ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีหลายกลุ่มหลายองค์กร อธิบายหลายรูปแบบ ได้แก่ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข (3 ห่วง ได้แก่ ห่วงที่หนึ่งคือ พอดี (พอดีกับฐานะ พอดีกับกำลังตนเอง) ห่วงที่สองคือ การมีส่วน 2 เงื่อนไขเหตุผล ได้แก่ เงื่อนไขแรกคือ ความรู้ต้องรู้จริง รอบคอบ ระมัดระวัง และเงื่อนไขที่สองคือ ธรรมะ) และห่วงที่สามคือ มีภูมิ) หรือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูกเหลือค่อยเอาไปขาย
ส่วนรูปแบบที่อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) นำมาเผยแพร่ศาสตร์พระราชาของพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ คือ บันได 9 ขั้นสู่ เศรษฐกิจพอเพียง แบ่งเป็น ขั้นพื้นฐานและขั้นก้าวหน้า
ขั้นพื้นฐานนั้น ได้แก่ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น จากการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างบนโคกและมีหนองน้ำไว้เป็นแก้มลิงยามน้ำหลาก และสำรองน้ำไว้ใช้ยามน้ำแล้ง ที่สำคัญต้องเป็นนาธรรมชาติ หัวคันนาสูงกว้าง กุ้ง หอย ปู ปลา จะมาอาศัย ไม่ได้ปลูกข้าวไว้ขายแต่เพียงอย่างเดียว ยังสามารถเอาพืชผัก ผลไม้ธรรมชาติไปขายได้ใน ขั้นที่ 8 หลังจากเอาที่ ทำบุญ ทำทาน และเก็บรักษาแปรรูปเสียก่อน จนท้ายที่สุดจะมีเพื่อนเป็นเครือข่าย เป็นขบวนบุญเป็นเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชน จังหวัดและประเทศ รวมทั้งระดับโลกเลยก็ว่าได้
โดยสรุปแล้ว ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง โดยต้องเริ่มที่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งมี 4 ขั้นก่อนที่จะก้าวไปขั้นอื่น (ดูรูป) ได้แก่
ขั้นที่ 1 พอกิน เช่น มีพืชผักปลูกไว้กิน
ขั้นที่ 2 พอใช้ เช่น มีพืชสมุนไพร ปลูกไว้ใช้ทำสบู่ ทำแชมพู ทำถ่าน/ฝืน
ขั้นที่ 3 พออยู่ ปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ทำที่อยู่อาศัยที่พอได้อยู่อาศัย
ขั้นที่ 4 พอร่มเย็น เป็นการทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
เมื่อทำขั้นที่ 1-4 พอสมบูรณ์แล้วจึงจะก้าวไปขั้นต่อไปได้ (หรือที่เรียกว่าขั้นก้าวหน้า)
ขั้นที่ 5 บุญ เป็นการทำบุญต่อผู้มีพระคุณ "กตัญญู" ต่อพ่อแม่ พระ ครูบาอาจารย์ ญาติ
ขั้นที่ 6 ทาน เป็นการแบ่งปัน เป็นการฝึกจิตให้รู้จักความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ขั้นที่ 7 เก็บ (Saving) รวมถึงการแปรรูปอาหารให้สามารถเก็บไว้ยามขาดแคลน ซึ่งเป็นภูมิปัญญา/เคล็ดลับวิชาการถนอมอาหาร เช่น การทำปลาร้า
ขั้นที่ 8 ขาย ซึ่งต้อง "ค้าขายเป็นจึงรวย"
ขั้นที่ 9 ข่าย เป็นการสร้างเครือข่าย ขยายกลุ่มให้หันมาทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง