การจัดซื้อเรือดำน้ำของไทย (Thailand's submarine procurement)


A journalist from defence magazine in the Asia Pacific region had asked my opinion regarding an acquiring of submarines by Royal Thai Navy. Here is my answer. I've to censor some of the content due to sensitive issue.



You can also read an article from The Diplomat regarding an acquiring of Thai submarines here: http://thediplomat.com/2015/06/how-did-china-just-win-thailands-new-submarine-bid/



---

more explanation:

1. Although there is a possibility of a bribe, but without explicit evidence I won't allege that. Actually, the turning of Thai Navy more to the Chinese Navy is a long term trend. Thai navy has procured and operated at least 5 Chinese ships.

Of course, there is some Junta advisor close to China to convince more stronger relationship between the two countries. But the "real" diplomatic code of Thai army is "balance of power" and "bending to the wind". Thailand has conducted this for a long time since colonial era, to balance between the french empire and british empire, to balance between the Japanese empire and the Allied, to balance between the Chinese communist government, and the US, etc. The Thai foreign ministry will maintain channel to operate this kind of strategy.

A coup is one reason to shift the arms procurement from the US because of the unstable relationship. Thai military tries to shift the procurement to NATO compatible standard such as Ukraine, Israel or Sweden, which they can buy comparable arms in cheaper price. And for better diversification of the portfolio out of American scheme. (But I think they will maintain some sort of I4C compatibility)

2. This is what I said -- a sensitive truth. In risk assessment, there are always risks to concern, especially the treat from the sea. And actually, Thailand has some bad habit as well, the habit of Imperialism. (I'll talk about this issue later. It's a huge topic.)

By the way, I accept that there is no transparent process under the procurement of the military. But as the Junta controls the power, absolutely, nobody cares to investigate them.

My point is whether economic good or bad, the army will always have this kind of modernization plan. You can check some document at the army supreme HQ. The coup, however, just allows them to access to this opportunity. But it's because of political condition as well, strong parliament politics like in Thaksin era is no more, so there is no any counter influence against the army. (Actually Samak had turned the strategy to be more friendly with the army to balance the Bangkok's elites influence from the coup, that's his belief. And Yingluck just follows his idea.)

The deterrence is not the deterrence strategy against the submarine. It's the deterrence strategy against the whole Navy forces. The submarine is for "covert" operation.



There is a slowdown on procurement process and Chinese Global Times has talked about it, read here: https://www.gotoknow.org/posts/592571


Today, The Navy has issued their statement on the procurement as below (see from http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/658830 and https://www.facebook.com/WassanaJournalist/posts/9...



Thailand has gradually diversified her portfolio on arm procurement from the US and building on her own: "First Win" and BTR-3E1 (under Ukraine license) (see A network showing the relations of countries based on weapons trade. Source: SIPRI)


This is part of the long term experience on the conflict at Chong-Bok and RomKlao (Thailand had to depend on China and ASEAN countries to fight with Vietnam and Communist Indo-China)

- หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ากรณีพิพาทระหว่างไทยกับลาวครั้งนี้เป็นแรงผลักดันที่ลาวได้รับจากเวียดนามและโซเวียต ซึ่งพยายามขัดขวางการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ และเป็นหนึ่งในแผนตัดขาดและยึดภาคอิสานของไทยตามยุทธการตัว L (L Operation) และรวมภาคอิสานของไทย ลาว เขมร เวียดนาม เป็นสหพันธ์อินโดจีน โดยมีเวียดนามเป็นผู้นำ

ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๕ สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนแปลง ประกอบกับนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ ของรัฐบาลไทยคือใช้ยุทธวิธี “กวนป่า ล้อมบ้าน” ใช้ยุทธศาสตร์ “การเมืองนำทหาร” ทำให้ชาวม้งตัดสินใจกลับเข้ามาตามโครงการเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย กองทัพภาคที่ ๓ ได้ตัดถนนสายยุทธศาสตร์และแนวชายแดนจาก อ.นาแห้ว จ.เลย ขึ้นไปสิ้นสุดที่บ้านร่มเกล้า กลายเป็นเขตสัมปทานป่าไม้ มีการจัดตั้งชุดทหารพรานคุ้มครองที่ ๓๔๐๕ ขึ้น


บทเรียนและการเปลี่ยนแปลงที่ได้จากสงครามครั้งนี้

๑. หลังจากที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการประกาศนโยบาย เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า มีการไปเยี่ยมเยี่ยนกันของผู้นำทางทหารของไทย ที่ลาว และเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งลดความตึงเครียดทางการทหารระหว่างกัน ปัจจุบันไทยกับลาวมีการร่วมมือกันมากขึ้นในด้านต่าง ๆ และลาวยึดไทยเป็นแบบอย่างในการพัฒนาเศรษฐกิจ แทนการเดินตามเวียดนาม แต่ลาวก็ดำเนินนโยบายกับไทยอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวไทยครอบงำและเข้าแทรกแซงทางสังคม และวัฒนธรรม เนื่องจากขนบธรรมเนียมและประเพณีที่ใกล้เคียงกัน

๒. กองทัพบกได้ทำการปรับปรุงกำลังรบให้มีความคล่องตัวในการเคลื่อนที่เข้าหาพื้นที่ที่เกิดปัญหา ปรับลดกำลังคนลงตามภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป และเพิ่มระบบอาวุธให้มีความทันสมัยและคล่องตัวมากขึ้น ตามนโยบาย "จิ๋วแต่แจ๋ว" รวมทั้งมีการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว

๓. แนวทางในการป้องกันประเทศเปลี่ยนไป มีการดำเนินการของฝ่ายทหารและการเมืองเป็นระบบมากขึ้น ประสานการทำงานกัน โดยฝ่ายทหารทำการรบและสร้างความได้เปรียบและอำนาจการต่อรอง ส่วนฝ่ายการเมืองคือกระทรวงการต่างประเทศจะทำการเจรจา เมื่อมีกรณีปัญหาตามแนวชายแดนกองทัพจะส่งทหารเข้าไปในพื้นที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นหน่วยที่มีความคล่องแคล่ว และมีอำนาจในการยิงสูง ตรวจหาและตอบโต้กลับทันที เข้าตีและยึดพื้นที่ชิงความได้เปรียบในยุทธศาสตร์ก่อน อย่างในกรณีกระเหรี่ยงก็อดอาร์มีที่โดนทางการไทยโจมตีและกดดันจนต้องสลายกลุ่มและยอมมอบตัว หรือการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารพม่าผสมว้า กรณีบ้านปางหนุน อ. แม่ฟ้าหลวง และพื้นที่ปัญหา(กระผม)่เต็งนาโยง อ.แม่สาย จว.เชียงราย ที่มีการประสานงานระหว่างกองทัพบกและกองทัพอากาศเป็นอย่างดี จากเหตุการณ์นี้มีการใช้เครื่องบินรบแบบ เอฟ 16 เข้าปฏิบัติการด้วย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน


While "โปเชงตง" operation was the part of solidifying on Rapid Deployment Force (RDF) ร. 31 รอ.


      ส่วนแผน "โปเชนตง 2" นั้น เตรียมไว้สำหรับเกิดเหตุรุนแรง เนื่องจากในค่ำนั้น มีการข่าวรายงานว่าม็อบในกรุงพนมเปญ ซึ่งรับชมข่าวและการรายงานสดทางโทรทัศน์ของไทยได้ล่วงรู้ว่ารัฐบาลไทยจะส่งเครื่องบินมารับคนไทย จึงมีแผนการซื้อน้ำมันเพื่อมาเผาโดยรอบสนามบิน ทำให้ พล.อ.วิชิต ต้องประสานกับ พล.อ.เตีย บันห์ รมว.กลาโหมกัมพูชา เพื่อนำกำลังทหารมาดูแลโดยรอบสนามบินโปเชนตงเอาไว้แต่กระนั้นหน่วยคอมมานโดและรบพิเศษก็ไม่ประมาท เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ


