"อยู่อย่างอด จะหมดทุกข์"


สูตรในการครองชีวิตบนโลกนี้มีหลากหลาย ที่จะยืนหยัดในโลกนี้ให้อยู่รอด นักชีวิทยาหรือนักพฤกษาศาสตร์ ย่อมเข้าใจดีว่า สรรพชีวิตบนโลกนี้มีรูปแบบการดำรงชีพที่ต่างกัน ผู้เขียนชอบดูสารคดีสัตว์ และพืชมาก จึงสังเกตุเห็นว่า สัตว์มีรูปร่างแตกต่างกัน มีวิถีเส้นทางในการเอาตัวรอด ด้วยการดำรงชีวิตไปคนละแบบกัน อย่างไม่ซ้ำกัน ความหลากหลายในรูปแบบเหล่านี้ ได้พิสูจน์มาแล้วด้วยกาลเวลาเป็นล้านๆ ปี จึงสามารถดำรงชีวิตในรูปแบบเฉพาะของตนได้อย่างถาวร


หากท่านสังเกตและดูสัตว์ข้างบ้านอย่างพินิจ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เราจะพบว่า แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน มีรูปร่าง มีรูปทรง แปลกและซับซ้อนมาก ให้คิดตั้งคำถามว่า มันวิวัฒนามาอย่างไร ทำไมจึงมีรูปร่างเช่นนี้ ให้ดูสัตว์บนอากาศ มันมีแรงขับที่จะเคลื่อนไหวได้เร็วและว่องไว จึงหลบหลีกศัตรูและไล่เหยื่อได้สมใจ ความต้องการและความพยายามที่มุ่งมั่นอย่างตั้งใจ อยู่ประจำคือ แรงขับหรือแรงส่ง


นี่คือจุดที่โชเป็นฮาวเออร์บอกว่า มันคือ "เจตจำนงเพื่อความอยู่รอด" (The will to live) ร่างกายและอวัยวะของสัตว์ ล้วนมีเจตจำนงของตัวเอง นอกจากเจตจำนงสากลแล้ว เช่น เล็บเสือ สิงโต หนามพืช พิษในสัตว์ ฯ ทั้งหมดนี้คือ ผลผลิตของแรงขับในการเอาตัวรอด กล่าวอีกนัยคือ "เจตจำนง" นั่นเอง

ต่อมาอีกทัศนะหนึ่งนักวิวัฒนาการเช่น ชาร์ล ดาร์วิน ได้สังเกตเห็นสัตว์ในเกาะกาลาปากอส ความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์สัตว์บนเกาะนี้เกิดมาจากการคัดสายพันธุ์แบบธรรมชาติเลือกสรร ผู้ที่อยู่รอดได้คือ ผู้ที่อึดอดทนจึงจะรอด (The fittest is survival) ความอดทน ความอึดนั้นเป็นกรรมวิธีที่กระตุ้นให้สัตว์อยู่รอด ซึ่งเขาบอกสาเหตุไว้ ๓ อย่างคือ


๑) อึดได้เพราะปริมาณ เราจะพบว่าปลาออกลูกมามาก เพื่อต้องการตัวที่อึดที่สุดจะรอดได้ ๒) อึดได้เพราะการแก่งแย่งแข่งขัน เพื่อความอยู่รอด ผู้ที่ได้ครองคู่ กินอาหาร ได้ที่อยู่คือ ผู้ที่แข็งแรง อึดทน ๓) อึดเพราะการแปรผันหรือผ่าเหล่า หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตนเองรอด ปัจจุบันมนุษย์นำเอาหลักนี้มาใช้เป็นการสานเนื้อเยื่อ เพาะเยื่อ ใช้สารเคมีกระตุ้น ให้เกิดการแปรผันเผ่าพันธุ์ จึงเกิดสายพันธุ์ใหม่ เช่นพืช GMO หรือแกะดอลลี่ เป็นต้น


แต่นั้นเพราะเทคโนโลยีของมนุษย์ไม่แน่นอนหรือไม่นิ่ง เหมือนการแปรผันตามธรรมชาติจึงมีผลกระทบต่อสายพันธุ์ดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม นี่คือ กฏที่สะท้อนให้เห็นการที่พืช สัตว์จะยืนหยัดอยู่ได้ต้องผ่านกลไกธรรมชาติเพาะปลูกหรือโอบอุ้ม คุ้มครองจึงจะรอดได้ กระนั้นก็ตาม ความอยาก ความรู้ ความพยายาม เจตจำนงที่อิสระของมนุษย์ คือ ทิศทางที่นำพาให้มนุษย์รู้จักวิธีการและเข้าใจกลไกของธรรมชาติมากขึ้น และเพราะความฉลาดที่เอนเอียงไปสู่ความต้องการเฉพาะเจาะจงเพื่อตนเอง จึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อสายพานธรรมชาติไปด้วย


มาถึงยุคนี้ วิถีชีวิตของมนุษย์โลกเปลี่ยนไป จากการพึ่งพาระบบธาตุสี่ (ธรรมชาตินิยม) กลายไปเป็นระบบสังคมนิยม วัตถุนิยม โลกนิยม บริโภคนิยม เสรีนิยม และสุรุ่ยสุร่ายนิยม ในที่สุด ทำให้มนุษย์เมือง เรืองรุ่งไปด้วยสายพานการแลกเปลี่ยนด้วยวัตถุมูลค่าคือ เงินทอง จึงแสวงหาเอาทุกวิถีไม่ว่าทำลายธรรมชาติ สังคม ศีลธรรม แม้แต่ตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่ง เงิน เรามักจะได้ยินผู้คนบ่นว่า ทำงานหนัก อดทน จนเครียด จนอ่อนแอ กลายเป็นคนจิตธง ที่โดนลมเบาๆ ก็ปลิวสะบัดแล้ว


เกือบร้อยปีที่ประเทศไทย ที่มีระบบการทำงาน การบริหารกิจการแบบชุมชนคนเมือง ที่ดึงดูดคนชนบทเข้ามาหางาน หาเงินในเมือง เพื่อให้ตนเองอยู่รอด ปลอดทุกข์ จากพ่อแม่ที่อดทน อดอึดกับแดด ลม ที่พรมกาย จนแข็งแกร่ง แรงดี ทำให้อยู่รอดปลอดโรคมาหลายปี แต่พอยุคลูกหลานผ่านมา กลับไม่อดทน สู้แดด สู้ทน ทนกับท้องดิน ถิ่นโคน


จึงดิ้นรนเดินทางเข้าเมืองหางานทำ ความอดทนจากธรรมชาติ มาเป็นอดทนต่อชุมชนคนพันธุ์ใหม่ ที่แข่งขัน ท้าทาย แย่งชิง วิ่งเต้น เพื่อความอยู่รอดของตนเอง จึงทำให้คนจนๆ หมดโอกาสที่เติบโต เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันหรือพลังต้านทานข้างในดีพอ

อีกมุมหนึ่งของระบบสิ่งแวดล้อมกลับถูกทำลาย ถูกแสวงหาประโยชน์แบบเห็นแก่ตัว มองไม่เห็นผลกระทบเชิงระบบโครงสร้าง เมื่อผลไม่สำแดงออกโดยตรง จึงหลงคิดว่า ไม่มีอะไรเสียหาย จึงมุ่งทำลายธรรมชาติอย่างเต็มที่ ระบบการกระทำของมนุษย์ที่สร้างผลกระทบต่อโลกนี้ มาจากสาเหตุหลักคือ ความยากจน และความไม่เพียงพอ


หากมองใน่แงธรรมชาติคัดสรร เป็นโอกาสดีที่มนุษย์จะได้อดทน อึดอยู่การสูญเสียสมดุลธรรมชาติ คนไหน เผ่าไหน เขตไหนเผชิญจนภัยพิบัติจนล้นตายไป ก็สะท้อนให้รู้ว่า ไม่อึดพอ ส่วนถิ่นไหนที่ทนทุกข์กับภัยและอยู่ได้ ย่อมมีเชื้อความอดทนอยู่บ้าง ที่จะเผชิญกับภัยร้ายแรงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ

มองในมุมเจตจำนงของสิ่งมีชีวิต ที่มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดนั้น ธรรมชาติไม่มีเจตจำนงเพื่อใครหรือเพื่อตัวเอง แต่เป็นไปตามกลไกของแรงขับเบื้องต้น กล่าวคือ อำนาจของพระอาทิตย์ แรงเหวี่ยงหรือการโคจรของตนเอง หรือระบบจักรวาล หากระบบดังกล่าวยุติหรือหยุดทำงาน โลกก็คงหมดเช่นกัน


