วันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ผมไปร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ คณะกรรมการประสานงานกองทุนภายใต้ระบบ หลักประกันสุขภาพที่สวนสามพราน ได้ไปเรียนรู้ว่ากองทุนภายใต้หลักประกันสุขภาพมีมากกว่า ๓ กองทุน ได้แก่ ๓ กองทุนหลักคือ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และนอกจากนั้นยังมี ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ครูโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ระบบประกันสุขภาพตามกฏหมายว่าด้วยคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ ระบบประกันสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนเงินทดแทน ระบบสวัสดิการด้านสุขภาพและประกันสุขภาพสำหรับ คนที่รอพิสูจน์สถานะและสิทธิ คนไร้รัฐไร้สัญชาติและบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรแต่มิได้มีสัญชาติไทย
เป้าหมายของ การประชุมครั้งนี้ ก็เพื่อให้คณะกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการพัฒนา กลไกกลางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ ได้ร่วมกันให้ความเห็นยกร่างพระราชบัญญัติที่ยังไม่มีชื่อ แน่นอน โดยชื่อร่างคือพระราชบัญญัติเพื่อสร้างความกลมกลืนในระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ
ประธานในที่ประชุมคือ ศาสตราจารย์ ดร. อัมมาร์ สยามวาลา ศาสตราจารย์ และนายแพทย์สุวิทย์วิบุลผลประเสริฐ (ประธานคณะอนุกรรมการ) ย้ำแล้วย้ำอีกว่าเป้าหมายของการบูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพในครั้งนี้ ไม่ใช่การทำให้เป็น เอกภาพ (unification) แต่เป็นการรทำให้กลมกลืนกัน (harmonization)
โดยมีเป้าหมาย ที่พึงประสงค์ของระบบหลักประกันสุขภาพคือ
- สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีสิทธิทุกระบบ
- สร้างความยั่งยืนทางการเงินระยะยาว
- มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและมีความโปร่งใส
- สร้างเสริมระบบการเงินการคลังสุขภาพที่นำไปสู่การพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขที่พึงประสงค์
- Equity เป็นระบบที่ส่งเสริมความเป็นธรรมสำหรับประชาชน
- Quality เป็นระบบที่มีคุณภาพมีมาตรฐานปลอดภัยเป็นที่ยอมรับ
- Efficiency เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพกระจายการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
ท่านประธานทั้งสองย้ำหลัก 4 ประการในการดำเนินการพัฒนากลไกอภิบาล ให้บรรลุวัตถุประสงค์รวม 4 ข้อดังนี้
- ความเป็นธรรมความมีคุณภาพและความมีประสิทธิภาพ
- การดำเนินงานอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้
- การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเสมอภาค มีฉันทะมติ (Proxy of Consensus) ในการตัดสินใจที่สำคัญสำคัญๆ
- มีระบบการเจรจาหารือร่วมกันของทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence Based)
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้คือให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ทำหน้าที่กำหนดนโยบายหลักเกณฑ์ และแนวทางที่จะนำไปสู่ความกลมกลืนของระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบและหน้าที่อื่นๆ โดยมีสำนักงาน ที่ตั้งขึ้นใหม่ทำหน้าที่เป็นคณะเลขานุการกิจ และจัดทำข้อมูลเพื่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ
คณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยรัฐมนตรี 3 ท่าน, ผู้แทนหน่วยงาน ผู้รับประกัน 3 คน, ผู้แทนหน่วยงานให้บริการสุขภาพ 3 คน, ผู้แทนผู้รับบริการ 3 คน, ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสำนักงาน
การประชุมครั้งนี้เป็นการทำความเข้าใจร่วมกันและทำความตกลงร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยมีผู้แทนจาก 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายหน่วยงานผู้รับประกัน, ฝ่ายหน่วยงานให้บริการสุขภาพ, ฝ่ายผู้แทนผู้รับบริการ ที่ต่างก็มีความต้องการและผลประโยชน์ ของตน การประชุมครั้งนี้จึงใช้เวลามากและประธานก็ต้องใช้ความอดทนและคอยเตือนสติอยู่ตลอดเวลา ว่าพระราชบัญญัติ ที่กำลังยกร่างอยู่นี้เน้นสร้างพื้นที่สำหรับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาเจรจากันโดยมีข้อมูลหลักฐาน เพื่อประโยชน์ของระบบ หลักประกันสุขภาพของประเทศเป็นสำคัญ
ผมได้นั่งร่วมประชุมอยู่ ๑ วัน ได้เรียนรู้ทั้งสาระของร่าง พรบ. ที่มีความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใคร และได้เห็นสภาพ ของการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม และการทำหน้าที่หาข้อตกลงของประธานคณะอนุกรรมการฯ อย่างชาญฉลาดหาคนเทียมมิได้
หาก พรบ. นี้ออกบังคับใช้ และคณะกรรมการตามใน พรบ. และสำนักงานทำงานได้ผล คนไทยจะได้รับประโยชน์ สูงยิ่ง และระบบที่พัฒนาขึ้นจะเป็นตัวอย่างให้แก่โลก
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ค. ๕๘
สวนสามพราน
มีความเห็นในมุมมองตรงกันข้ามกับบันทึกนี้ ที่ http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000086400
วิจารณ์
ดิฉันเห็นดีกับร่างพรบ.เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความกลมกลืนนี้ทุกประการ
มีความไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ เรื่อง สวัสดิการข้าราชการแม้ดีกว่าบัตรทองบางเรื่อง แต่หลายๆ เรื่องบัตรทองคล่องตัวกว่า ฯลฯ
แต่ทุกระบบมีปัญหาเดียวกันคือการใช้บริการที่ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นเพราะไม่ต้องจ่าย กลายเป็นติดการพึ่งพา นำไปสู่ภาระงบประมาณของประเทศ
หากทำได้ตามเป้าหมายทั่ง 7 ข้อจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมาก