มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม กรุณาสังหนังสือคลาสสิค ที่สำนักพิมพ์แปลและตีพิมพ์มาให้ แต่ละเล่มคนบ้าหนังสืออย่างผม อ่านแล้ววางไม่ลง สำหรับเล่มนี้ อาเธอร์ ราชันแห่งนิรันดร์กาล สาวน้อยถามว่า “พี่วิจารณ์อ่านหนังสืออย่างนี้ด้วยหรือ” เพราะเขา คิดว่าผมอ่านหนังสือที่มีสาระอย่างเดียว ไม่อ่านนวนิยาย ก็เล่มนี้มันกิ๊กก๊อกยิ่งกว่านวนิยาย

ผมอธิบายว่า ผมอ่านเอาวิธีวางพล็อตเรื่อง วิธีเขียนแบบพรรณาโวหารที่เยี่ยมยอด รวมทั้งทำความเข้าใจสังคมมนุษย์ สมัยโบราณ เพราะผู้เขียน Terence Hanbury Whiteและผู้แปล นพมาส แววหงส์ ฝีมือสุดยอดจริงๆ ไม่ได้อ่านเอาสาระ อย่างการอ่านตามปกติของผม

อาเธอร์ ราชันแห่งนิรันดร์กาล เป็นนวนิยายยาวมาก แยกพิมพ์เป็น ๒ เล่ม เล่มแรกตอนที่ ๑ - ๒ เล่มหลังตอนที่ ๓ - ๕ รวมทั้งหมดกว่าพันหน้า

สาระในบทที่ ๑๓ ที่ตัวเอกของเรื่อง (วอร์ต) กลายร่างเป็นมด โดยการเสกของ เมอร์ลินผู้วิเศษ ประทับใจผมมาก ในความช่างสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ (ในที่นี้คือมด) ของผู้เขียน ที่เขียนช่วงปี ค.ศ. 1938 - 1942 คือเกือบ ๘๐ ปีมาแล้ว ข้อเขียนช่วงนี้ให้ความละเอียดของความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการบวกความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์

ผมอ่านพบใน นสพ. International New York Times ฉบับวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ หน้า ๙ เรื่อง Tapping Your Inner Wolfแนะนำหนังสือเรื่อง Beyond Words : What Animals Think and Feelที่จะวางจำหน่ายวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พอดี แต่เมื่อดูภาพหน้าปกเป็นช้าง ทำให้ผมคิดว่าข้อเขียนของ T.H. White ที่จินตนาการความรู้สึกนึกคิดและภาษาของแมลงอย่างมด น่าสนใจมาก ที่จริงในบทก่อนหน้านี้ วอร์ด ก็เคยกลายร่างเป็นนก เข้าไปเกาะอยู่ในเรือนนกตอนกลางคืน และสื่อสารกับเหล่า ขุนนางนกของท่านเซอร์ มาครั้งหนึ่งแล้ว เราต้องการนักเขียนนวนิยายแบบ T.H. White มาเขียนพรรณาความรู้เจือจินตนาการ เพื่อนำความรู้ทางวิทยาศาตร์สู่สังคมวงกว้าง

เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ พบว่า ครูเมอร์ลินผู้วิเศษ ที่ยอมมาอยู่เป็นครูของ วอร์ต นั้น จัดเอื้อให้ วอร์ต ได้เรียนรู้โดยไปสัมผัส ประสบการณ์จริง จากการที่เมอร์ลินเสกให้ วอร์ต กลายเป็นสัตว์และสิ่งของชนิดต่างๆ ไปสัมผัสชีวิตจริงของสัตว์และ สิ่งของเหล่านั้น สาระเรื่องราวตอนที่ วอร์ต เป็นปลา เป็นเหยี่ยว นกฮูก ห่านป่า ฯลฯ นี่แหละที่เปิดช่องให้ T.H. White โชว์ลวดลายการพรรณาจิตนาการและความช่างสังเกตของเขาออกมา ทำให้ผมทึ่งมาก

ผมจึงปิ๊งแว้บขึ้นมาว่า สาระอย่างหนึ่งที่ T.H. White ผู้เขียนหนังสือซ่อนไว้ระหว่างบรรทัด คือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ได้จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ผ่านการบอกเล่าหรือเดาๆ เอาจากข้อมูลชั้นสอง ความรู้มือหนึ่งดีกว่าความรู้มือสองเสมอ หากรู้จักเอาความรู้นั้นมาตีความ และพัฒนาต่อโดยการทดลองใช้ในบริบทของตนเอง

คนบ้าการเรียนรู้ อ่านนวนิยายแล้วก็ตีความเข้าหาทฤษฎีว่าด้วยการเรียนรู้ อย่างนี้แหละ