ดังนั้น เจตจำนงของโลกเอง จะว่าไม่มีเจตจำนงเพื่อตัวเองก็ได้ กระนั้น เราก็ยังเชื่อว่า อากาศ ความร้อน ความหนาว ฝน น้ำ พืช สัตว์ ธาตุต่างๆ ฯ คือ พนักงานที่สร้างสรรเจตจำนงข้างในเพื่อโลกอยู่ ผิดกับสัตว์ในโลก ที่มีเจตจำนงด้านจิตใจ สัญชาตญาณ การเผยแพร่เผ่าพันธุ์ โดยมีอวัยวะต่างๆ เป็นพนักงานสร้างสรรเจตจำนงให้คงไว้ จนอวัยวะส่วนนี้เจริญเติบโต แข็งแรง อดทน อึดสู้ อยู่บนโลกอย่างท้าทายได้

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายร่างกาย ก็ต้องพ่ายแพ้แก่กฏ กติกาของธรรมชาติในที่สุดนั่นคือ แก่ ชรา เจ็บป่วย และดับไป ส่วนจิตใจหากขาดการฝึกฝนทนสู้อยู่กับกายอย่างไม่รอบคอบ ย่อมอยู่อย่างอ่อนแอเช่นกาย ส่วนโลกไม่มีส่วนเจตจำนงในความอดทน ที่ฝึกฝนได้เหมือนสัตว์มนุษย์ มันอึดไปตามคุณสมบัติเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น


หากเลยนั้น ก็จะผุกร่อน หรือเปลี่ยนสถานะไปอีกอย่าง ส่วนสัตว์เดรัจฉาน แม้จะทนอด อึดในสภาพอากาศที่วิกฤติก็ตาม มันเป็นไปเพื่อสัญชาตญาณเท่านั้น เช่น นกจะไม่อดทนต่อแรงท้าทายหรือข่มขู่ หรือความร้อนเช่น ในทะเลทราย ความหนาวเย็นเช่น ในขั้วโลกเหนือ สุดท้ายก็ต้องป่วยเจ็บตายไป

ความอึด ความทนว่าตามหลักชีววิทยาแล้ว มันอยู่ที่ดีเอนเอหรือสายพันธุ์ แม้ตัวตายแต่เชื้อพันธุ์ยังอยู่ สิ่งหนึ่งที่ความอึด ความทนของสายพันธุ์คือ การใช้เวลาในการสะสม บ่มเพาะให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวได้ จนเกิดภูมิคุ้มครองตนหรือดำรงอยู่ให้สอดคล้องกับท้องถิ่นนั้นได้อย่างถาวร เหมือนดั่งสายพันธุ์ที่ชาร์ลได้พบเห็นนกฟินซ์ ปรับตัวเองให้เข้ากับท้องถิ่นในเกาะกาลาปากอส จนรอดตาย และสืบสายพันธุ์ได้ แต่นั่นต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความอึด


ในโลกความเป็นจริงของชีวิตบนโลก โดยเฉพาะมนุษย์มีจุดอ่อนอยู่ที่ "อยากหนีความทุกข์ แต่ไม่ทนทุกข์" นอกเสียจากมีสิ่งล่อลวงให้ทนทุกข์นั่นคือ เงินทอง ส่วนใหญ่ผู้คนอยากหนีทุกข์ อยากสุขสบาย อยากตายอย่างอบอุ่น อยากได้บุญหนุนวิญญาณ แต่ใครละจะหาทางดับทุกข์เจอ ใครละจะรอดพ้นหรือจะทนทุกข์เรื่อยไป

หลักการในการสอนให้ผู้คนพ้นทุกข์มีมากมาย หลายสูตร แต่เราก็ไม่ค่อยนำพา เพราะภาระในการครองตนให้ได้สุขนั้น มันมีหลากหลายจนเหมือนลังเลใจ มีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนทั่วโลกปรารถนาคือ เงินทอง เพราะคิดว่า มันคือ ผู้บรรดาลสุขให้ ความต้องการ ความอยากคือ สิ่งแปลกปลอมในโลกความเป็นธรรมชาติ ชีวิตไม่ได้ต้องการวัตถุเงินทอง แต่เราสร้างค่านิยมชมชอบและสร้างให้มันมีมูลค่าเอง


