การใช้ชีวิตกสิกรรมธรรมชาติ

จุดประกายความคิด:

การอบรมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ช่วงการอบรม 18-21 เมษายน 2557 (รุ่น 404) และหนังสือ “ฉันจะเป็นชาวนา” ของคุณอุ้ม-สิริยากร ซึ่งเป็นบทพิสูจน์แนวความคิดของตนว่า ชีวิตจะดำรงชีพอยู่ได้ก็เพียงแค่ 4 สิ่งที่จำเป็น คือ

  • กินได้ โดยต้องหมั่นดูแลรักษาฟันให้สะอาดแข็งแรง แปรงฟันให้ถูกวิธี ควรใช้ยาสีฟันสมุนไพรควบคู่กับการใช้ยาสีฟันทั่วไป เนื่องจากสมุนไพรจะช่วยลดการเกิดโรคหรืออาการต่างๆ ในช่องปาก อย่างเช่น เหงือกบวมซึ่งจะทำให้เกิดแผลในปากได้ง่าย เป็นต้น และยังทำให้ฟันคงทนมากขึ้น เพราะสุขภาพในช่องปากเป็นสิ่งสำคัญในการกิน ส่วนของการกินนั้นก็ควรกินให้สมวัย ควรเน้นอาหารมื้อเช้าให้มากด้วยคุณค่า ปริมาณ และกินให้หลากหลาย กินตามฤดูกาล มื้อเที่ยงลดหลั่นลงมา และมื้อเย็นควรน้อยที่สุดในสามมื้อของแต่ละวัน อาจจะเรียกว่า “เช้ากินอย่างพระราชาเที่ยงกินอย่างพ่อค้า เย็นกินอย่างยาจก” และไม่ควรกินจุกจิกระหว่างมื้ออาหาร โดยเฉพาะปัจจุบันมีน้ำหวานประเภทต่างๆ มากมาย ซึ่งจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือน้ำหวานประเภทน้ำอัดลมยังทำให้ฟันผุได้ง่าย
  • ถ่ายได้ การถ่ายอุจจาระควรเลือกเป็นเวลาที่ไม่เร่งรีบ และขับถ่ายเป็นประจำในเวลาเดิมเรียกว่าฝึกระบบการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการกินโดยการกินต้องกินอาหารที่มีกากใยเป็นประจำด้วย และฝึกดื่มน้ำครั้งละครึ่งแก้วทุก 1 ชั่วโมง ไม่ใช่ดื่มต้องกระหายน้ำ (ร่างกายขาดน้ำ) หรือดื่มครั้งละมากๆ และเมื่อปวดปัสสาวะก็ควรไปปัสสาวะต้องไม่กลั้นปัสสาวะเพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ง่าย ถ้าผู้ที่มีอาการของโรคริดสีดวงทวารหนัก ควรหมั่นขมิบก้นวันละบ่อยๆ เพื่อเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนักให้มีความยืดหยุ่นและเข็งแรง
  • นอนหลับได้ ควรนอนให้เต็มอิ่ม ควรเข้านอนไม่เกินกว่า 4 ทุ่มหรือ 4 ทุ่มครึ่ง และควรตื่นเช้า เพื่อได้สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า ๆ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาควรดื่มน้ำสัก 1-2 แก้ว การตื่นเช้าทำให้มีเวลาในการเตรียมอาหารและได้กินอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้ออาหารที่สำคัญมากในการดำเนินชีวิต
  • เดินไปไหนมาไหนเองได้ ควรหมั่นเดินเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ร่างกายได้ทำงานประสานกันและเลือดไหวเวียนได้ดี
    อีกประการหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ การหมั่นออกกำลังต้องหมั่นออกกำลังกาย หรือบริหารร่างกายด้วยการยืดหยืดเส้น เพื่อให้ร่างกายพร้อมที่จะทำงานในวันต่อๆ ไป หลายคนเข้าใจผิดว่าการทำงานเป็นการออกกำลังกายซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย แต่การทำงานกลับให้ผลตรงกันข้าม นอกจากนี้ยังต้องหมั่นฝึกเจริญสติ เพื่อให้มีจิตใจที่รู้เท่านั้นอารมณ์ของตนเอง ซึ่งอาจจะเรียกว่า “รู้....แต่อย่าไปรู้สึก”

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เวทีคุ้มครองผู้บริโภค



ความเห็น (49)

เขียนเมื่อ 

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

หนึ่งในบทเรียนของการอบรมที่ศูนย์กสิกรรมมาบเอื้อง โดยหลวงพ่อสังคม ธนปัญโญ ซึ่งได้บรรยายเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อคนเรา (Basic needs) คือ

