มะม่วง..ผลไม้ยอดนิยมของไทย..ที่มีตำนาน...

The One
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

....มะม่วง ..เดิมมีชื่อเรียกทั่วไปว่า มะม่วง, มะม่วงสวนและมะม่วงบ้าน.....ชื่อสามัญเรียกว่าแมงโก (Mango)....ชื่อในภาษาสันสกฤต เรียกว่า อัมรา (Amra) อัมพะ (Amba) ฯลฯ..ชื่อพฤกษาศาสตร์ เรียกว่า แมนกิเฟรา อินดิคา (Mangiferalndica,Linn.)..อยู่ในตระกูล Anacardiaceae....ถิ่นกำเนิด เป็นผลไม้ที่อยู่ในเขตร้อนของประเทศอินเดียและพม่า... มะม่วงในประเทศไทยจักเป็นผลไม้ที่ปลูกกันอย่างแพร่หลาย .....

จนเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของไทยมานมนาน..เป็นผลไม้ยอดนิยมในทุกๆสมัยไม่เคยเสื่อมคลายเด็กทานได้..ผู้ใหญ่ทานดี มีประโยชน์อนันต์.. ...........มะม่วง...จัดอยู่ในจำพวกไม้ผลที่สำคัญยิ่งของไทยมานานแล้ว ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพืชที่จัดอยู่ในจำพวกต้องเสียอาการใหญ่ ซึ่งมีอยู่ 7 ชนิด คือ ทุเรียน มังคุด มะม่วง มะปราง ลางสาด หมากและพลู ในปี พ.ศ. 2431 ชาวสวนผู้ปลูกมะม่วงถูกเก็บค่าอากรใหญ่จากมะม่วง (ที่ออกผลแล้ว) ต้นละเฟื้อง ซึ่งแพงเป็นที่สองรองจากทุเรียนเท่านั้น......แต่มีมะม่วงบางพันธุ์สามารถออกดอกได้ตลอดปี โดยทยอยออกเป็นช่วงๆ เรียกว่า มะม่วงทวาย เช่น มะม่วงสามฤดู มะม่วงน้ำดอกไม้ทะวาย เป็นต้น...คำว่า “ทะวาย” เดิมเรียกว่า “ต่อวาย” หมายถึง เมื่อหมดฤดูออกผล (วาย) แล้ว ก็มีดอกออกผลต่อได้อีก จึงเรียกพันธุ์ไม้เหล่านี้ว่า “ต่อวาย” ซึ่งนอกจากมะม่วงแล้ว ยังมีทุเรียน ขนุน เงาะ ฯลฯ หากออกดอกผลนอกฤดูก็เรียกว่า “ต่อวาย” หรือ “ทะวาย” ทั้งสิ้น.......

....ในตำราปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านของคนไทยตั้งแต่โบราณ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย กำหนดให้ปลูกมะม่วงในทิศใต้ของบ้าน มะม่วงกับคนไทยนั้นมีความผูกพันที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรมานานกว่า 700 ปี และความผูกพันนี้ยังคงเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างรูปแบบความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อมะม่วง ซึ่งแสดงออกในรูปกวีนิพนธ์ของรัตนกวีท่านหนึ่งของไทยเมื่อ 250 ปีก่อนโน้น คือ พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ

* หมากม่วงดิบห่ามฝาน ใส่ในจานพานตบะรอง
นั่งล้อมห้อมเนืองนอง จิ้มน้ำปลางาปิกิน ฯ
* หมากม่วงดิบห่ามให้ ปอกฝาน
งาปิน้ำปลาจาน จุ่มจิ้ม
นั่งล้อมห้อมกินกราน กินอยู่
เข็ดฟันผันหน้ายิ้ม อิ่มเอื้อน ราถอย ฯ

* หมากม่วงพวงพรวนย้อย พิมเสนห้อยสอยมากิน
สุกห่ามตามใจถวิล เอาตะกร้อซอเกี่ยวลง ฯ
* หมากม่วงพวงห่ามย้อย ยามเห็น
พรวนพิมเสนเหลืองเป็น ปากกร้อ
หมอนทองม่วงมันเย็น เดิรสู่
สอยแส่พลางหัวหร้อ หล่นกลุ่มชิงกัน ฯ

เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ (กุ้ง)

บทนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงข้างบนนี้คัดมาจากนิราศธารทองแดง พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “เจ้าฟ้ากุ้ง” ทรงนิพนธ์เอาไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. 2280 คือ ประมาณ 255 ปีมาแล้ว บทนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงที่ยกมานี้กล่าวถึงผลไม้ยอดนิยมตลอดกาลชนิดหนึ่งของคนไทย นั่นคือ “หมากม่วง” หรือ “มะม่วง” สิ่งที่น่าสังเกตในกาพย์ห่อโคลงบทนี้ คือ ปรากฏชื่อพันธุ์ของมะม่วงที่รู้จัก และยังคงปลูกอยู่ในปัจจุบันนี้ 2 พันธุ์ คือ พิมเสน และหมอนทอง อาจถือได้ว่าเป็นการบันทึกชื่อพันธุ์มะม่วงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

