วันนี้ไปศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมา เข้าไปเจอศาลครั้งแรก มันใหญ่และอลังมาก ดูโมเดินสุด พอเข้าไปก็ยังรู้สึกถึงความทันสมัย คนดูน้อย ไม่วุ่นวาย ดูสงบ คิดว่าคดีคงไม่เยอะ

พอได้ฟังรองอธิบดีบรรยาย แล้วพบว่า ตัวเองต้องฟังผู้ใหญ่พูดให้เยอะ และต้องมาคิดเองให้เยอะด้วย ตอนฟังเราคิดตลอดเวลาว่า ในเรื่องเดียวกัน อาจารย์มาตาลักษณ์พูดยังไง ตำรวจพูดยังไง อัยการพูดยังไง และศาลพูดยังไง อย่างเช่น *ตามมาตรา 86 ที่เป็นเรื่องการควบคุมตัวเด็กก่อนฟ้อง มาตรา 90 เรื่องการควบคุมตัวเด็กหลังฟ้อง กรณีจะควบคุมได้ผู้เสียหายต้องให้ความยินยอม ตอนแรกๆที่ฟังบรรยายเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่คล้ายกัน แต่พอยิ่งฟังตอนที่ปฏิบัติจริงมันไม่ได้คล้ายกันขนาดนั้น มาตรา 90 เป็นเรื่องการสมานฉันท์ (RJ) มาตรา 86 เป็นเรื่องการ Divertion หลักการมันไม่เหมือนกัน ปัญหาคือ ต้องคุยกันเรื่องหลักการใหม่ เป็นต้น พอเราฟังจากทุกฝ่ายแล้วเราจะได้รับรู้ความคิดเห็นว่าแต่ละฝ่ายเขาคิดยังไง ทำไมฝ่ายนี้เห็นแบบนี้ แต่อีกฝ่ายเห็นอีกแบบหนึ่ง แล้วเราก็มาประมวลผลเอาเองอีกทีว่าจะเห็นอย่างไร เหตุการณ์แบบนี้มันสอนเราหลายอย่างคือ การอย่างด่วนสรุป อย่าด่วนตัดสินใจ ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ให้ฟังเยอะๆจากหลายๆด้านก่อน แล้วมองภาพรวมอย่างกว้างๆ แล้วจึงค่อยตัดสินใจ

เวลาทำงานศาลเด็กทุกฝ่ายต้องระลึกถึงเจตนารมณ์คือตัวเด็ก ทำ Diversion ได้มั้ย ถ้าทำแล้วยังไม่ดีขึ้น ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและเด็กต้องไม่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนานเกินไปทุกอย่างต้องเร็ว อะไรที่เป็นผลเสียต่อเด็กเด็กมีสิทธิคัดค้าน (ผ่านที่ปรึกษากฎหมาย) และศาลมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ทุกเมื่อหากเห็นว่าดีต่อเด็ก แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่คำนึงถึงผู้เสียหายเลย ทุกอย่างก็ต้องบาล๊านทั้งความรู้สึกผู้เสียหายและโทษทัณฑ์ที่เด็กจะได้รับ

ทีนี้ท่านรองพาไปเดินดูห้องควบคุม ความรู้สึกตอนที่เห็นเด็กถูกควบคุมตัว (ไม่เรียกขัง) เรามองเห็นเด็กที่ทำความผิดมา เด็กบางคนยังเล็ก เด็กบางคนโตแล้ว เด็กบางคนขโมย บางคนเสพยา เขาจะทำยังไงให้เด็กเหล่านี้ออกไปสู่สังคมะไม่กลายเป็นอาชญากรผู้ใหญ่ ไม่รู้สิเราไม่แน่ใจว่ารู้สึกสงสารเด็กมั้ย เรารู้สึกว่าเด็กเหล่านี้เขามีทางเลือก เพียงแต่อาจจะน้อย และเขาปฏิเสธที่จะเลือกทางที่ถูกเพราะปัจจัยหลายอย่าง ทำให้เขาเกิดความเสี่ยงที่จะกระทำความผิด ทำไมเหล่านี้ถึงต้องเดินทางนี้ เป็นสิ่งที่เราคิดตลอด แต่เราก็พยายามจะมองตาเด็กเวลาที่เด็กพูดตลอด เพื่อสังเกตและดูว่าเด็กมีความละอายต่อความผิดมั้ย อันนี้เราไม่รู้จริงๆ เรารู้สึกว่าเด็กรู้สึกนะ แต่มากน้อยแค่ไหนเราไม่รู้ แต่เด็กผู้ชายที่ทำผิดเขาดูไม่กลัวการเจอผู้คนเท่าเด็กผู้หญิงเลย เพื่อนหลายคนร้องไห้กับการเห็นเด็กกระทำความผิด บางคนสะเทือนใน สงสาร หลายคนหลายความคิด แต่ที่รู้สึกได้นักศึกษาที่ไปดูงานวันนี้คงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่และกลับมาพัฒนาสังคมได้อย่างดีต่อไป ซึ่งนี้เป็นความคิดของเราในวันนี้

*อยู่ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ปี 2553