1. Oxygen ซึ่งได้จากต้นไม้/ป่า

2. น้ำดื่มน้ำใช้ ซึ่งได้จากต้นไม้/ป่า

3. อาหารเป็นอาหารปลอดสาร เป็น organic foods ซึ่งได้จากต้นไม้/ป่า

4. บ้าน ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งได้จากต้นไม้/ป่า

5. เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งได้จากต้นไม้/ป่า

6. สมุนไพรรักษาโรค (สมุนไพร=ลูกน้องของไพร/ป่า)

ดังนั้น ต้นไม้/ป่า เป็นต้นกำเนิดของปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตของคนการทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งที่ผู้ที่ทำการเกษตรควรมีคือ "คุณธรรมและความรู้"

คุณธรรม ต้องทำด้วยความเพียรพยายาม มีความพอดีพองาม

ความรู้ จะต้องรอบรู้ในสิ่งที่ทำและรู้จริง รอบคอบในการทำ และทำอะไรต้องระมัดวังไม่ประมาท ซึ่งต้องมี 5 รู้ : รู้ราก รู้งาน รู้คน รู้ตน รู้โลก

เขียนเมื่อ 

หนังสือ “พัฒนากสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” ของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ศูนย์กสิกรรมธรมชาติมาบเอื้องได้อธิบายแนวทางหรือหลักการในการบริการจัดการที่ดิน และน้ำ เพื่อการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยคำนึงถึง

การบริหารและจัดแบ่งที่ดินออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร

การคำนวณ โดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียงต่อการเพาะปลูกได้ตลอดปี

การวางแผนที่สมบูรณ์แบบ สำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมีขั้นตอนทั้งสิ้น 3 ขั้นตอนได้แก่ ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง และทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม (ตามภาพ)

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีหลายกลุ่มหลายองค์กร อธิบายหลายรูปแบบ ได้แก่ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข (3 ห่วง ได้แก่ ห่วงที่หนึ่งคือ พอดี (พอดีกับฐานะ พอดีกับกำลังตนเอง) ห่วงที่สองคือ การมีส่วน 2 เงื่อนไขเหตุผล ได้แก่ เงื่อนไขแรกคือ ความรู้ต้องรู้จริง รอบคอบ ระมัดระวัง และเงื่อนไขที่สองคือ ธรรมะ) และห่วงที่สามคือ มีภูมิ) หรือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูกเหลือค่อยเอาไปขาย

ส่วนรูปแบบที่อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) นำมาเผยแพร่ศาสตร์พระราชาของพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ คือ บันได 9 ขั้นสู่ เศรษฐกิจพอเพียง แบ่งเป็น ขั้นพื้นฐานและขั้นก้าวหน้า

ขั้นพื้นฐานนั้น ได้แก่ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น จากการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างบนโคกและมีหนองน้ำไว้เป็นแก้มลิงยามน้ำหลาก และสำรองน้ำไว้ใช้ยามน้ำแล้ง ที่สำคัญต้องเป็นนาธรรมชาติ หัวคันนาสูงกว้าง กุ้ง หอย ปู ปลา จะมาอาศัย ไม่ได้ปลูกข้าวไว้ขายแต่เพียงอย่างเดียว ยังสามารถเอาพืชผัก ผลไม้ธรรมชาติไปขายได้ใน ขั้นที่ 8 หลังจากเอาที่ ทำบุญ ทำทาน และเก็บรักษาแปรรูปเสียก่อน จนท้ายที่สุดจะมีเพื่อนเป็นเครือข่าย เป็นขบวนบุญเป็นเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชน จังหวัดและประเทศ รวมทั้งระดับโลกเลยก็ว่าได้

แนะน:https://www.facebook.com/photo.php?fbid=606480856094370&set=a.606480589427730.1073741851.425300194212438&type=1&theater

โดยสรุปแล้ว ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง โดยต้องเริ่มที่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งมี 4 ขั้นก่อนที่จะก้าวไปขั้นอื่น (ดูรูป) ได้แก่

ขั้นที่ 1 พอกิน เช่น มีพืชผักปลูกไว้กิน

ขั้นที่ 2 พอใช้ เช่น มีพืชสมุนไพร ปลูกไว้ใช้ทำสบู่ ทำแชมพู ทำถ่าน/ฝืน

ขั้นที่ 3 พออยู่ ปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ทำที่อยู่อาศัยที่พอได้อยู่อาศัย

ขั้นที่ 4 พอร่มเย็น เป็นการทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

เมื่อทำขั้นที่ 1-4 พอสมบูรณ์แล้วจึงจะก้าวไปขั้นต่อไปได้ (หรือที่เรียกว่าขั้นก้าวหน้า)

ขั้นที่ 5 บุญ เป็นการทำบุญต่อผู้มีพระคุณ "กตัญญู" ต่อพ่อแม่ พระ ครูบาอาจารย์ ญาติ

ขั้นที่ 6 ทาน เป็นการแบ่งปัน เป็นการฝึกจิตให้รู้จักความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ขั้นที่ 7 เก็บ (Saving) รวมถึงการแปรรูปอาหารให้สามารถเก็บไว้ยามขาดแคลน ซึ่งเป็นภูมิปัญญา/เคล็ดลับวิชาการถนอมอาหาร เช่น การทำปลาร้า

ขั้นที่ 8 ขาย ซึ่งต้อง "ค้าขายเป็นจึงรวย"

ขั้นที่ 9 ข่าย เป็นการสร้างเครือข่าย ขยายกลุ่มให้หันมาทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง

แนะน:‪ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หากสนใจดูได้ที่ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=606480856094370&set=a.606480589427730.1073741851.425300194212438&type=1&theater

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

แนะน: ท่านที่สนใจเนื้อหารายละเอียดสามารถอ่านได้ที่https://docs.google.com/folderview?pli=1&docId=0B_V3EIRsNpWFZHdmajVrSmE2VmM&id=0B_V3EIRsNpWFbmNCLUtSN0U1aWc

การทำกสิกรรมธรรมชาติต้องอาศัยความมั่งมั่นมานะบากบั่น ไม่ย่อท้อ

“ความขาดแคลนไม่เป็นปัญหา ถ้ามีปัญญาและความอดทน”


2 การหาปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการอุปโภคและบริโภคทั้งปี

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการคำนวณหาปริมาณน้ำที่ที่ต้องการใช้ทั้งปี ได้แก่ พื้นที่ทั้งหมดและการจัดสรรพื้นที่แห่งนั้น หมายถึงการคาดการณ์การจัดสรรพื้นที่คร่าวๆ ว่ามีพื้นที่ที่เป็นโคก-หนอง-นา แต่ละส่วนมีกี่ไร่ เพื่อนำข้อมูลมาคำนวณหาปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักได้ในแต่ละส่วน และปริมาณน้ำที่ระเหยไป รายละเอียดดังนี้

ก. ข้อมูลของที่ดิน

การจัดการพื้นที่ 15.5 ไร่ โดยอาศัยการจัดแบ่งพื้นที่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งเป็นพท.โคก 5 ไร่ พท.หนอง 5 ไร่ (ลึก 6 เมตร) พท.นา 5 ไร่ (คันนาสูง 0.5-1 เมตร) พท.อยู่อาศัย/สวนพืชผัก 0.5 ไร่

เขียนเมื่อ 

ข. ข้อมูลประกอบการเตรียมน้ำไว้ใช้สำหรับปลูกข้าว

1. ข้อมูลเบื้องต้นของการแปลงหน่วยที่เกี่ยวข้อง

1 ไร่ = 1,600 ตร.เมตร

น้ำ 1 ลบ.เมตร คือ น้ำที่ถูกบรรจุในพื้นที่กว้าง 1 เมตร ยาว 1 ยาว สูง(ลึก) 1 เมตร

ดังนั้น ถ้าขุดหนองน้ำลึก 1 เมตร ใน พท. 1 ไร่ จะเก็บน้ำได้ 1 ลบ.เมตร

2. ข้อมูลความต้องการน้ำของต้นข้าวในแต่ละฤดูการปลูกข้าวนาปี

แหล่งข้อมูลที่ 1: http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topi... ระบุว่า “ความต้องการน้ำของข้าวในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันเนื่องจากคุณสมบัติของดินในการอุ้มน้ำ หรือสูญเสียน้าได้ยากหรือง่าย วิธีการทำนาก็มีผลต่อการใช้น้ำ และชนิดของพันธุ์ข้าวที่ปลูกก็ใช้น้ำแตกต่างกัน แต่ก็พอมีข้อมูลดังนี้ ที่ระดับน้ำในนา 5-10 เซ็นติเมตร

ในพื้นที่ภาคเหนือ

1.ที่ปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ105ในฤดูนาปีใช้น้ำ 600-990 ลูกบาศก์เมตร ต่อฤดูปลูก

2.ข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงใช้น้ำประมาณ 660-1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อฤดูปลูก

ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1.ที่ปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ105ในฤดูนาปีใช้น้ำ 650-1,050 ลูกบาศก์เมตร ต่อฤดูปลูก

2.ข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงใช้น้ำประมาณ 730-1,170 ลูกบาศก์เมตรต่อฤดูปลูก

ในพื้นที่ภาคกลาง

ข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงใช้น้ำประมาณ 730-1,150 ลูกบาศก์เมตรต่อฤดูปลูก”

แหล่งข้อมูลที่ 2: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=7866299280...

