​สามขั้นตอนของ “การเรียนรู้” ตามหลักพุทธ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ที่สังคมไทยกำลังสับสน

อนุสนธิจากการนำเสนอเรื่องราวต่างในชีวิตของผม ขึ้นในเวบ gotoknow ใน Facebook ใน Line ใน Youtube และการสื่อข้อมูลแบบ ปากต่อปาก ทั้งต่อจากเวบ การประชุม การฝึกอบรม และการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยทั่วไป

ก็ทำให้มีเพื่อนจำนวนมากมาขอเป็นเพื่อน ตามเส้นทางต่างๆดังกล่าว โดยใช้คำตามความรู้สึกของตัวเอง อย่างไม่เข้าใจว่าการเรียนรู้คืออะไร โดยมักจะบอกว่าขอเป็นศิษย์บ้าง ขอสมัครเป็นนักเรียนบ้าง อยากเรียนบ้าง อยากเรียนรู้บ้าง อยากศึกษาบ้าง เกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่ผมทำอยู่ในชีวิตจริง

แต่พอบอกวิธีการเรียนตามหลักพุทธ ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ที่ผมศึกษามา ปฏิบัติมาในชีวิตจริงๆของผม นักเรียนตัวปลอมทั้งหลาย ก็จะเงียบหายไป อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง จะเหลือมาเลียบๆเคียงๆ ก็ไม่เกิน 10% ของจำนวนที่มาขอเป็นเพื่อน

ที่ผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะวิถีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ ที่ห่างไกลจากหลักการศึกษา (พัฒนาตนเอง) แบบพุทธ

ที่มีสามขั้นตอน คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

ที่ผมเข้าใจว่า ถ้าขาดอย่างหนึ่งอย่างใน การศึกษาน่าจะเป็น “หมาหางด้วน” อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านกล่าวไว้เสมอๆ

เพราะ

  1. ปริยัติ ก็คือ หลักการทั้งหลายที่จำเป็นต้องเข้าใจ เป็นหลักหมายในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน กันการหลงทาง แบบเดียวกับการวางผังเมือง ออกแบบบ้าน วางผังบ้าน ที่จะทำให้เราเข้าใจเส้นทางต่างๆ อย่างชัดเจน รู้ว่าทำอะไรอยู่ตรงไหน ที่เห็นอยู่คืออะไร ในขั้นตอนไหน ระดับไหน ทำให้เราสามารถใช้ “สัมมาสติ” ได้อย่างถูกต้อง มีสมาธิกับเรื่องที่กำลังทำ ไม่วอกแวกสนใจสิ่งรอบข้างมากเกินไปจนเสียการเสียงาน
  2. ปฏิบัติ ก็คือ การดำเนินงานตามหลักการ ตามขั้นตอนของปริยัติ อย่างเป็นลำดับ และครบถ้วน ใช้สติและสมาธิควบคุม ระลึกรู้อยู่ตลอด ว่ากำลังทำอะไร ตามขั้นตอนไหน ทำไมต้องทำ ทำแล้วจะได้อะไร ไม่ทำจะเสียอะไร
  3. ปฏิเวธ ก็คือ การพัฒนาตนเองให้เป็นไปตามหลักการ ผ่านความเข้าใจในการปฏิบัติ จนสามารถนำมากำหนดทิศทาง ขั้นตอน และยกระดับจิตใจ เพื่อพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ ความรู้ และปัญญา ในความหมายของคำว่า “การศึกษา” ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทั้งหมดนี้คือหลักการพื้นฐานคร่าวๆ ที่ผมถอดความหมายออกมาจากหลักการศึกษาแบบ “พุทธ” ครับ

ดังนั้น ถ้าใครบอกว่าอยากเรียน ก็คงได้แค่ระดับ ปริยัติ ได้แค่รู้ ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น

แต่ถ้าบอกว่าอยากเรียนรู้ ก็คงได้สองขั้นตอน คือ หลักการ และการปฏิบัติ พอเข้าใจ แต่ยังทำไม่เป็นจริงๆ

แต่ถ้าบอกว่าอยากศึกษา ก็น่าจะครบทั้งสามขั้นตอน ได้ทั้งหลักการ ความเข้าใจ และความสามารถในการพัฒนาตนเอง

ที่น่าสงสัยก็คือ คำว่า “กำลังศึกษา” อยู่นั้น เขาอยู่ขั้นไหน เขาหลอกผม หลอกตัวเอง หรือแค่สับสนในการใช้ภาษาเฉยๆ

อาจจะแค่กำลังประเมินเบื้องต้น ว่าจะเรียนหรือไม่เรียนดีซะมากกว่า

คงยังไม่ถึงขั้นกำลังพัฒนาตนเองในขั้นปฏิเวธ เพราะทั้งปริยัติและปฏิบัติก็ยังไม่ได้เลย

เช่นเดียวกับคำว่า “ระบบการศึกษา” ที่เราใช้อยู่ในสังคมไทยก็สับสนมากๆ

ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ก็แค่บอกให้ผู้เรียน ท่องจำมาทำข้อสอบได้ ก็ถือว่าเป็นการศึกษาแล้ว และแค่ตอบข้อสอบได้ครบทุกวิชา ก็ถือว่า “จบการศึกษา” แล้ว ทั้งๆที่ ไม่มีใครจะจบการพัฒนาตนเองได้เลย จึงควรเรียกเพียงว่า “จบหลักสูตร”มากกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเป็นการเปลี่ยนแปลงความหมายที่เกี่ยวข้องกับ “การศึกษา” จนแทบจะหมดคุณค่าที่แท้จริงของ “การศึกษา” ไปเลย

ที่น่าจะเป็นคำชี้นำให้คนไทยจำนวนมาก เข้าใจคำว่า “การศึกษา” ผิดไปด้วย

ดังนั้นใครที่ต้องการพัฒนาตนเอง ผมยังเชื่อมั่นว่า หลักการสามข้อ สามขั้นตอนตามหลักพุทธ น่าจะถูกต้อง ครบถ้วน และดีที่สุดเท่าที่มีครับ

ขอให้พัฒนาตนเองอย่างนี้ น่าจะได้ผลแน่นอนครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (1)

อ่านบันทึกอาจารย์แล้วผมเห็นภาพเป็น flow diagram สามขั้นที่บรรจบเข้าหากันเลยครับ