ชีวิตที่พอเพียง : ๒๔๓๕. ควงสาวเที่ยวอังกฤษ ๘. Edinburgh


วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ หลังนอน ๗ ชั่วโมงรวด และตื่นขึ้นมาเขียนบันทึก ผมออกไปวิ่ง เพื่อทำความเข้าใจภูมิศาสตร์ของเมือง โดยเฉพาะเพื่อหาเส้นทางที่สะดวกที่สุดระหว่างโรงแรมกับสถานีรถไฟ มีผลให้ผมฟื้นความจำเมื่อสัก ๒๐ ปีก่อน ที่ตั้งใจไปเช่ารถขับเที่ยว (แต่ไม่สำเร็จ) ว่าผมขึ้นจากสถานีพบสภาพ Princess Gardens ในสภาพใด ตอนนี้เปลี่ยนไปไม่น้อย แต่สวนและอนุสาวรีย์เหมือนเดิม อุณหภูมิ ๒ - ๓ องศา ผมสวมเสื้อ ๕ ชั้นจนรู้สึกร้อนเมื่อกับมาที่ห้องพัก

เวลา ๙ โมงเช้าเศษ เราก็ออกไปเดินไปตามถนน High Stree ที่เรียกชื่อหรูว่า Royal Mile ไปยัง Edinburgh Castle ระยะทางเกือบ ๑ ก.ม.

ไปถึงคนมากแล้ว คิวซื้อตั๋วยาวพอสมควร มีช่องขาย ๖ ช่อง เราซื้อตั๋ว concession คือใช้สิทธิ์ ผู้สูงอายุ คนละ ๑๒.๙ ปอนด์ ซื้อ Guidebook ราคา ๕.๙๙ ปอนด์ เข้าไปพบไก๊ด์กำลังอธิบายติดตลกสนุกมาก เป็นการอธิบายปากเปล่าไม่มีเครื่องขยายเสียง ตอนหนึ่งเขาอธิบายว่าช่วงนั้นสก็อตแลนด์กับอิงแลนด์มีกิจกรรม ประจำปี เรียกว่าสงคราม

แกเล่าว่าปืนใหญ่ ๖ กระบอก ที่บริเวณ Argyle Battery ที่หันปากกระบอกไปทางปากแม่น้ำ Forth (Firth of Forth) นั้น ไม่ใช่ของเก่าที่ใช้ป้องกันปราสาทจริงๆ แต่เป็นของขวัญจากอิงก์แลนด์ ที่ควีนวิกตอเรียไปเยือน สก็อตแลนด์ ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ และเห็นว่า ไม่มีปืนใหญ่ไว้ป้องกันข้าศึกที่เข้ามาทางปากแม่น้ำ ปืนเหล่านี้ไม่เคยยิงเลย แต่ปืนที่ยิงทุกวันคือ “One O’Clock Gun” ที่ยิงทุกเวลาบ่ายโมงตรงของวัน ยกเว้นสองสามวันในหนึ่งปี

เขาชี้ให้ดูถนนปูหินไต่ขึ้นสูงชัน และบอกว่าส่วนที่แปลกคือมีหินก้อนเล็กๆ ปู เรียกว่า French Road ดีกว่าในแง่ที่ม้าเดินไม่ลื่นเวลาฝนตก ถ้าไม่ฟังไกด์เล่าเกร็ดแบบนี้ เราจะไม่มีทางได้

ที่จริงไกด์คนนี้เล่าสนุก เขาแนะนำสถานที่ในปราสาท เล่าเหตุการณ์หรือเรื่องราวสำคัญๆ น่าฟังมาก แต่อากาศหนาว (ราวๆ ๖ องศา) ผสมลมแรง ทำให้ผมทนหนาวไม่ไหว สวมเสื้อเพียง ๔ ชั้นน้อยไปและไม่ได้ เอาหมวกไป เราจึงแยกเข้าชมในตัวอาคาร รวมแล้วได้ประมาณร้อยละ ๘๐ ของทั้งหมด ถือว่าประสบความสำเร็จ

ไฮไล้ท์ของการเข้าชมปราสาทเอดินเบรอะ คือห้อง The Honours of Scotland เทียบกับของไทย คือห้องเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ของเขามีมงกุฎ คฑา ดาบ และเครื่องเพชรพลอย สิ่งเหล่านี้ถูกซ่อนสมัย Cromwell ยึดอำนาจ อีกอย่างหนึ่งที่เขาถือว่าเป็นสิ่งมีค่าทางจิตใจของคนสก็อตคือ “พระแท่นศิลาอาสน์” (The Stone of Destiny) เป็นหินศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระราชาประทับในพิธีสวมมงกุฎ โดนเอาไปไว้ที่ลอนดอนตั้งแต่ ค.ศ. 1296 และเกิดเรื่องโดนขโมยในปี 1950 จนในที่สุดมีพิธีส่งมอบคืนในโอกาสครบ ๗๐๐ ปี ที่ The Stone of Destiny ถูกนำออกไปจากสถานที่เดิม ในปราสาทเอดินเบรอะ อ่านเรื่องราวพิลึกพิสดารของหินศักดิ์สิทธิ์นี้ ที่นี่