ความสุข ความพอใจ ความพอดี ในชีวิต คือ รากฐานในการครองชีวิตให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ โดยมีหลักศาสนาหรือทฤษฎีใดๆ เป็นเครื่องชี้นำ เพราะโลกคือ สุสานของวัตถุข้าวของ เงินทองคือ มรดกของความอยาก คนที่รวยเงินทอง ก็ไม่ได้มีความสุขเหมือนคนจนสุขเลย มันเป็นแค่สุสานหรือกากความอยาก ความต้องการเท่านั้น

หลังจากนั้น เราแสดงต่อมันอย่างไรเมื่ออิ่มมันหรือก่อนจะดับชีพลง นี่คือ เชื้อที่อ่อนแอของมนุษย์ยุคนี้ ที่ไม่กล้าท้าทายเงินทอง เราจึงอ่อนแอต่อความอยาก ต่อความอยากมี อยากได้ กระนั้น เราก็พ้นโลก สังคม ชุมชนมาได้อย่างสง่างาม เพราะสังคมยกย่องคนมีเงินทองว่า เป็นผู้สำเร็จการครองชีวิต


ส่วนในมุมจิตนิยม ถือว่าเราพ่ายแพ้ในจุดนี้ ศาสนาและปรัชญา มุ่งสอนให้มนุษย์รู้ทันความคิด และกลไกของโลก แม้แต่ตนเอง เราเกิดมาเรามักจะออดอ้อน วิงวอนต่อธรรมชาติว่า อยากมั่งมี อยากดี อยากเด่น อยากสุข ไม่อยากลำบาก นี่คือ เจตจำนงที่สร้างให้ตนเองอ่อนแอด้วย จึงมุ่งแสวงความรู้ในโรงเรียน ห้องเรียน เครื่องเรียน (คอมพ์ สื่อ) คนเรียน (ครู)

เพื่อให้ตนเองได้เก่ง ได้จบหางานทำ มีเงินทอง มีฐานะรุ่งรวย แต่พฤติกรรมทางจิต อารมณ์กลับอ่อนแอ แพ้ภัยในตนเอง สยบศิโรราบต่อความฝัน ตัณหาของตน ยิ่งเรียน ยิ่งห่างไกลตน ยิ่งจบสูง ยิ่งปรุงแต่งเยอะ ยิ่งรู้ ยิ่งเห็น ยิ่งเป็นทุกข์จนอ่อนแอ ที่จริง ยิ่งเรียน ก็น่าจะยิ่งเห็นตนพ้นทุกข์ แต่สรรพวิชาโลกนั้น มิได้มีเจตนาเพื่อดับความฝันเชิงโลกีย์ หากแต่มันเหมือนใส่ปุ๋ยให้กิเลส ตัณหา อัตตา โดดเด่น เติบโตต่างหาก


ศาสนาพุทธนั้นสอนให้เราคุ้นชินกับสัจธรรม ที่ปรากฏแก่ตน และแก่การรู้แจ้งจิต แต่ยิ่งเรียนพุทธวิทยา คนยุคใหม่ยิ่งเข้าใจพุทธผิดเพี้ยนหรือยิ่งมองว่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย ความจริงวิชานี้คือ วิชาส่องกระจก เวลาเรามองกระจก จะเห็นตนเองว่ารูปร่างอย่างไร หมายถึง ดู เห็นทั้งหมดของชีวิต

แต่ผู้คนกลับเห็นรูปร่างตนไปในทางศิลปะ กามารมณ์ สวย หล่อ เซ็กซี่ น่ามอง น่ายินดี จึงสื่อสารผ่านเฟสทุกวัน แม้กระทั่งตนเองก็หลงตนเองว่าไหมละ นอกจากนั้น เรายังแต่งแต้มแซมเสริม เพิ่มพูนอุปกรณ์และเครื่องปรุงแต่ง ให้เข้มขึ้นอีก ว้าว! ดูดีเลย นั่นคือ เราไม่ทนที่จะเห็นคนอื่นมองว่า ไม่ดี ไม่หล่อ ไม่งาม จึงส่งผลไปถึงค่านิยมในที่สุด นี่คือ ภาพคนเมือง ที่เปลืองเครื่องปรุง