ชื่อหนังสือมีคำ “นิรันดร์กาล” อ่านระหว่างบรรทัดในหนังสือแล้ว ผมตีความว่า “การเรียนรู้แห่งนิรันดร์กาล” เป็นการเรียนรู้แบบ “ไม่ชัดเจน” มีรหัสยนัยแฝงอยู่ ดังเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ หากอ่านตามตัวหนังสือ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องของคนบ๊องๆ รวมทั้งพระราชา แต่ผมอ่านระหว่างบรรทัดว่า พระราชา (ในหนังสือ) ก็คือปุถุชน มีความเป็นคนบ๊องๆ อยู่ในตัวด้วย

ในที่สุด วอร์ด ก็กลายเป็น อาเธอร์ผู้พิชิต ราชันนิรันดร์กาล และผู้ก่อตั้งอัศวินโต๊ะกลมเพื่อสร้างสังคมแห่งความยุติธรรม และมีการก่อเกิดของเซอร์ลานซล็อต นำไปสู่รักสามเส้าระหว่างราชินีกรินีเวียร์ของพระเจ้าอาเธอร์กับลานซล็อต คำบรรยายความ รู้สึกของ กรินีเวียร์และลานซล็อต บอกระดับความเชื่อเชิงคุณธรรมจริยธรรมของยุโรปในยุคกลาง ผมได้เรียนรู้ว่ามนุษย์เรา วิวัฒนาการกรอบความคิดเชิงคุณธรรมจริยธรรม มาไกลมาก และยังจะก้าว (ไม่ทราบว่าก้าวหน้าหรือก้าวถอยหลัง) ไปอีกไกล ผมรู้แต่ว่า ผมกับรุ่นลูกถือคนละกรอบ

แล้วเรื่องในภาคที่ ๓ (อัศวินอัปภาคย์) ก็เดินมาถึงตอนที่พระเจ้าอาเธอร์รำพึงถึงพลังอำนาจกับพลังธรรม ชี้ให้เห็นว่าพลังอำนาจเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน สิ่งที่ถูกต้องคือพลังธรรม

เมื่ออ่านจบภาคที่ ๔ (เปลวเทียนในสายลม) ก็เห็นสัจธรรม ว่าในโลกแห่งปุถุชน คนที่ยึดมั่นในคุณธรรมความดีงาม ก็อาจต้องเผชิญวิกฤติจากความชั่วร้ายของมนุษย์ แต่กษัตริย์ อาเธอร์ โชคร้ายในตอนจบ ต้องเผชิญความชั่วร้ายของลูก (นอกสมรส)ของตนเอง จนในที่สุดกลไกอัศวินโต๊ะกลม เพื่อสร้างอำนาจธรรม เอาชนะอธรรมในสังคมอังกฤษโบราณ และใช้ได้ผลเป็นเวลาหลายสิบปี ก็ถึงกาลล่มสลายไปพร้อมๆ กับชีวิตของอาเธอร์ ที่แก่และตรอมใจ

ในภาค ๕ (คัมภีร์เมอร์ลิน) พระเจ้าอาเธอร์ผู้ชรากำลังอับจน ครูเก่าคือเมอร์ลินก็กลับมา ผมชอบเรื่องราวในบทที่ ๒ หน้า ๔๔๗ - ๔๔๙ ที่เมอร์ลินมีวิธีพิสูจน์ว่าอาเธอร์ไม่ได้อยู่ระหว่างความฝันอย่างแยบยล เพื่อให้จิตใจตื่นขึ้นมาจัดการปัญหา ผู้เขียนใช้ศิลปะในการเขียนจนเรางงว่าสองคนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่

ในภาค ๕ นี้ เรื่องราวเต็มไปด้วยคำเตือนสติลึกๆ แก่มวลมนุษย์ ที่ยังใช้ได้ดี แม้ในสมัยปัจจุบัน ผมตีความว่า T.H. White พยายามบอกเราว่า หากต้องการเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ในมิติที่ลึก ต้องดูที่พฤติกรรมของสัตว์ เพราะมนุษย์ก็เป็นสัตว์ ชนิดหนึ่ง และผมสรุปคัมภีร์เมอร์ลินสั้นบรรทัดเดียว ว่าความยุ่งยากทั้งหลายของมนุษย์เกิดจากกิเลสเป็นจุดเริ่มต้น

ผมใช้เวลาอ่านหนังสือสองเล่มความหนากว่าพันหน้า อ่านเป็นช่วงๆ เมื่อมีเวลาว่าง รวมสัปดาห์เศษๆ ได้เรียนรู้ วิธีเขียนหนังสือแบบใส่ความจริงปนจินตนาการ ในความจริงมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา ที่มีรายละเอียดน่าพิศวง และที่น่าพิศวงยิ่งกว่าคือความสามารถเขียนให้เห็นความซับซ้อนของเรื่อง และธรรมชาติของมนุษย์ ต้องอ่านประวัติของผู้เขียน ที่อยู่ตอนท้ายหนังสือทั้งสองเล่ม จะเห็นว่า คนที่เขียนหนังสือดีขนาดนี้ได้ ต้องมีชีวิตที่แปลกอย่าง T.H. White นี่แหละ


วิจารณ์ พานิช

๒๘ มิ.ย. ๕๘