    โดยเฉพาะอาจจะต้องถล่มพนมเปญ เพื่อช่วยคนไทยกลับบ้าน จึงไม่แปลกที่ทหารรบพิเศษและหน่วยคอมมานโดทุกคนจะมีเป้สนามติดหลังที่ไม่เพียงมีอาวุธและกระสุนเท่านั้น แต่ยังมีอุปกรณ์ยังชีพเผื่อว่าจะต้องอยู่ในพนมเปญมากกว่า 1 วันโดยที่เครื่องบินรบบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ที่ลอยลำรออยู่และเครื่อง F-16 ที่เตรียมพร้อมในที่ตั้งพร้อมจะมาสมทบ เพราะงานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไฟเขียวไว้แล้ว ให้ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของไทยแต่โชคดีที่งานนี้ไม่ต้องใช้แผน "โปเชนตง 2" เมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยมี พล.อ.เตีย บันห์ รมว.กลาโหมเขมรที่พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อ ส่งทหารมาดูแลสนามบินให้

---


1.ความจำเป็นในการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ซึ่งทางกองทัพเรือเห็นความสำคัญของการมีเรือดำน้ำเข้าประจำการ ซึ่งจำเป็นต้องมีไว้รักษาความมั่นคงของประเทศทางทะเล โดยการมีเรือดำน้ำ นั้น อยู่ในแนวความคิดในการนำมาใช้กว่า 100 ปี มาแล้ว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ จอมพลเรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกทรงถวายบันทึกรายงานความเห็นเรื่อง เรือ “ส” (หมายถึงเรือดำน้ำ “ส” คือ Submarine) ต่อนายพลโท พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาธิการทหารเรือ เมื่อ พ.ศ.2458 ว่าการมีเรือ “ส” ในประเทศไทยมีได้แน่และจะได้ประโยชน์ดังความตอนหนึ่งว่า“ถ้าเรามีเรือ ส แล้ว ข้าศึกจะต้องนึกถึงเรือ ส ของเราด้วยในเวลาที่เขาจะจัดกองทัพเข้ามาตีกรุงสยามสงครามคราวนี้ได้แสดงให้เห็นความสำคัญของเรือ ส เพราะฉะนั้นเพื่อจะหนีอันตรายเรื่องเรือ ส ข้าศึกคงไม่ส่งเรือใหญ่เข้ามาเพื่อให้เป็นเป้าแก่เรือ ส ได้”

จนกระทั่งกองทัพเรือได้จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ คือ ร.ล.มัจฉาณุ ร.ล.วิรุณ ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2481 ซึ่งในอดีตเรือดำน้ำเคยช่วยทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกยึดครอง และ เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ในกรณีพิพาทไทย–อินโดจีนมาแล้ว และจากประวัติการรบกับฝรั่งเศสจนเกิดยุทธนาวี ที่เกาะช้างที่กองทัพเรือต้องเสีย ร.ล.ธนบุรี ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.สงขลาไปนั้น มีหลักฐานว่าฝรั่งเศสระแวงเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยอย่างมาก หลังจากต่อตีเรือของกองทัพเรือแล้ว จึงรีบถอนกำลังทางเรือกลับทันที ต่อมาเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้ถูกปลดประจำการไปพร้อมกันเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 จึงทำให้ประเทศไทยขาดรั้วที่สำคัญไปหนึ่งด้านมาเป็นเวลากว่า 64 ปี จึงถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางทะเล ที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคปัจจุบัน

2. เรือดำน้ำกับความมั่นคงในสถานการณ์และภัยคุกคามปัจจุบันโดยประเทศไทยมีผลประโยชน์ทางทะเลคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านล้านบาทต่อปี และนับวันจะทวีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต ดังนั้น การปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยการเสริมสร้างกำลังทางเรือจึงเป็นความจำเป็น เพื่อให้มีกำลังทางเรือที่สมดุลทัดเทียมกันในภูมิภาค หรือ เพื่อให้มีศักยภาพในการรบที่ใกล้เคียงกันหรือเหนือกว่า ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคได้เสริมสร้างกำลังทางเรือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกำลังเรือดำน้ำ ทำให้เมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของกำลังทางเรือแล้ว กองทัพเรือมีความเสียเปรียบอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ เพราะการมีเรือดำน้ำเท่านั้น จึงจะรักษาดุลกำลังทางเรือในสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลในปัจจุบันได้เรือดำน้ำเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงที่สุดในบรรดาเรือรบด้วยกันเป็นอาวุธที่มองไม่เห็นตรวจจับยาก ปฏิบัติการได้ไกล และมีอำนาจการทำลายรุนแรง สามารถสร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังทางเรือเหนือกว่าอย่างมากได้ เรือดำน้ำจึงเป็นตัวคูณกำลังหรือ Force Multiplier ซึ่งจะเข้ามาเสริมเติมเต็ม ให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถครบทุกมิติ คือ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และ ในอากาศ ด้วยคุณสมบัติของเรือดำน้ำ ที่สามารถซ่อนพรางอยู่ใต้น้ำได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถหาเจอหรือพิสูจน์ทราบได้ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกังวลและยำเกรงอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมของกำลังรบ หากเกิดความขัดแย้งและสถานการณ์ที่อ่อนไหวระหว่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่คาดไม่ถึง

ดังนั้น การที่กองทัพเรือมีความพร้อมในการรบทุก ๆ ด้าน จะทำให้ประเทศมีความมั่นใจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การจัดหาเรือดำน้ำมิได้ใช้เวลาแค่เพียงชั่วข้ามคืน เพราะการต่อเรือและการฝึกกำลังพลให้พร้อม ต้องใช้เวลานาน 7 ถึง 10 ปี กองทัพเรือจึงต้องเร่งขจัดความเสี่ยงต่อความล่อแหลมที่อาจจะเกิดขึ้นได้นี้ ด้วยการเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำตั้งแต่ปี 2558 นี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ รอบบ้าน ล้วนมีเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นส่วนใหญ่แล้ว จึงมีขีดความสามารถที่เหนือกว่ากองทัพเรือไปล่วงหน้า 8 – 10 ปี ดูได้จากประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันมีเรือดำน้ำประจำการ 6 ลำ และกำลังต่อเพิ่มอีก 2 ลำ ประเทศเวียดนามสั่งต่อเรือดำน้ำจากรัสเซียจำนวน 6 ลำ ขณะนี้เข้าประจำการแล้ว 4 ลำ ประเทศอินโดนีเซียมีเรือดำน้ำประจำการ 2 ลำ กำลังต่อเพิ่มที่เกาหลีใต้อีก 3 ลำ และประเทศมาเลเซียมีเรือดำน้ำประจำการ 2 ลำ เป็นต้น

