ชีวิตที่พอเพียง :๒๔๓๔. ควงสาวเที่ยวอังกฤษ ๗. York


เช้าวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เราออกจากโรงแรม ลากกระเป๋าไปขึ้นรถรถใต้ดินที่สถานี Shepherd’s Bush Market ไปยังสถานี King’s Cross และไปขึ้นรถไฟ Intercity เที่ยว ๗.๐๐ น. จากชาลา ๔ ไปเมือง ยอร์ก เมืองใหญ่อันดับสอง ของสหราชอาณาจักร และเป็นเมืองที่สร้างมาตั้งแต่สมัยโบราณ

เรานั่งโบกี้ F ที่นั่ง 69 – 72 มีโต๊ะกลาง คือเราครองสี่ที่นั่งอย่างสะดวกสบาย รถนั่งสบายมาก สะอาด และมี Wifi ให้ใช้ฟรีด้วย ๑๕ นาที ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน

๙.๐๐ น. เราก็ถึงสถานี York ไปถามหาล็อกเก้อร์ หรือบริการรับฝากกระเป๋าของสถานี คำตอบคือไม่มี ต้องลากไปฝากกับบริการของ Eurocar ที่ทำธุรกิจให้เช่ารถและรับฝากกระเป๋า เดินไป ๓ นาที ค่าฝากใบละ ๕ ปอนด์

เราเดินไปหา York Minster แต่ระหว่างทางผ่านสวน Museum Gardens จึงเข้าไปเดินชมและถ่ายรูป เสียก่อน แล้วเดินต่อไปเข้าชม York Minster เสียค่าเข้าชมคนละ ๑๒ ปอนด์ แล้วไปเข้ากลุ่ม guided tour ที่เพิ่งออกพาชม จึงได้เห็นความกว้างขวาง เรื่องราวของโบสถ์ และความหมายของรายละเอียดต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า ในช่วงเวลา ตั้งแต่สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1472 ถึงปัจจุบัน เวลา ๕๔๓ ปี ย่อมมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ไฟไหม้ ๓ ครั้ง เริ่มด้วยคนบ้าเผาในปี 1829 อุบัติเหตุไฟไม้ในปี 1840 และ 1984 ต้องมีการซ่อมแซม ทำให้มีรายละเอียดลักษณะรายละเอียดที่ไกด์เล่าให้เราฟังเพลิน

ที่เป็นจุดเด่นคือกระจกภาพสี ที่เขาเล่าว่ามีส่วนหนึ่งที่นักธุรกิจหล่อระฆังผู้ร่ำรวย เป็นผู้ออกเงิน ภาพเป็นรูปตัวเขาเอง และอีกภาพหนึ่งเป็นภาพในโรงงานหล่อระฆัง แสดงว่าในสมัยโบราณนักธุรกิจทำบุญ กับวัดเพื่อหวังโฆษณาธุรกิจของตน เรื่องแบบนี้เป็นธรรมดาโลก

นี่คือมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร ใช้เวลาก่อสร้างถึง ๒๕๒ ปี คือเริ่มสร้างปี 1220

ส่วนที่มหัศจรรย์ที่สุดของอาคารคือส่วนโดม ที่หนักหลายสิบตัน (ไกด์บอก แต่ผมจำไม่ได้) นอกจากนั้น ยังมีรูปแกะสลัก และประติมากรรมมากมาย

ที่จริง ณ พื้นที่นี้ เคยเป็นโบสถ์โรมันมาก่อน และก่อนหน้านั้น มีจารึกว่าในปี ค.ศ. 306 ตรงนี้เป็นที่ตั้งของที่มั่นโรมัน

ตอนอยู่ในโบสถ์ มีช่วงพระเทศน์สั้นๆ ๒ - ๓ นาที สองครั้ง คงจะตอน ๑๑ น. ครั้งหนึ่ง และ ๑๒ น. ครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นทุกคนจะยืนสงบนิ่ง ณ จุดที่ตนยืน จนเทศน์จบก็เดินต่อ ข้อความที่เทศน์เป็นการบอก ข่าวกิจกรรมของโบสถ์ และกล่าวคำอวยพรให้ทุกคนมีเมตตา แบ่งปันความสุขกัน

เราออกจากโบสถ์ เดินไปหาทางไป Jorvik Viking Centre ระหว่างทางแวะกินพิซซ่า ที่ร้านอิตาเลียน และเดินไปอีกหน่อย พบร้าน Fish and Chip สาวน้อยอยากกิน จึงซื้อเดินไปนั่งกินที่ King’s Square แล้วเดินถามทางไป Jorvik Viking Centre (อ่านว่า ยอร์วิก) จนถามคุณลุงคนหนึ่ง แกบอกทาง แล้วเปลี่ยนใจพาเราเดินไปส่งเลย บอกว่าแกเองก็ยังไม่เคยไปดู

ค่าเข้าชมคนละ ๑๐.๒๕ ปอนด์ มีนิทรรศการ ๒ ส่วน ส่วนแรกนั่งรถราง ที่รางอยู่ข้างบน ควบคุม โดยกลไกอิเล็กทรอนิกส์ ให้หมุนหน้าเราไปดูด้านซ้ายขวาได้ คล้ายๆ นั่ง time capsule กลับไปเดินชมหมู่บ้าน ไวกิ้งเมื่อพันปีก่อน โดยมีเสียงอธิบาย และมีหุ่นพูดได้ขยับตัวขยับปากและเปล่งเสียงภาษาไวกิ้งได้ ผมชอบส่วนนี้ แต่สาวน้อยไม่ชื่นชม