ศาสนาพุทธสอนให้ชีวิตปรับปรุงจิต กายภาพอย่างไร เพื่อให้จิตเข้มข้น ทนทุกข์ ทนทานต่อโรคของโลก ทั้งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันและในแต่ช่วงเวลา วิสัยพุทธมีมุมมองที่ "จิตวิสัย" (Will) จิต คือ แหล่งกำเนิดสรรพกรรมทั้งปวง หากต้นจิตคด การกระทำที่สะท้อนออกมาทางกาย ย่อมมีผลต่อการกระทำของชีวิตด้วย นั่นคือ การสำแดงวิถีจิตและพฤติกรรมของมวลผลทั้งหมด หากเราได้ตระหนักและใส่ใจเรื่องพฤติกรรมของจิตอย่างรอบคอบและมีกรรมวิธีที่กรองจิตก่อนผ่านกาย ย่อมจะเป็นผลดีต่อเส้นทางชีวิต


ในทางชีววิทยา เราได้สร้างพันธุกามฝากฝังไว้ในดีเอนเอ จนสืบทอดไปยังรุ่นลูกหลาน สายพันธุ์นี้ไม่เคยผ่าเหล่า ไม่เคยทรยศบรรพบุรุษของตนเอง มองในแง่ดี มันทำให้สายพันธุ์แข็งแรง แต่ในมุมศาสนวิสัย มันทำให้เราไม่เติบโตหรือไม่พ้นวังวนของวัฏฏะ มองในแง่สังคม มันช่วยให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ประสานสอดสายพันธุ์ให้มั่นคงบนโลกนี้ อย่างไรก็ตาม ถึงจุดอิ่มตัวของชีวิต มนุษย์จะเข้าหาทางหนีทุกข์หรือหลีกเร้นเพื่อค้นหาตัวเอง ด้วยการทบทวน สวนกระแสจิตหรือทางชีวิตก็ได้

เหมือนจารีตของพวกพราหมณ์ที่สอนการดำรงชีวิตให้เป็นไปตามหลักอาศรม๔ นั่นคือ พรหมจรรย์ คือยุค ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกหา หาวิชามาใส่ตัว เพื่อเป็นเครื่องในการครองตน คฤหัสถ์ เมื่อรู้แล้วก็หางานทำ มีทรัพย์สินเงินทอง หาคู่ครอง สร้างสังคมโลก จนสมบูรณ์แล้ว จากนั้นชีวิตก็จะเข้าสู่วัยกลางคน ก็ถึงขั้นแสวงหาความจริงคือ


วนปรัสย์ หมายถึง การหลีกวิเวก หลีกเร้น เข้าป่า เข้าดง ไปแสวงหาโมกษะ เพื่อค้นหาสัจธรรมของชีวิต โดยเสียสละชีวิตที่เหลือเป็นนักบวช ฤๅษี นักพรต ในป่า บำเพ็ญเพียรจนถึงสัจธรรมอันวิเศษนั่นคือ โมกษวิมุตติ นี่คือ สันยาสี ที่เป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต ที่ชาวอินเดียโบราณปฏิบัติมา

โดยพื้นฐานของชีวิตมีลักษณะที่อ่อนแอหรือตกอยู่ในสภาวะที่ทนอยู่สถานะเดิมไม่ได้เรียกว่า "ทุกข์" แต่ชีวิตก็มีคุณสมบัติเสรี ที่จะสร้างคุณสมบัติขึ้นมาเองได้ นั่นคือ คุณภาพของชีวิตและจิต การสร้างชีวิต จิตใจให้มีคุณค่า เพื่อให้เป็นคุณภาพนั้น จะต้องผ่านกระบวนฝึกฝน เรียนรู้ สู้ทนก่อน การฝึกฝนคือ การสร้างโอกาสให้เกิดความมั่นคง ถาวร เพื่อรองรับกับภัยหรืออุบัติการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต


เช่น พระพุทธศาสนาสอนว่า ให้ฝึกฝนสะสมการมีสติในตน การมองโลกให้ออก การปล่อยวาง ฯ น้ำหนักของหลักการนี้ เพื่อบอกให้เราได้เข้าใจโลกความจริงที่อยู่ตรงหน้าเรา และกำกับให้เราควบคุมจิตอย่าให้เตลิดเมื่อเผชิญกับความทุกข์หรือวิกฤติของชีวิตเข้าสักวัน ต้องมั่นคงในตนเอง และกล้าท้าแม้ความตาย