อีกห้องหนึ่งที่เราติดใจคือ Laich Hall สร้างในปี 1617 สำหรับต้อนรับพระเจ้าเจมส์ที่ ๖ ของสก็อตแลนด์ และเป็นพระเจ้าเจมส์ที่ ๑ ของอิงก์แลนด์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์สุดท้ายของสก็อตแลนด์ เพราะไปรวมเป็น ประเทศเดียวกัน มีพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวกัน ยุติการสู้รบยืดเยื้อ เมื่อเสด็จไปประทับที่ลอนดอนแล้วไม่เคย กลับไปสก็อตแลนด์ อีกเลย จนครบรอบครองราชย์เป็นพระเจ้าเจมส์ที่ ๖ ครบ ๕๐ ปี ในปี 1617 จึงเสด็จไปประกอบพิธี ฉลอง

แม่ของ James VI & James I เป็นควีนที่มีสีสันที่สุดของสก็อตแลนด์ ถูกเลี้ยงให้เป็นควีนตั้งแต่อายุ ๙ เดือน แต่ในที่สุดก็ถูกจับไปขัง และถูกสำเร็จโทษในที่สุด โดยคู่อาฆาตก็เป็นควีนของอิงก์แลนด์ คือ Bloody Mary และ Elizabeth I

ที่จริง Edinburgh Castle มีประวัติยาวนานประมาณสองพันปี เพราะเป็นชัยภูมิที่เหมาะ ในช่วงแรกเป็นวัง ต่อมาเป็นค่ายทหาร และเป็นคุกขังนักโทษที่ทำผิด และเชลยศึก

สาวน้อยจำคราวที่ไปชมครั้ง ๒๐ ปีก่อนได้ บอกว่าคราวนี้จัดดีกว่ามาก ผมได้ทีสำทับว่า ในต่างประเทศเขามีการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา สร้างความรู้ความเข้าใจ และคุณค่าของสถานที่และวัตถุโบราณ ต่อกิจการท่องเที่ยว การไปเที่ยวซ้ำที่ที่เคยไปนานแล้ว จึงไม่เป็นการไปดูซ้ำๆ โดยไร้ประโยชน์

เรื่องราวของ Edinburgh Castle มีประโยชน์ช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่าง อิงก์แลนด์กับสก็อตแลนด์ และเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษและราชวงศ์สก็อตแลนด์

เราเดินกลับโรงแรม โดยแวะซื้อขนมปังที่ร้าน Sainsbury’s Local กลับมากินที่ห้อง และพักผ่อน สาวน้อยเปิดทีวีดูรายการของ บีบีซี น่าดูหลายเรื่อง ผมออกไปรายงานตัวกับ Scotline Tour และซักถาม รายละเอียดต่างๆ รวมทั้งแลกเงิน โชคดีที่สำนักงานของเขาอยู่บน High Street ใกล้กับสี่แยกตัดกับถนน North Bridge และ South Bridge เดินไปจากโรงแรมสามสี่นาทีก็ถึง ชื่อถนนทำให้สาวน้อยเข้าใจผิดว่าเป็นสะพาน

ตกเย็นฝนตกเราจึงไม่ออกไปเดินเล่นชมสวนตามที่สาวน้อยอยากไป ประกอบกับดูจาก บนปราสาทแล้วสวนไม่สวยเหมือนไปคราวที่แล้ว (สาวน้อยจำได้ ผมจำไม่ได้เลย)


The Royal Mile ทางไป Edinburgh Castle


หน้า Edinburgh Castle


เดินเข้าประตูปราสาท มีทวารบาลฝรั่งยืนเฝ้า


The Argyle Battery ไม่เคยยิงเลย


ไกด์นำชมภายนอก เล่าเรื่องตลกฟรี


ทะเลที่เห็น คือ Firth of Forth ป่าเลนปากแม่น้ำฟอร์ธ


ถนนทางขวาเรียกว่า French Road หินกือนเล็กกว่ากีบม้าจับได้ไม่ลื่นง่าย


Royal Palace


Great Hall เพดานไม้แบบโยราณ


ภาพฮีโร่สก็อตจับทหารฝรั่งเศสได้ในสงคราววอเตอร์ลู ค.ศ. 1815 แขวนใน Great Hall


เตรียมเข้าไปชมเครื่องราชกกุธภัณฑ์สก็อต


เครื่องราชกกุธภัณฑ์ถูกนำไปซ่อนสมัยสงครามกลางเมือง ที่ครอมเวลล์ขึ้นเป็นใหญ่ มาค้นพบ ๑๑๑ ปีให้หลัง


ตอนชมของจริงเขาห้ามถ่ายภาพ ได้มาแต่โปสเตอร์


The Laith Hall สร้างต้อนรับพระเจ้าเจมส์ที่ ๖ ของสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นเจมส์ที่ ๑ ของ UK


ภายใน St. Magaret's Chapel


Mons Meg ปืนใหญ่ที่มีชื่อเสียงสมัย ๔๐๐ ปีก่อน


ที่คุมขังทหารสมัยสงคเรามโลกครั้งที่ ๒



วิจารณ์พานิช

๒ พ.ค. ๕๘

โรงแรม ibis Edinburgh Centre South Bridge, ห้อง ๖๓๗



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)