ตามรูปข้างล่าง

จากแหล่งข้อมูลทั้งสอง จะเห็นว่าปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ในการเพาะปลูกข้าวในแต่ละฤดูกาลอยู่ระหว่าง 1,000-1,100 ลบ.เมตร

เขียนเมื่อ 

ค. การประมาณการปริมาณน้ำที่ต้องใช้ทั้งหมดในแต่ละปี

พื้นที่ทั้งหมด 15.5 ไร่ อยู่ที่ จ.ขอนแก่น (ภาคอีสาน) ความต้องการน้ำที่ใช้ในการปลูกข้าวในแต่ละฤดูกาลประมาณ 1,000 ลบ.เมตร

การปลูกข้าวใน พท. 5 ไร่ ต้นข้าวต้องการน้ำ = 5x1000

Demand size = 5,000 ลบ.เมตร

จัดสรร พท.เป็นหนองน้ำ 5 ไร่ หนองลึก 6 เมตร (การคำนวณใช้ความลึกเพียง 3 เมตร) คิดเป็นปริมาตรน้ำที่หนองน้ำ 5 ไร่ เก็บกักได้ = 5x1600x3

Supply size = 24,000 ลบ.เมตร

เปรียบเทียบ Supply size มีปริมาตรมากกว่า Demand size ถึง 4-5 เท่า แต่ข้อมูล (ข) จากแหล่งข้อมูลที่ 2 ปริมาตรน้ำที่ต้องการใช้ ได้แก่ น้ำที่ต้องใช้สำหรับป่า พืชไร่พืชสวน การปศุสัตว์ การอุปโภคบริโภค หรือน้ำสูญเสียไปตามธรรมชาติคือ การระเหยของน้ำในหนองน้ำ ซึ่งต้องนำมาคิดเพื่อการสำรองน้ำไว้ใช้ในแต่ละปี ดังนี้

ส่วนต่างๆ ที่ต้องใช้น้ำ

แหล่งข้อมูลที่ 2

พื้นที่ดำเนินการ (15.5 ไร่)

พื้นที่

การใช้/สูญเสียน้ำ (ลบ.เมตร/ปี)

พื้นที่

การใช้/สูญเสียน้ำ (ลบ.เมตร/ปี)

นา

1 ไร่

1,000

5 ไร่

5,000

ป่าไม้

1 ไร่

1,000

5 ไร่

5,000

พืชไร่พืชสวน

1 ไร่

1,000

1 ไร่

1,000

ปศุสัตว์และอื่นๆ

1 ไร่

1,000

1 ไร่

1,000

อุปโภคบริโภค

-

365

-

365

การระเหยของน้ำจากหนองน้ำ

1 ไร่

4,800

5 ไร่

24,000

รวม

36,365

เมื่อพิจารณาจากปริมาณน้ำที่ต้องใช้และสูญเสียน้ำจากทุกส่วนแล้ว มีปริมาณปีละ 36,365 ลบ.เมตร แต่หนองน้ำเก็บน้ำได้เพียง 24,000 ลบ.เมตร นั้นคือ แหล่งเก็บกักน้ำมีไม่เพียงพอ (12,365 ลบ.เมตร) แต่ในแต่ละปีมีฝนตกลงมาใน พท. ซึ่งสามารถนำมาคำนวณหาปริมาณน้ำที่ พท.ที่เก็บกักน้ำไว้ได้ (ตามรูปต่อไปนี้)

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

ชอบค่ะ แต่ผู้ปฏิบัติตามทฤษฏีนี้มีน้อยมาก..(ปัญหาหนึ่งที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไข..ชาวนาสูญเสียที่ดินทำกิน..ขายดินอยู่เวลานี้..เป็นเรื่องที่รัฐ..ไม่ได้ให้ความสนใจ..)..ช่วยเหลืออย่างจริงจัง..

เขียนเมื่อ 

ดิฉันตามอ่านนะคะ แต่ใบความรู้ที่แนบไว้เบลอค่ะ อ่านไม่ค่อยเห็น ไม่ทราบว่าท่านอื่นๆ เป็นอย่างดิฉันหรือเปล่า