3. เรือดำน้ำกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยประเทศไทยมีการนำเข้า-ส่งออก สินค้าทางทะเลสูงถึง 95 % และ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานี้ถือว่าเป็นเส้นทางคมนาคมทางทะเลเชื่อมทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาผ่านช่องแคบมะละกา จึงนับว่า มีความสำคัญระดับโลกทีเดียว ซึ่งหากเกิดปัญหาการปิดล้อมพื้นที่หรือข้อพิพาททางทะเลไม่ว่าที่ใด ย่อมส่ง ผลกระทบต่อการคมนาคมทางทะเลโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก เมื่อมองพื้นที่บริเวณอ่าวไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคมสายหลักที่มีการนำเข้า–ส่งออกสินค้า เป็นจำนวนมาก มีเรือสินค้าผ่านเข้าออกปีละประมาณ 15,000 ลำ แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงทางด้านภูมิศาสตร์ในการที่จะถูกปิดอ่าวหรือขัดขวางการใช้เส้นทางเดินเรือเนื่องจากปากอ่าวมีความกว้างประมาณ200 ไมล์ทะเล หรือ 400 กิโลเมตร เท่านั้น หากเกิดกรณีพิพาทหรือความขัดแย้งกับต่างประเทศขึ้น การถูก ปิดอ่าวจะทำให้การขนส่งทางทะเลสายนี้หยุดชะงักทันที ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหาย ดั่งเช่นที่เราเคยประสบมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อ่าวไทยถูกปิดทำให้เกิดความเดือดร้อนแสนสาหัส

เอกสารระบุต่อว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลประโยชน์ทางทะเลคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล การขนส่งทางทะเล อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และการท่องเที่ยว ซึ่งเส้นทางเดินเรือ ที่ปลอดภัยจะส่งเสริมเศรษฐกิจเหล่านี้มีความมั่นคง การที่กองทัพเรือเสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ ใช้งบประมาณ 36,000 ล้านบาท หากมองระยะยาวเมื่อนับอายุการใช้งานของเรือดำน้ำที่มีอย่างน้อย 30 ปีรวมกับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่อปีแล้ว คิดเป็นเพียง 0.006% ของผลประโยชน์ของชาติทางทะเล การจัดซื้อเรือดำน้ำจึงมีความคุ้มค่าอย่างแน่นอนเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งเมื่อกองทัพเรือมีกำลังทางเรือ ที่แข็งแกร่ง ย่อมจะส่งผลถึงการคมนาคมขนส่งทางทะเลที่มีความมั่นคง ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจ ในด้านการลงทุนได้เป็นอย่างดี ถึงแม้กองทัพเรือจะมีเรือผิวน้ำและอากาศยาน ที่ทำหน้าที่ป้องกันสกัดการรุกรานทางทะเลอยู่แล้ว แต่การประกอบกำลังทางเรือที่สมบูรณ์จะต้องมีครบทั้ง 3 มิติ เพราะในมิติใต้น้ำ ต้องใช้เรือดำน้ำในการปราบเรือดำน้ำด้วยกัน

สำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้ แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน

"4. เรือดำน้ำกับความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ โดยประเทศไทยมีแผ่นดินติดกับทะเล 2 ด้าน คือ ด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกาส่วนด้านตะวันออกเป็นอ่าวไทย มีพื้นที่ทางทะเลประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ยที่ประมาณ 50 เมตร ความลึกที่สุดอยู่บริเวณกลางอ่าว ประมาณ 85 เมตร ความใสของน้ำสามารถเห็นได้ลึกสุดไม่เกิน 16 เมตร จากพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการซ่อนพรางของเรือดำน้ำ ทำให้การค้นหาเรือดำน้ำด้วยสายตาจากบริเวณผิวน้ำ หรืออากาศยาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก เรือดำน้ำจึงสามารถเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่จำเป็นต่อการพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลซึ่งในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเรือดำน้ำ Sealion ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เคยเข้ามาจมเรือหลวง สมุย ขณะกำลังลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์บริเวณอ่าวไทยตอนใต้ และในปัจจุบันเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าในอดีตมาก ก็เข้ามาฝึกกับกองทัพเรือในอ่าวไทยเป็นประจำ ก็สามารถปฏิบัติการใต้น้ำในอ่าวไทยโดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เรือดำน้ำสมัยใหม่มีอุปกรณ์การเดินเรือที่ทันสมัยมาก มีระบบรักษาความลึกขณะดำน้ำโดยอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงสูง ดังนั้นการปฏิบัติการในเขตน้ำตื้นถือเป็นเรื่องปกติของเรือดำน้ำ เพราะในบางภารกิจเรือดำน้ำจำเป็นต้องเข้าใกล้ฝั่งมาก ในอ่าวไทยมีน้ำลึกเฉลี่ย 50 เมตร จึงไม่ใช่อุปสรรคในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำปัจจุบัน และการมองเห็นจากเครื่องบินเมื่อเรือดำน้ำดำลึกกว่า 20 เมตรก็ไม่สามารถมองเห็นได้ " เอกสารระบุ

5.การพิจารณาคัดเลือกเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ทางกองทัพเรือได้พิจารณาจากความเหมาะสมในหลาย ๆ ด้านในการคัดเลือกแบบเรือดำน้ำ ตั้งแต่ด้านสมรรถนะและขีดความสามารถ ความปลอดภัย การบำรุงรักษา ส่วนสนับสนุนบนบก การฝึกกำลังพล และอื่นๆ ที่ประเทศผู้ผลิตจะเสนอภายในวงเงินที่กำหนด โดยกองทัพเรือได้พิจารณาข้อเสนอจากประเทศต่าง ๆ รวม 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเยอรมนี ซึ่งแม้ว่าผู้ผลิตจากจีนเป็นรายเดียวที่เสนอเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ ในวงเงิน 36,000 ล้านบาท ในขณะที่รายอื่นเสนอเพียงจำนวน 2 ลำ แต่ก็มิได้เป็นเหตุผลเดียว ที่นำมาตัดสิน หากแต่ได้มีการคำนึงถึงในทุกประเด็นที่กล่าวข้างต้น

เอกสารชี้แจงยังได้สรุปในด้านสมรรถนะและขีดความสามารถที่สำคัญนั้น เรือดำน้ำจีนมีระบบ AIP (Air Independent Propulsion) ทำให้สามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้นาน โอกาสที่จะถูกตรวจจับจึงต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำประเทศอื่นที่อยู่ในน้ำได้อย่างมาก 4-5 วัน จึงต้องโผล่ขึ้นมาทำการชาร์จแบตเตอรี แต่เรือดำน้ำจีนสามารถอยู่ ใต้น้ำได้เป็นเวลานาน 21 วัน โดยไม่ต้องโผล่

ซึ่งหากในสถานการณ์รบที่ยืดเยื้อ หรือสถานการณ์คับขัน เรือดำน้ำ ที่อยู่ใต้น้ำได้นานโดยไม่ต้องขึ้นมาเปิดเผยตัวจะได้เปรียบทางการรบมากกว่า รวมทั้งเรือดำน้ำจีน มีการติดตั้งระบบอาวุธที่ครบถ้วนหลายชนิดมาพร้อมกับเรือ ได้แก่ อาวุธปล่อยนำวิถีที่สามารถยิงจากใต้น้ำสู่เป้าหมายเรือรบผิวน้ำ และยังสามารถยิงเป้าหมายบนฝั่งได้ รวมทั้งอาวุธตอร์ปิโด และทุ่นระเบิด จึงทำให้มีขีดความสามารถที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่นที่เสนอมา นอกจากนี้ อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับกำลังพลในการขึ้นสู่ผิวน้ำแบบฉุกเฉิน ก็ใช้อุปกรณ์ของยุโรป จึงมีความมั่นใจในความปลอดภัยของกำลังพลเช่นเดียวกันกับเรือดำน้ำของยุโรป สำหรับความปลอดภัยของตัวเรือนั้น เรือเป็นแบบตัวเรือ 2 ชั้น (Double Hull) มีกำลังลอยสำรองสูงกว่าแบบตัวเรือชั้นเดียว (Single Hull) มีการออกแบบผนังกันน้ำภายในเรือและช่องทางออกจากตัวเรือที่สมบูรณ์ และช่องทางออกของเรือดำน้ำสามารถเชื่อมต่อกับยานกู้ภัยใต้น้ำได้ตามมาตรฐานนาโต้ จึงนับว่ามีความปลอดภัยอยู่ในเกณท์ที่ดี