มีเคสหนึ่งก่อนที่ผู้เขียนจะกลับกรุงเทพฯ (ต้นเดือนมิถุนา) หญิงชรา (ยายผัน) ล้มป่วยหนัก เดินไม่ได้ กินไม่ได้ ใกล้หมดลม ดูแล้วท่านทุกข์ทรมานมาก แต่ดูไม่ทุรนทุราย ยังพูดคุยได้นิดหน่อย เลยเข้าไปพูดคุยกับท่าน และแนะให้ปล่อยวางร่างเก่านี้ อย่าปฏิเสธโรคให้หาย ดูลมหายใจตนเองไว้โดยกำกับว่า พุทธโธ ๆ ท่านก็พยักหน้า


เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นสัจธรรมอย่างยิ่ง เลยแนะนำให้ญาตินิมนต์พระมาเพื่อให้ท่านได้มีโอกาสทำสังฆทาน ตอนนี้ท่านได้หมดลมไปแล้ว และฌาปนกิจไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นี่คือ ตัวอย่างที่พบเห็นว่า ชีวิตไม่ได้เป็นที่รองรับความฝัน ความสุข ความสำเร็จและเผ่าพันธุ์เท่านั้น หากแต่เป็นที่รองรับโรคภัย กิเลส ตัณหา ทุกข์ ความเจ็บป่วย ความตายและวัฏฏะที่ทิ่มแทงเราตลอด


ดังนั้น ยาที่ถือว่าเป็นภูมิคุ้มกันได้ดีขนานเอกคือ ความอดทนและสติ เราจะรักษาเผ่าพันธุ์นี้ยืนยาวอีกต่อไปหรือจะดับเชื้อพันธุ์นี้แค่ชาตินี้ หากจะต่อบัตรเดินทางต่อไปก็จงซื้อบัตรและจองตั๋วอัตตานี้ว่าเป็นมรดกต่อไปในภพหน้า หากอยากยุติการเดินทางมาพอแล้ว อิ่มแล้วเหนื่อยแล้วก็จง "อด" ทน ฝึกฝนจิตให้แจ้งแทงตน เพื่อให้พ้นภัยในภพนี้เสีย ด้วยการใช้กาย ใช้จิต ให้เป็นยวดยานไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างถาวร เหมือนพระพุทธองค์ที่ทนอดข้าว กลั้นลม ทรมานตน เพื่อกระเทาะอัตตาออกไป ว่าแต่ว่า เราจะมีแรงเจตจำนง เพื่อดับชาติให้สิ้นเชื้อหรือไม่ ดูแล้วมีแต่ประเภทเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อทั้งสิ้น (ท้าทาย)


นี่คือ หลักอด ๑๐ ทน เพื่อให้พ้นทุกข์ในขณะชีวิตนี้--

๑) อดทนโลก คือ อดทนต่อสิ่งแวดล้อมหรืออะไรก็ตามที่โลกมอบให้ เราต้องอดทนต่อมัน เพราะมันคือเงื่อนไข เราคือ ผู้ไข ยินยอมและยินดีกับโลกเสมอ แล้วเราจะเข้าใจโลกขึ้น


๒) อดทนอยาก คือ อดทนต่อความยั่วยุ ความอยากที่ทิ่มแทงท้องปาก อย่าอยากมากไป อดทน อดออม อดกลั้น ว่ากันว่า สรรพสิ่งที่เต็มบ้าน เต็มตู้ และสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในเรือน ล้วนมาจากคำว่า อยากไม่หยุดทั้งสิ้น อดต่อมันได้ จิตไม่ติด ไม่เป็นพิษต่อทรัพย์สินใดๆ


๓) อดทนสู้ คือ อดทนสู้กับอุปสรรคต่างๆ นานาได้ อย่าอ่อนแอ อย่าเรียกร้องหาตัวช่วย เกิดเป็นสัตว์ต้องสู้ เกิดเป็นมนุษย์ต้องขยัน อดทน มันจะเป็นภูมิกันใจเรา หากไม่สู้ ก็หมดพลังสร้างฝัน ทำอะไรก็ไม่มั่นคง ยอมแพ้เรื่อยไป


๔) อดทนคุม คือ อดทนในควบคุมตนเอง รู้จักหักห้าม ปรามปราบตนเองบ้าง หากขาดการคุมหรือไม่ลดหย่อน ชีวิตก็จะถูกปล่อยไปตามอิสระที่มีแนวโน้มจะอ่อนแอเสมอไป เหมือนปลาตายที่ไหลไปตามกระแสน้ำ


๕) อดทนตน คือ อดทนในร่างกาย เช่น ความเหนื่อยล้า ความหิว ความร้อน ความหนาว โรคภัย ฯ ที่เกิดขึ้นกับตนบ่อยๆ เพราะสรรพภัยเหล่านี้ ทุกคนต้องเผชิญอยู่แล้ว หากไม่อดทนเราก็จะกลายเป็นคนอ่อนแอ ขาดความมั่นคงในชีวิตได้


๖) อดทนคน คือ อดทนต่อเพื่อนมนุษย์ที่แสดงพฤติกรรมไม่ดี หรือไม่ชอบ ขึ้นชื่อว่า คน ย่อมมีความหลากหลายลีลา ท่าทาง ทัศนะ ให้คิดเสียว่า เขาคือ ลูกค้า หรือคิดว่า เขาคือ อาจารย์สอนเรา (เรื่องไม่ดี)


๗) อดทนธรรม คือ อดทนในการฝึกฝน ทนต่อกิเลส ตัณหา ความสุข ความไม่ชอบ ในเวทนาต่างๆ เมื่อทนเวทนาได้ จงใช้สติกำกับเหนือเวทนา นั่นก็จะกลายเป็นผู้ทนธรรม จึงเห็นธรรม เช่น การฝึกวิปัสสนา เวลาพิจารณาความเจ็บปวด ให้กำหนดรู้ธรรมที่เกิดอยู่อย่างสนุกกับมัน

๘) อดทนทาน คือ อดทนที่ท้าทาย ไม่ใหลหลง ไม่ยอมสยบต่ออำนาจฝ่ายต่ำ ทนด้วยสภาพทางกาย และทางจิตใจ โดยมีเป้าหมายคือ ทานธรรม กินธรรม ลิ้มรสพระธรรม เมื่อฝึกอดทน ก็เพื่อจะได้อาบธรรม นั่นเอง


๙) อดทนใจ คือ อดทนต่อกระแสจิต ที่คิดดี คิดร้าย คิดปรุงแต่ง คิดแย้ง คิดแก้แค้น จิตมีนิสัยที่ปรุงแต่ง ให้กายกระทำชั่วเสมอ อารมณ์ที่เกิดขึ้น หากขาดความอดกลั้นด้วยธรรมคือ สติ สัมปชัญญะ จิตารมณ์ จะข่มไม่ได้ สติคือ ผู้รู้ สัมปชัญญะคือ ผู้แยกระหว่างอารมณ์และปัญญา (ผู้เห็น)


๑๐) อดทนทุกข์ คือ อดทนต่อสภาวะของชีวิต ที่แปรผันไปตามกาลหรือเหตุการณ์ ทุกข์ที่เกิดขึ้นกับกายเช่น หิว ปวด เจ็บ แก่ อุจจาระ ปัสสาวะ ฯ ทุกข์ในใจ คือ ไม่สบายใจ หวั่นวิตก ครุ่นคิด พยาบาท โกรธ ฯ นี่คือ ทุกข์ที่ไหลเวียนอยู่ในชีวิต หากไม่รู้จักบริหาร จัดการควบคุม มันก็จะกระทบไปถึงคุณภาพของจิต และเกิดกระจายมาสู่การประพฤติด้วย


ดังนั้น หากอดได้ ๑๐ ทน นี้ แสดงว่า ท่านมีรากแก้วของจิตที่ดี มีภูมิคุ้มกันเป็นเครื่องป้องกันภยันตรายได้ในภพนี้ หากไม่ ต้องฝึกฝนครับ เพื่อให้จิตมีวิวัฒนาการที่มั่นคงและผ่าเหล่า จนกลายเป็น จิตในทุกข์ แต่ไม่ถูกทุกข์กัดได้ นั่นเอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

I may be 'out of touch' here. I think and try to remind myself often to feel (or experience) pains but do not let pains become leaders - but strive to reach goals -- even with the pains.

Fear is another cause of pain. I fear many things, but I learn to do my best with fear.

So far my biggest problem is 'joy'. When I enjoy something, it rules over my life ;-)

เขียนเมื่อ 

อดทน10 ข้อของคุณมีประโยชน์ เป็นข้อเตือนใจในการดำเนินชีวิต

ต้องพยายามอดทนให้ครบ

เขียนเมื่อ 

พยายาม ๆ ต่อไป ขอบพระคุณค่ะ