.......บันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการปลูกมะม่วงในประวัติศาสตร์ไทยคือศิลาจารึกหลักที่ 1 ในสมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งมีอายุกว่า 700 ปีมาแล้ว ในศิลาจารึกหลักดังกล่าวมีข้อความเกี่ยวกับมะม่วงอยู่หลายครั้ง เช่นตอนหนึ่งว่า “หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน” จะเห็นได้ว่า มีหลักฐานชัดเจนถึงการปลูกมะม่วงของคนไทยสืบเนื่องมาโดยไม่ขาดตอนมากว่า 700 ปี และในปัจจุบันคนไทยยิ่งเพิ่มความนิยมปลูกมะม่วงมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า หากบ้านใดมีพื้นที่ว่างบ้างเพียงเล็กน้อย ก็จะเลือกปลูกมะม่วงมากกว่าต้นไม้ชนิดอื่น ทั้งนี้เพราะมะม่วงมีคุณสมบัติหลายประการรวมอยู่ในต้นไม้ชนิดเดียว ซึ่งยากจะหาได้ในต้นไม้ชนิดอื่น......

..............มะม่วงมีสรรพคุณทางสมุนไพรมากมาย ในประเทศอินเดียนำใบมะม่วงมาตากแห้งป่นเป็นผง ใช้รักษาโรคท้องร่วงและเบาหวาน ใบมะม่วงสดใช้เคี่ยวรักษาโรคเหงือก เนื้อในเมล็ดมะม่วงใช้ถ่ายพยาธิตัวกลม น้ำคั้นจากเมล็ดมะม่วงใช้แก้เลือดกำเดาไหล เป็นต้น

............ตำราสรรพคุณยาไทย กล่าวถึง สรรพคุณด้านสมุนไพรของมะม่วงเอาไว้หลายประการ เช่น ผลสุกใช้บำรุงกำลัง เป็นยาระบายอ่อนๆ และขับปัสสาวะ เปลือกผลดิบเป็นยาคุมธาตุ ดอก เปลือก เนื้อในเมล็ดใช้แก้ท้องร่วง บิด อาเจียน ใบแห้งเผาเอาควันสูดใช้รักษาโรคเกี่ยวกับหลอดลม ยางจากผลและต้นผสมกับน้ำส้มหรือน้ำมันทาแก้คันแก้โรคผิวหนัง เป็นต้น....

...........ประโยชน์ด้านหลักที่มนุษย์ได้รับจากมะม่วง ก็คือ ด้านอาหาร ผลมะม่วงได้รับการยกย่องในประเทศอินเดีย อันเป็นถิ่นกำเนิดว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ผลมะม่วงสามารถนำมากินได้ตั้งแต่ยังอ่อน ที่ชาวไทยเรียกว่ามะม่วง “ขบเผาะ” นั่นเอง เมื่อผลแก่มะม่วงจะมีทั้งรสเปรี้ยวหรือหวาน เนื่องจากมะม่วงมีมากมายหลายพันธุ์ จึงมีความแตกต่างในด้านรูปร่าง ขนาด รสชาติ กลิ่น สี ฯลฯ ของผล ทำให้เลือกนำมาบริโภคได้ตามความต้องการได้มากกว่าผลไม้ชนิดอื่น เช่น ผลมะม่วงดิบรสเปรี้ยวอาจนำมาจิ้มพริกกับเกลือ หรือนำไปใช้ตำน้ำพริกแทนมะนาว นำไปใช้ยำเป็นกับข้าว ผลมะม่วงดิบรสมันหรือหวานใช้กินเช่นเดียวกับผลสุกที่มีรสหวาน นำไปทำขนมต่างๆ หรือแปรรูป เช่น มะม่วงกวน แยมมะม่วง มะม่วงดอง น้ำมะม่วง ฯลฯ นอกจากผลแล้ว ใบอ่อนและช่อดอกของมะม่วงยังนำมากินเป็นผักได้อย่างหนึ่งด้วย....

.......ชาวพุทธเรา....จึงนับถือมะม่วงว่าเป็นต้นไม้พิเศษที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์เช่นเดียวกับต้นไม้บางชนิด เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นสาละ เป็นต้น......ชาวพุทธเชื่อว่า พระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ที่ต้นมะม่วง ซึ่งเรียกว่า คัณฑามพพฤกษ์ ณ เมืองสาวัตถี เนื่องจากยมกปาฏิหาริย์เป็นสุดยอดปาฏิหาริย์ซึ่งทำได้เฉพาะพระพุทธองค์เท่านั้น และทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น.......

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน The One



ความเห็น (0)