จิตตื่นรู้ ๑

..........มีปรัชญาหรือหลักธรรม หลายๆประการที่เราคิดว่า เราเข้าใจ เเต่เราไม่ได้เข้าใจจริงๆ เพราะเราเรียนรู้โดยการคาดการณ์ เเต่เราไม่ได้รับรู้กับมันจริงๆ เช่น เรื่องอริยสัจ ๔ เราคิดว่าเราเข้าใจว่า มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ เเละมรรค หลายๆคนก็เทียบเคียงไปยังหลักคิดเเบบวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่ความเข้าใจได้ แต่ในที่นี้ขอเล่าเรื่อง อริยสัจ ๔ ให้ทุกๆท่านฟัง ซึ่งคำว่าทุกข์นั้น ได้เเก่ ความเเก่ ความรัก โสกะ ฯ สมุทัย ได้เเก่ ต้นเหตุของความทุกข์ เช่น อวิชชาทำให้เกิดสังขาร สังขารทำให้เกิดวิญญาณ วิญญาณทำให้เกิดนามรูป ฯ หรือ หลวงตามหาบัว ท่านเทศนาธรรมว่า ขันธ์ ๕ นั่นเอง นิโรธ เป็นความจางคลายโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นเทียว เเละมรรคเป็นข้อสูงสุดที่จะทำให้ทุกข์ต่างๆนั้นดับลงไปโดยสิ้นเชิง

..........กล่าวสรุปอย่างย่อ คือ ทุกข์เปรียบเหมือนกับหญ้าที่เกิดขึ้น สมุทัยเปรียบเหมือนกับสิ่งที่ทำให้หญ้าเจริญงอกงาม นิโรธเปรียบเหมือนกับการถางหญ้าเมื่อหญ้ามันขึ้นรก(เเต่หญ้าก็สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้) เเละมรรคเปรียบเมือนกับการวางก้อนหินขนาดใหญ่ทับหญ้าบริเวณที่เกิดไว้อย่างนั้น เพื่อให้ให้หญ้ามันเกิดขึ้นอีกโดยสิ้นเชิง วางทับไว้อย่างนั้นไม่มีการยกขึ้น (หญ้าจึงไม่สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้) หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโช ท่านเทศนาธรรมไว้ว่า คนที่รู้เเจ้งอริยสัจ เป็นบุคคลที่มีความทุกข์เบาบางยิ่ง เพราะเมื่อเกิดทุกข์ เขาจะหาสมุทัยเเล้วรีบเเก้ไข โดยไม่จมไปกับกองทุกข์เหล่านั้น ฯ

คำถามอยู่หลายคำถาม ที่น่าสนใจ จึงมาเขียนในบันทึกนี้ เพื่อร่วมแลกปลี่ยนเเละเรียนรู้ ครับ

๑.คำถามที่ว่า ชาตินี้ กับ ชาติหน้า มีจริงไหม ?

ตอบ คิดว่ามีจริง เพราะ เมื่อวาน(อดีต) วันนี้(ปัจจุบัน) เเละวันพรุ่งนี้ (อนาคต) 3 สิ่งนี้ยังมีได้ เเล้วทำไม ภพนี้ กับ ภพหน้าจะไม่มี อนึงหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ท่านได้เทศนาไว้ว่า เรื่องภพเรื่อชาตินั้นมีอยู่จริง เช่น "เมื่อตะกี้ เราคิดถึงเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว นั่นล่ะ คือ ภพอดีต ภพปัจจุบัน คือ ตอนนี้เรากำลังเดิน อยู่จะไปทำงาน นี่ คือ ภพปัจจุบัน ส่วนข้างหน้า คือ ภพอนาคต" ซึ่งทั้ง ๓ ภพนั้น มันเกิดดับอยู่เช่นนี้ เป็นวัฏจักร

๒.คำถามที่ว่า สวรรค์ กับ นรก มีจริงไหม ?

ตอบ คิดว่ามีจริง เพราะเวลาสุข เเละเวลาทุกข์ เรายังมีได้ ฉะนั้นเเล้ว สุขนั่นล่ะคือสวรรค์ ส่วนทุกข์นั่นล่ะคือนรก หากเราลองมองดูดีๆเเล้วนั้น เราจะเห็นว่า เเม้กายจะหยุด เเต่จิตไม่หยุดไปตามกาย เเต่จิตเมื่อฟุ้งซ่านมันจะวิ่งไปมา ฉะนั้นเเล้วเเสดงว่า เเม้กายจะดับลงเเต่จิตอาจไม่ดับตาม หรืออาจเปลี่ยนรูปไปยังนามรูป ในอีกภพหนึ่งที่จิตเป็นผู้กำหนดในการเดินทาง ไปยังภพความสุข(สวรรค์) หรือภพความทุกข์(นรก) ซึ่งขึ้นอยู่กับ การกระทำ ที่ได้กระทำไว้ทั้งดีเเละชั่ว