สำหรับในด้านการบำรุงรักษาเรือ ทางบริษัทผู้สร้างเรือจะรับประกันอุปกรณ์ทุกระบบเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งมากกว่าของประเทศอื่น ๆ ที่รับประกันเพียง 1 ปี และ สนับสนุนอะไหล่เป็นเวลาถึง 8 ปี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพของอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเรือ ดำน้ำ โดยเฉพาะการซ่อมบำรุงตัวเรือ และระบบต่างๆของเรือ รวมทั้งระบบอาวุธ ทำให้กองทัพเรือเข้าถึง องค์ความรู้ที่สามารถดำรงความพร้อมของเรือดำน้ำได้ตลอดอายุการใช้งาน ประกอบกับเรือดำน้ำที่จีนเสนอครั้งนี้ เป็นเรือดำน้ำแบบดีเซล-ไฟฟ้า รุ่นล่าสุดที่ผลิตสำหรับกองทัพเรือจีน ทำให้หมดปัญหาเรื่องการสนับสนุนอะไหล่ตลอดอายุใช้งาน และการส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องทั้งปวง สำหรับการฝึกอบรมกำลังพลนั้น เนื่องจากเรือดำน้ำที่จีนเสนอเป็นแบบเดียวกับที่กองทัพเรือจีนใช้ราชการในปัจจุบัน ทางกองทัพเรือจีนจึงสามารถให้การสนับสนุนการฝึกได้อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการสร้างเรือโดยใช้เรือของกองทัพเรือจีนเป็นเรือฝึก เริ่มจากการใช้เรือปกติ ไปจนถึงขั้นการใช้เรือทางยุทธวิธี ซึ่งการฝึกกำลังพลจะใช้เวลาฝึกนานถึง 3 ปี นับว่าเป็นการฝึกที่สมบูรณ์อย่างมาก นอกจากนี้ก็ยังมีการส่งช่างเทคนิคไปทำการเรียนและฝึกอบรมที่อู่ต่อเรือและบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์ด้วย ทำให้กำลังพลเรือดำน้ำและช่างของกองทัพเรือมีความพร้อมทันทีเมื่อได้รับมอบเรือ