เขาให้ยุคการปกครองในบริเตนตาม ค.ศ. ไว้ดังนี้ 43 – 410 ยุคโรมัน, 410 – 876 ยุค Anglo-Saxon, 793 – 1066 ไวกิ้งมีอิทธิพลแบบใดแบบหนึ่งในบริเตน เป็นช่วงเวลาประมาณ ๓๐๐ ปี กล่าวได้ว่าไวกิ้งเก่งด้านทะเล และด้านช่าง แต่ในหมู่บ้านความเป็นอยู่คล้ายคนบ้านเราคืออาคารอยู่อาศัยเป็นแบบชั่วคราวไม่ถาวร การตั้งเมืองสร้าง อารยธรรมที่ยั่งยืนถาวรจึงยาก อ่านเรื่องราวของไวกิ้งได้ ที่นี่ ยุคไวกิ้งอยู่ในคริสตศตวรรษที่ ๘ - ๑๑

ขึ้นจาก time capsule (ใช้เวลาเพียง ๑๒ นาที) เขาให้เราเดินชมนิทรรศการจัดแสดงและมีคำอธิบาย ที่ให้ความรู้ดีมาก เป็นพิพิธภัณฑ์นั่นเอง แต่เขาจัดแสงให้มืดทึม ให้ความสว่างเฉพาะส่วนที่เขาต้องการให้เราดู เท่านั้น ผมใช้วิธีชมพิพิธภัณฑ์สไตล์ที่ผมคิดขึ้น คือถ่ายรูปกลับมาทบทวนที่โรงแรม พบว่าช่วงที่ไวกิ้งมา ครอบครองอังกฤษอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 866 – 1066 จะเห็นว่าตัวเลขจากต่างแหล่งอาจไม่ตรงกัน

ผมไปตระหนักในความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการต่อเรือของไวกิ้งที่พิพิธภัณฑ์ไวกิ้งที่นอร์เวย์ ดัง บันทึกนี้ แต่ Jorvik Viking Centre เน้นภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านไวกิ้ง ไม่ได้เน้นส่วนที่เป็นความยิ่งใหญ่ หรือเทคโนโลยีก้าวหน้าของไวกิ้ง มีเอ่ยถึง Longboat นิดเดียว

จากนั้นเราเดินคลำทางไป National Railway Museum ใกล้สถานีรถไฟ เป็นสถานที่ใหญ่โตกว้างขวาง แต่คนไปเที่ยวไม่มาก สาวน้อยขอนั่งรอเพราะหมดแรง ผมไปชะโงกดูห้องโน้นที ห้องนั้นที ก็ชวนสาวน้อย เดินกลับสถานีรถไฟเพื่อเดินทางต่อไปเอดินเบรอะ

เรานั่งรถไฟเที่ยว ๑๕.๓๒ นาทีปลายทางดันดี คนแน่น ผมยืนไปครึ่งชั่วโมงก็ได้ที่นั่ง และอีกสถานี หนึ่งสาวน้อยก็มานั่งด้วยกัน ระหว่างทางครึ่งชั่วโมงหลังบางช่วงรถไฟแล่นเลียบชายทะเลเหนือ ใช้เวลา ๒ ชั่วโมงครึ่งก็ถึงเอดินเบรอะ เวลา ๑๗ น. เดินหาโรงแรมแบบอ้อมโลก จนถึงโรงแรม ibis Edinburgh Centre South Bridge เวลาเกือบทุ่ม สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง

วันนี้ได้ประสบการณ์นั่งรถไฟที่แน่น พบปัญหาการจองที่นั่ง ที่คนที่นั่งอยู่ก่อนไม่ยอมลุก คนอังกฤษ ต่อว่าพนักงานตรวจตั๋ว เขาอธิบายว่า เขามีสิทธิ์เพียงขอร้อง หากไม่ได้ผลก็คือไม่ได้ผล ต่อว่าเขาก็ไม่มี ประโยชน์เขาแก้ไขระบบไม่ได้ ขอให้ร้องเรียนไปที่บริษัท

เข้าไปในห้องพัก ๖๓๗ (ชั้น G เป็นชั้น ๔) พบว่าห้องเหมือน ibis London Shepherd’s Bush ไม่ผิดเพี้ยน ต่างเฉพาะเก้าอี้กับถังขยะเท่านั้น

วันนี้เราเดินระยะทางรวมประมาณ ๑๓ กิโลเมตร ทั้งที่ลอนดอน ยอร์ก และ เอดินเบรอะ ที่หนักหนาคือหิ้วกระเป๋า ๒ ใบ น้ำหนักรวมประมาณ ๒๓ กก. พร้อมเป้บนหลังหนัก ๓ - ๔ กก. ขึ้นลงบันไดที่สถานีรถใต้ดิน และสถานีรถไฟ



หน้าสถานีรถไป ยอร์ก

เดินเลียบริมกำแพงเมือง

หน้า Museum Gardens

ทิวลิปงามในสวน





มุมสงบในสวน

York Minster


ห้องโถงใหญ่


โดมส่วนที่สวยเป็นพิเศษ


เพดานโดม


พื้นห้อง


ภายในห้อง

ประติมากรรมหน้าคนและสัตว์


กระจกสีบันทึกเหตุการณ์


พระรูปกษัตริย์สมัยก่อน


Jorvik Viking Centre

หุ่นพูดได้ของช่างทำเขากวางเป็นเครื่องประดับ


ช่างปั้นภาชนะดินเผา


เดินบนกำแพงเมือง


National Railway Museum ชาลารถไฟสมัยก่อน


หัวรถจักรของรถไฟสมัยใหม่



วิจารณ์ พานิช

๒ พ.ค. ๕๘

ห้อง ๖๓๗ โรงแรม ibis Edinburgh Centre South Bridge



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)