670. เรียนรู้ SOAR Analysis จากหนัง "San Andreas"

soar analysis

นาทีนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการได้ดูหนังเรื่อง San Andreas หนังที่พูดถึงการขยับตัวของเปลือกโลก ที่นำมาสู่ภัยธรรมชาติมากมายไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหวขั้นรุนแรง หรือทซึนามิ ...ดูแล้วแทบไม่อยากอยู่ตึกสูงอีกเลย ในหนังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับทั้งเมือง และหนังหันมาโฟกัส ติดตามการเอาชีวิตรอดของคนในครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งที่ตัวผู้เป็นพ่อเคยเป็นทหารนักกู้ภัย แม่เป็นแม่บ้าน ส่วนลูก เด็กสาว เป็นเพียงนักศึกษาปีหนึ่ง ซึ่งขณะเกิดเหตุทั้งหมดไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ทั้งหมดเลยต้องพยายามตามหากัน และเอาชีวิตรอด ด้วนทักษะเท่าที่มี และอุปกรณ์ที่หาได้ไกล้ตัว แต่ที่สุดนอกจากช่วยกันเองได้ ยังสามารถช่วยคนอีกหลายคนได้อีก เรื่องนี้พอดูแล้วผมปิ๊งเลย ...ตลอดเหตุการณ์หฤโหด ผมเห็นตัวเอกในเรื่องใช้ “ทักษะ และอุปกรณ์ที่มี และการพยายามค้นหาทุกโอกาส เพื่อไปสู่ฝันที่ยิ่งใหญ่นั่นคือ การได้กลับไปอยู่กับคนรักอีกครั้ง ที่สุดก็สามารถทำได้...” เรื่องนี้ในมุมของ Appreciative Inquiry (AI) หรือศาสตร์การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ด้วยการร่วมค้นหา และดึงสิ่งดีๆ ออกมาขยายผลสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเชื่อว่าทุกคน ทุกองค์กรมีเรื่องราวดีๆ ซ่อนเร้นอยู่เสมอ”

เรื่องงนี้ทำให้นึกถึงศาสตร์นี้ โดยเฉพาะ SOAR Analysis ซึ่งเป็น Model การพัฒนาองค์กรแบบ AI ที่สำคัญ Model หนึ่ง ตัวนี้ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ อาจารย์ด้าน AI คือศาสตราจารย์ Stravos เราเอามาแทน SWOT Analysis ครับ ผมเองก็เคยเรียนกับท่านนี้ และก็เอามาใช้ Model นี้ประกอบด้วย Strenghts (จุดแข็ง), Opportunities (โอกาส), Aspration (แรงบันดาลใจ), Results (ผลดี)... คือทาง AI เราตัดคำว่า Weakness (จุดอ่อน) และ Threats (ภัยคุกคาม) ออกครับ

คนเลยตั้งคำถามว่า เราตัดออกทำไม จุดอ่อนสำคัญ และภัยคุกคามสำคัญครับ จริงๆ แล้วเราไม่ได้ตัดออกครับ มันรวมอยู่ใน Model นี้อยู่แล้ว เดี๋ยวลองกลับไปวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ แล้วคุณจะเห็นมันเอง

เรื่องนี้เริ่มต้นจากทุกคนเจอภัยคุกคามจากแผ่นดินไหว รุนแรงชนิดเมืองทั้งเมืองถล่ม แต่โชคดีนิดที่รอดชีวิตแต่แรก ทุกคนเลยตั้งความฝัน (Aspiration) ว่า จะค้นหาสมาชิกครอบครัว และกลับมารวมกันให้ได้ เห็นไหมครับ เราไม่ได้ทิ้งภัยคุกคาม เราเอามาตั้งเป็นความฝัน ชนิดเห็นภาพเลย ว่าเราจะก้าวข้ามให้ได้ และโดบอัตโนมัติ ตัวเอกในเรื่องหันมาใช้จุดแข็งที่ตัวเองมีอยู่ ตัวคุณพ่อเองก็ใช้ความเป็นมืออาชีพการเป็นนักกู้ภัยมือหนึ่ง (Strengths) ค้นหาแม่และลูกสาว ส่วนลูกสาวเองก็ใช้จุดแข็ง คือการมีความรู้เรื่องการกู้ภัย ซึ่งเธอจะมีความรู้เล็กๆน้อยๆ ประเภทกลเม็ดเคล็ดลับ ประมาณว่า ความสามารถในการค้นหาชุดกู้ภัย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หรือชุดปฐมพยาบาล จากรถดับเพลิงที่จอดทิ้งไว้ นี่คือ Strenghts ของเธอ แล้ว โอกาส (Opportunities) ล่ะ มาจากไหน ก็มาจากเหตุการณ์ภัยคุกคามที่มาอยู่ทุกวินาที เมื่อเจอพ่อและเธอก็จะดึงความสามารถมาใช้ คือดึงมาคว้าโอกาส ในทุกจุด เรียกว่าคุณจะเห็นว่าตัวเอกในเรื่อง ทั้งหมดจะพยายามมองหาโอกาสใช้จุดแข็งของตนอยู่ตลอด

อ้าวแล้วจุดอ่อน (Weakness) อยู่ตรงไหน มีครับ เช่นตัวนางเอก เป็นวัยรุ่น มีแรงน้อย วิ่งช้า แต่ด้วยการใช้ความสามารถที่ฝึกมาจากพ่อโดยเฉพาะความรู้เรื่องการกู้ภัย เธอก็แค่ใช้ความรู้พาตัวเองจากจุดเสี่ยง ขณะเดียวกันเมื่อแฟนหนุ่มที่เพิ่งเจอกันบาดเจ็บ ทำให้ไปไหนไม่ได้ เธอก็อาศัยจุดแข็งของเธอคือความรู้เรื่องการปฐมพยาบาเบื้องต้นมาช่วย ที่สุดถึงจะเป็นจุดอ่อนของทีม แต่เธอก็อาศัยความรู้ประสบการณ์ส่วนตัวช่วยพระเอกและน้องชายได้

อ้อแล้วตรงนี้จะเห็นมาก ๆเลยครับ ว่าคนเราเมื่อเอาจุดแข็งแม้เพียงเล็กน้อยมาใช้ โดยมีเป้าหมายชัดเจน และทุ่มเทแล้ว เขาจะค้นพบจุดแข็งด้านอื่น มากขึ้น เช่นเด็กสาวใช้ความรู้มาแก้ปัญหา ระหว่างทางก็สังเกตเห็นรถดับเพลิงถูกทิ้งไว้ เธอเลยได้ชุดปฐมพยาบาลไปเสริมเป็นจุดแข็ง ทำให้ได้แก้จุดอ่อนในระยะต่อมา ที่สำคัญเธอได้วิทยุสื่อสาร แล้วเธอก็เปิดฟังข่าวที่พวกนักกู้ภัยส่งข่าวถึงกัน และแม้จะอยู่ในพื้นที่ลึกลงไป ที่สุดเธอก็ได้ยินข่าวว่ากำลังมีทซึนามีมา ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง แต่เมื่อรู้ล่วงหน้า เธอก็สามารถพาแฟนและน้องชายหนีขึ้นที่สูงทัน

ที่สุดเมื่อ Strengths พบกับ Opportunities ความฝันหรือ Aspiration ก็จะจริงขึ้นเรื่อยๆ และที่สุดหนทางรอด (Results) ก็เปิดขึ้นเรื่อยๆ สามารถแก้ Weakness และ Threats ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ จนกระทั่งทั้งหมดได้มาเจอกัน และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่สุด


ชัดมากครับเรื่องนี้บอกวิธีการใช้ SOAR Analysis ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่เห็นมา และพอสรุปได้ดังนี้ครับ

1. จุดแข็งที่แม้จะเป็นทักษะส่วนตัว หรือเป็นเรื่องเล็กๆในสายตาคนอื่น แต่ ก็นับเป็นจุดแข็งครับ

2. ไม่ว่าใคร อยู่ในระดับใด หากดึงเอาจุดแข็งนั้นมาใช้ เพื่อตอบโจทย์ความฝันอย่างแรงกล้าแล้ว จะสามารถแก้จุดอ่อนและภัยคุกคามทั้งที่มองเห็นเฉพาะหน้าและที่ตามมาอย่างไม่คาดคิดได้

3. เราต้องเอาจุดแข็งไปใช้อย่างเข้มข้นครับ ดังนั้น SOAR Analysis ไม่ใช่การวิเคราะห์ที่เกิดขึ้นในห้องประชุม และหวังว่ามันจะนำไปการแก้ปัญหาได้ตรงจุด ต้องมีการนำไปใช้ครับ เพราะหลายครั้งจุดอ่อนและภัยคุกคามที่เราเห็นในระยะแรก อาจไม่ใช่ทั้งหมด ต้องเอาจุดแข็งมาลุยจะเห็นจุดอ่อนและภัยคุกคามใหม่ๆขึ้นเอง

4. การเอาจุดแข็งมาใช้อย่างเข้มข้น จะทำให้เราเจอจุดแข็งมากขึ้นทำให้ได้จุดแข็งมากขึ้น

5. การใช้จุดแข็งทำให้ให้มองเห็นโอกาสในทุกสถานการณ์

6. อาจดูเหมือนเราไม่ได้ไม่สนใจ Weakeness และ Threats...ไม่ใช่ครับเราสนใจมากๆ ต่างหาก และเราก็เจอเยอะด้วย แถมจัดการได้ด้วย ไม่ใช่วิเคราะห์อยู่ในห้องประชุม แล้วหมดหวัง รู้สึกแย่ ทะเลาะกัน อย่างนั้นไม่รู้จะวิเคราะห์กันไปทำไม นี่คือสาเหตุที่เราเลือกใช้ SOAR มากกว่า SWOT ครับ

7. ถ้าคุณเป็นผู้นำ ต้องหมั่นนำจุดแข็งมาใช้ ลูกทีมจะเชื่อมั่นและดึงจุดแข็งตัวเองมาเสริมเติมเต็มขึ้นเรื่อยๆ เพราะในบางสถานการณ์ต้องอาศัยสัญชาติญาณ ความเชื่อมั่นจึงสำคัญมากๆ

8. Result ไม่ใช่ปลายทาง มันคือ KPI ครับ ซึ่งไม่ใช่สรณะ เป็นเพียงตัวเช็คว่าคุณไปถึงฝันหรือยัง โดย KPI อาจเป็นตัวเลข หรือป้ายบอกทางก็ได้เหมือนในเรื่อง ส่วนในชีวิตจริงเช่นผมเป็นอาจารย์ Result ตัวเช็คของผมได้แก่ปฏิกิริยาของผู้เรียน เช่นถ้าไม่ Happy ก็ต้องปรับกระบวนการใหม่ หากแต่ Happy มากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดอยู่ตรงนั้น ต้องดูว่าเจอภาพที่ฝันไว้ยัง เช่นภาพฝันของผมคือเห็นคนแม้กระทั่งรากหญ้าสามารถทำ AI เป็น เพราะฉะนั้นไม่ถึงภาพฝัน ผมก็ต้องเดินทางไปเรื่อยๆ เพียงแต่ระหว่างทางผมจะต้องดูทิศทางตลอดว่า ตรงทางไหม KPI จึงเปรียบเหมือนหลักกิโลเมตร เราอาจหยุดแวะร้านกาแฟสวยๆได้ แต่นั่นไม่ใช่ภาพฝันครับ

9. ส่วนภาพฝัน ฝันจินตนาการดีๆเป็นเชิงคุณภาพ มีความหมาย มีทุกคน ผู้มีส่วนได้เสียอยู่ในนั้น ไม่ใช่คุณคนเดียวครับ

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

โดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์

www.aithailand.org


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วอยากไปดูครับ....

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคะ อาจารย์ ได้รู้จัก SOAR Analysis และนำไปใช้