ในเอกสารยังชี้แจงว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนให้ความสำคัญกับการค้นคว้าวิจัยด้านการทหารอย่างมาก ทำให้เทคโนโลยีทางทหารของจีนมีความก้าวหน้า โดดเด่น และมีมาตรฐานสูงขึ้นมาก จะเห็นได้จากการที่เรือดำน้ำของจีนสามารถเล็ดรอดการตรวจจับเข้าไปปรากฏตัวกลางกองเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯในระยะใกล้ได้จึงทำให้มั่นใจในขีดความสามารถของเรือดำน้ำรุ่นที่จีนเสนอนี้ได้ในประเด็นเรื่องงบประมาณ 36,000 ล้านบาท ที่จะนำมาจัดหาเรือดำน้ำนั้น กองทัพเรือใช้การผ่อนชำระในระยะยาว 7 – 10 ปี ไม่ใช่การจ่ายเงินก้อนเดียวทั้งหมด จึงตกปีละประมาณ 3,000- 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาผ่อน ในขณะที่กองทัพเรือจะได้รับมอบเรือมาใช้งานทั้ง 3 ลำ ภายในระยะเวลา 6 ปี จึงถือว่าเป็นเงื่อนไขที่กองทัพเรือได้ประโยชน์มาก และงบประมาณส่วนนี้ก็มาจากงบประมาณที่กองทัพเรือได้รับจัดสรรประจำปีตามปกติ มิได้มาจากงบกลางหรืองบพิเศษของรัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเล ในปัจจุบันและที่คาดการณ์ในอนาคต เป็นตัวกำหนดให้กองทัพเรือต้องเริ่มจัดหาเรือดำน้ำในปีนี้ โดยกองทัพเรือได้บริหารเงินงบประมาณของกองทัพเรือที่ได้รับ ให้สามารถเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำ และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้กระทบกับการพัฒนากำลังรบในส่วนอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้หากรัฐบาลไม่อนุมัติโครงการจัดหาเรือดำน้ำในครั้งนี้ กองทัพเรือก็ต้องพัฒนากองทัพเรือด้วยงบประมาณก้อนนี้อยู่ดี แต่เปลี่ยนเป็นการจัดหายุทโธปกรณ์ประเภทอื่นแทน เช่น เรือฟริเกต หรืออากาศยานปราบเรือดำน้ำ แทน เป็นต้น ซึ่งก็ไม่สามารถทำให้กองทัพเรือบรรลุภารกิจที่สมบูรณ์ได้อยู่ดี เพราะไม่มียุทโธปกรณ์ใดสามารถมาทำงานแทนที่เรือดำน้ำได้ ดังนั้น โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือครั้งนี้ ถือว่าเป็นความจำเป็นจริง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของชาติและความมั่นคงทางทะเลอย่างแท้จริงและคุ้มค่าเงินที่สุด จากเหตุผลความจำเป็นที่กล่าวมาทั้งหมด กองทัพเรือขอยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดหาเรือดำน้ำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ด้วยการเพิ่มศักยภาพของกำลังทางเรือของกองทัพเรือให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคให้มีความสมดุล สำหรับแบบเรือดำน้ำนั้น กองทัพเรือพิจารณาที่จะจัดหาเรือดำน้ำรุ่น S26T จากประเทศจีน เพราะในวงเงิน 36,000 ล้านบาท ตาม Package ที่จีนเสนอนั้น สามารถทำให้กองทัพเรือบรรลุความต้องการในการมีกองเรือดำน้ำที่สมบูรณ์แบบ ตามความจำเป็นทางยุทธศาสตร์กองทัพเรือที่วางไว้ และการจัดซื้อเรือดำน้ำในครั้งนี้ก็เป็นการจัดหาในลักษณะ รัฐบาล ต่อ รัฐบาล หรือ G-to-G จึงมีรัฐบาลจีนให้ความมั่นใจในด้านคุณภาพและการสนับสนุนอีกด้วย จึงขอเรียนอีกครั้งว่า โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือในครั้งนี้เป็นโครงการที่กองทัพเรือได้พิจารณาอย่างรอบคอบและมีความคุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเลทียั่งยืนตลอดไป


UPDATE (July 8, 2016) -- Test the waters

Peter Coates has updated the latest attempt of Thai navy's proposal for submarine procurement as follow:

The Thai Government (and within it the Thai Navy) seems to again be floating the idea of submarine purchase due to the need to:

  • gauge all-important Army feeling (as the Army is dominant in the Government after the 2014 coup). A measure of the Army’s power is that the Defense Minister and Prime Minister (he is still of “active military” age) are “retired” Generals.
  • gauge public feeling about the possible purchase. Given public sentiment opposed the idea in 2015 due to the high cost and low perceived usefulness of the proped 3 Chinese submarines.
  • gauge the attitudes and confidential pressure from Western government (esp US, India, and Japan)
  • get even better prices and offers from the shortlist of submarine sellers: China, Germany and South Korea.

Just tentatively floating the idea, without formal Cabinet Approval, provides a face-saving way out for the Thai Government and Navy if the above groups reject the submarine proposal (again)

Pete.


Note: the report of active submarine fleet (and planned) has conformed to my analysis (except the Philippines), Myanmar has no submarine fleet.


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ถอดรื้อ



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับกองทัพเรือ ครับผม

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะครับ :)