ ไต เป็นต้น จัดเป็น “ธาตุดิน”...

ส่วนที่มีลักษณะเหลวเอิบอาบเหมือนน้ำ เช่น เลือด น้ำมัน น้ำไขข้อ น้ำตา น้ำมูก น้ำหนอง ปัสสาวะเป็นต้น จัดเป็น “ธาตุน้ำ”...

ส่วนที่มีลักษณะเหมือนลมหรืออากาศภายใน เช่น ลมหายใจเข้า-ออก ลมในท้อง ลมในลำใส้ ลมในกระแสเลือด เป็นต้น จัดเป็น “ธาตุลม”...

ส่วนที่มีลักษณะร้อนหรือเผาผลาญสิ่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น ความร้อนที่เผาผลาญอาหารในกระเพาะ ความร้อนที่ปรับความอบอุ่นในร่างกาย ความร้อนที่มีมากเกินเหตุยามเจ็บไข้ เป็นต้น จัดเป็น “ธาตไฟ” ...

ธาตุ ๔ ดังกล่าวมานี้รวมกันเป็นร่างกาย เรียกโดยรวมว่า “รูปขันธ์” (ส่วนของรูปร่าง)...

“เวทนาขันธ์” ...หมายถึง ความรู้สึกอารมณ์ สุข(ชอบ) ทุกข์(ไม่ชอบ) เฉยๆ(กลางๆ,อุเบกขา) ที่เกิดจากผัสสะทางประสาททั้ง ๕ เช่น (ตาเห็นรูปสาวสวย-สุข, หูได้ยินเสียงรถเครื่องดังมาก-ทุกข์, จมูกได้กลิ่นเหม็นจากผู้ดูดส้วม-ทุกข์, ลิ้นได้กระทบเนื้อไก่ย่าง หมูย่าง-สุข, กายได้สัมผัสไออุ่นผิวหนังของคนรัก-สุข, กายนั่งรถนานๆ ปวดก้น เมาหัว-ทุกข์) หรือ ทางใจ(รู้อารมณ์ที่เกิดกับสิ่งนั้นๆ เห็นท้องฟ้าสวยงามก็รู้อารมณ์ว่า-เป็นสุข) เป็นต้น...

“สัญญาขันธ์” ...หมายถึง ความจำได้ และหมายรู้ สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทำให้จำได้และหมายรู้ความแตกต่างของอารมณ์นั้นๆ ได้ ...จำได้ เช่น เห็นนาย ก. ครั้งใดก็จะเห็นใบหน้าและรอยยิ้มของนาย ก. ทุกครั้ง ...หมายรู้ คือ วันนี้เห็นนาย ก. อีกครั้งก็จำได้ แต่หมายรู้คือ นาย ก. ไม่มีรอยยิ้ม เหมือนที่พบมาก่อนทุกครั้ง...

“สังขารขันธ์”...หมายถึง ความคิดปรุงแต่ง ตริตรึกนึกคิด ประกอบเครื่องปรุงแต่งจิต (เช่น โลภะ โทสะ โมหะ เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นต้น) เครื่องปรุงแต่งกรรม จากอำนาจของเจตนา จึงเป็นที่มาของกรรม... (พึงศึกษาสังขารในขันธ์๕ กับสังขารในไตรลักษณ์เพิ่มเติม)

“วิญญาณขันธ์”... หมายถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาททั้ง ๕ (ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายรู้สัมผัส) และทางใจ (การรู้อารมณ์ทางใจ)...การรู้แจ้งอารมณ์ที่มากระทบได้ ทำให้เราสามารถปรับระดับจิตของตนเอง ไม่ให้ยินดียินร้าย ฝักใฝ่ปรารถนา สุขหวังยึดครอง ทุกข์หวังผลักไส มากจนเกินไป...

การไม่รู้เท่าทันและความเปลี่ยนแปลงภายใน “ร่างกาย” หรือ “ขันธ์ ๕” ของตนจึง “เป็นทุกข์” ดังกล่าวมา...

...

ชาวบ้านคนโบราณสมัยก่อนมักจะพูดหรือกล่าวกันว่า “สิ่งทั้งหลายล้วนเป็นแต่ รูปธรรมและนามธรรมทั้งสิ้น” หากเราจะจัดขันธ์ ๕ เข้าใน “รูป” กับ “นาม” ก็สามารถจัดลงได้ ดังนี้...

“รูป..เวทนา..สัญญา..สังขารขันธ์... ๔ กองนี้ จัดเข้าเป็น “รูป”...

ส่วน “วิญญาณขันธ์”... ๑ กองนี้ จัดเข้าเป็น “นาม” ...

พึงให้ความสังเกตเรื่อง “รูป-นาม” กันให้ดีด้วยนะครับ.

...

เรื่องทุกขอริยสัจ ยังไม่จบ เดี๋ยวมาว่ากันถึงอายตนะ ๖ ในตอนต่อไป เขียนมายาวมากแล้ว เดี๋ยวผู้อ่านจะท้อที่จะอ่านกันเสียก่อน...(ความจริงก็คงไม่ค่อยมีใครอยากอ่านข้อความอักษรยาวๆ กันหรอก เขี่ยทิ้งเขี่ยผ่านกันเป็นส่วนใหญ่ ..ใช่ไหมครับ)

...

“พี่หนาน”

16/8/2558

ขอขอบคุณหนังสือพุทธธรรม ที่เขียนโดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นอย่างสูง (ไฟล์พีดีเอฟ)...

http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/...

ขอบคุณแผนผังพระไตรปิฎก จากพระไตรปิฎก CD-ROM ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย...

http://www.mcu.ac.th/mcutrai/menu2/menu2_2.htm

ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ลานธรรมจักร หรือธรรมจักรดอทเน็ตมากครับ...

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?p=860...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Phraputtha



ความเห็น (0)