..........จิตกับกายนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน จิตเป็นเหมือนคน ที่อยู่ในรถหรือกาย เเม้กายจะหยุดนิ่งเเต่จิตนั้นจะนิ่งหรือไม่นิ่งก็เกิดขึ้นได้ เเม้ในยามกายหยุด เเต่ส่วนใหญ่จิตไม่หยุด จิตมันจะวิ่งไปเรื่อยๆ วิ่งไปอดีตบ้าง วิ่งไปอนาคตบ้าง วิ่งไปที่อดีตหากเป็นเรื่องไม่ดีก็ทุกข์ เป็นเรื่องดีก็สุข วิ่งไปอนาคต หากเป็นเรื่องไม่ดีก็ทุกข์ เป็นเรื่องดีก็สุข แต่หากอยู่กับปัจจุบัน เราจะมีความทุกข์น้อยลง เพราะจิตมันนิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ไปในอดีตหรืออนาคต

..........บทภาวนานึง จากหนังสือ "กลัว" (หลวงปู่ ติช นัท ฮัน) กล่าวไว้ว่า ภายในเรานี้ มีเครื่องฉายภาพยนต์อยู่ทุกๆคน ที่คอยฉายภาพอดีตเเละอนาคตอยู่เสมอๆ การที่จะดูภาพยนต์ได้นั้น จิตต้องไปเปิดมันก่อนถึงจะดูได้ เมื่อจิตไปคิดที่อดีต อดีตนั้นๆที่เกิดการจำได้หมายรู้ก็จะถูกฉายซ้ำเเล้วซ้ำเล่า เมื่อจิตไปคิดที่อนาคตภาพยนต์นี้ก็จะฉายซ้ำเเล้วซ้ำเลาเช่นเดียวกัน

..........จากบทภาวนาข้างต้น เมื่อเรามามองในวงจรการเรียนรู้ของ ท่านอาจารย์ อาจอง อาจมองได้ว่า เมื่อเราเรียนรู้ทุกๆสิ่งผ่านอายตนะต่างๆ สิ่งที่เข้มาเหล่านนั้นจะถูกเก็บไว้ที่จิตสำนึกการรับรู้ทันที เเละส่งไปยังจิตใต้สำนึกที่ยังคงอยู่เเม้กาลเวลาผ่านไป เมื่อเราสามารถระลึกได้ เครื่องฉายภาพยนต์ก็จะทำงานอย่างซ้ำเเล้วซ้ำเล่า ทั้งในเรื่องดีเเละไม่ดี หากเราอยู่กับอดีตเเละอนาคตในเเง่ลบ เเน่นอนว่าความเศร้าหมองจะเกิดขึ้นภายในใจเเน่นอน เเต่หากเราดึงจิตให้มาอยู่กับปัจจุบัน ความเศร้าหมองเหล่านั้นจะคลายลง คลายลง ดังคำกล่าวของ ท่าน ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ว่า "หัดเป็นคนสิ้นคิดบ้าง อย่างคิดเยอะ" ที่สะท้อนว่า ความสุขอยู่กับปัจจุบันนี้เอง

.........จิตของคนเรานี้ มันมีตัวดีเเละตัวร้าย ปะปนอยู่ด้วย ตัวดีก็พยายามทำให้เราดีทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม เเละตัวร้ายก็พยายามดึงเราให้ตกลงไปในอกุศลทั้งหลายทั้งปวง จิตเรานี้เกิดสงครามการต่อสู้ระหว่างตัวดี กับตัวร้ายอยู่ตลอดเวลา บางครั้งตัวดีชนะก็จะทำให้เรารู้สึกว่า นั่นล่ะตัวเรา บางครั้งตัวร้ายชนะก็จะทำให้รู้สึดเช่นกันว่า นั่นล่ะ คือ ตัวเรา

.........เเต่เมื่อเราพิจารณาดูดีๆเเล้วนั้นทั้งตัวดี เเละตัวร้าย ก็ไม่ใช่ตัวเราเหมือนกัน แล้วตัวเรา คือ อะไร ? ตัวเราก็ไม่มีอะไร ส่องเข้าไปในอะตอมต่างๆก็มีแต่ความว่าง ไม่มีอะไรเลย มีเเต่ดวงจิตที่เป็นบุคคลที่สาม ที่คอยเฝ้ามอง เจ้าตัวดีเเละตัวร้าย เพื่อที่จะค่อยๆอุเบกขาไปเรื่อยๆ จนตราบจนเห็นความจริงขั้นต่อไป

.........................................
๑๙ ส.ค. ๒๕๕๘
ธีระวุฒิ ศรีมังคละ

ขอบพระคุณภาพประกอบ
https://www.google.co.th/url?sa=i&rct=j&q=&esrc=s&...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกพอเพียง



ความเห็น (0)