อยู่กับปู่ โดย นารีรัตน์ นาคะเวช

ตอนที่ 7 พรรษาป่าอาศัย 1

โรงเรียนปิด ๔ วัน คือวันเสาร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม ถึงวันอังคารที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ บ่ายวันอาทิตย์ที่ ๑ สิงหาคม เราปิดบ้านพาครอบครัวไปถ้ำ คราวนี้เข้าทางหัวหิน แวะดูบุญชู เผื่อเขาจะขึ้นถ้ำ จะพาไปด้วย เพราะเขาเคยบอกไว้ว่า เข้าพรรษา นี้จะมาปฏิบัติธรรมที่ถ้ำกับหลวงปู่ แต่ปรากฏว่าบุญชูไม่อยู่บ้าน เราจึงขับรถมุ่งตรงไปที่ถ้ำทันที ขึ้นไปบนถ้ำพบว่าทีมของเจ๊ป้อมนั่งอยู่เต็มศาลา ทักทายกันตามระเบียบ ทราบว่าเขาจะพักที่นี่สัก ๓ วัน ทักทายเสร็จ เราเดินเข้าถ้ำ

ขณะนั้นหลวงปู่กำลังกำกับคณะกรรมการชุดเดิม (พี่ยูร พี่เดช พี่เดิม จ่าเวียงหรือจ่าดำ หลวงปู่เรียก "ไอ้สาม ด. " ฯลฯ) ให้ตกแต่งบริเวณกลางถ้ำ เทียนพรรษาเล่มใหญ่มีผู้นำมาถวาย ตั้งเรียงรายซ้ายขวาของพระพุทธรูป มีด้ายสายสิญจน์รายรอบรูปสลักหินแกรนิต "ท้าวจตุโลกบาล" ตอนนี้ทาสีลงทองเสร็จแล้ว สวยงามมาก ตั้งอยู่ด้านหน้ารวมกับพระพุทธรูป ตรงกลางเป็นเสื่อน้ำมันให้คนนั่ง ปูอยู่กับพื้นถ้ำ พี่บุญล้อมบริจาคให้อีก ๓ ผืน ฝากใส่รถเรามาด้วย ให้ทหารช่วยยกขึ้นมา ซ้ายมือก่อนจะถึงบริเวณเสื่อน้ำมันถูกจัดเป็นปะรำเล็กๆ ทำด้วยไม้รวก ขึงด้วยผ้าแดงสี่ด้าน แต่มีช่องโหว่ ข้างๆ สามารถมองเห็นคนข้างใน มี "ธงกบาต" (ไม่ทราบสะกดถูกหรือไม่) ปัก ๔ มุมบนยอดปะรำ ปะรำนี้แหละ หลวงปู่จะเอาไว้ทำพิธีกวนยาหม่อง (อยู่ถ้ำชอบกวนยาหม่อง อยู่วัดชอบกวนน้ำมันมนต์ ฉันชอบยาหม่องมากกว่า เพราะกลิ่นหอมถูกโฉลก) เราเอารูปปั้น "พระสังกัจจายน์" กับ "พระพุทธรูปปางมารวิชัย" จากบ้านมาเข้าพิธีด้วย หลวงปู่เมตตาให้นำไปตั้งรวมกับพระพุทธรูปบูชาองค์อื่นๆ ที่โต๊ะหมู่ สำหรับพระปางมารวิชัย เป็นพระเก่า ฐานชำรุด จะให้หลวงปู่ซ่อม แต่ท่านไม่ได้ซ่อมให้ ได้แต่แนะนำให้สามีไปซ่อมกับหลวงพี่ทิฟฟี่

หลวงปู่เย้าว่า "ไม่ได้พาแมวหมามาด้วยเรอะ" ท่านเห็นเราพากันมาหมดทั้งบ้าน

บรรดาผู้ชายทั้งหลายช่วยกันทำ "ธงกบาต" ไปปักหน้าลานหินโค้ง ตลอดจนถึงแนวบันไดใหม่ ตอนเย็นรับประทานอาหารร่วมกัน วันนี้มีคนมามาก เช่น คณะเจ๊ป้อม อาจารย์และนักเรียน จากโรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพฯ เป็นชายหญิงวัยรุ่นร่วม ๑๐ คน หลวงปู่ยกห้องของท่านให้วัยรุ่นกลุ่มนี้นอนพัก ตัวท่านไปนอนกุฏิใน พวกเจ๊ป้อมนอนบนศาลาประชาร่วมใจ เด็กๆ นอนตรงลานหินโค้ง ส่วนเราสองตายายนอนใต้ถุนท้องศาลาตามเคย มืดแล้วพวกเรานั่งล้อมวงสนทนากับหลวงปู่ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พับที่ลานหน้าถ้ำ คณะเจ๊ป้อมกับหลวงปู่โต้ตอบกันไปมา เรื่องตลกทั้งนั้น หัวเราะกันลั่นป่า

อาจารย์หญิงจากโรงเรียนศึกษานารี (น้องประณีต คนปักษ์ใต้) ถามหลวงปู่ว่า "หลวงปู่คะ เวลาสวดมนต์แล้วจิตใจไม่ตามไปด้วย จะทำอย่างไรคะ"

ท่านตอบ "ก็ถีบตัวเองซิลูก" (ฮา!)

"ถีบตัวเองไม่ได้ค่ะ"

"ก็สะกิดเพื่อนที่นั่งข้างๆ ให้ช่วยถีบ"

"ไม่มีใครอยู่ข้างๆ ค่ะ"

"ก็เอาหัวทิ่มดินตายไปซะ! ขนาดตัวของตัวเองยังบังคับไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรได้ล่ะ"

"แต่เวลามีเพื่อนมากระเซ้าเย้าแหย่ กลับมีสมาธิแน่วแน่"

"เวลาสวดมนต์มึงก็ให้เพื่อนมากระเซ้าเย้าแหย่ซี นี่แสดงว่า มึงกำลังอยากจะอวดเขา"

"เพื่อนๆ ไม่ค่อยอยู่หรอกค่ะ เขาไปเที่ยวกันหมด"

"ไม่รู้เว้ย" หลวงปู่สรุปลงตรงนี้

มีผู้หญิงคนหนึ่ง เพิ่งมากับคณะเป็นครั้งแรก พอพบหลวงปู่ ก็จำได้ว่าเคยพบท่านเมื่อหลายปีมาแล้วที่นครปฐม แต่จำไม่ได้ว่าที่วัดไหน อำเภออะไร (คงสำนักสงฆ์ธรรมอิสระนั่นแหละ) เธอบอกว่าตอนนั้นเธอท้องอยู่ หลวงปู่บอกว่าเด็กในท้องเป็นเด็กที่มีบุญมาเกิด จะคลอดยากต้องผ่าท้อง แล้วก็ผ่าจริงๆ ปัจจุบันนี้ลูกของเธอ เป็นเด็กดี แต่ไม่ชอบให้ใครดุด่าว่ากล่าว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลวงปู่ให้ข้อคิดว่า "คำว่าเด็กมีบุญ มีวาสนา มาเกิด หมายถึง พวกเทวดาที่หมดบุญมาเกิด"

เด็กพวกนี้มีนิสัยเรียบร้อย สติปัญญาดีและไม่ต้องให้ใครสอน เขาจะดีด้วยตัวเขาเอง ยิ่งถ้าพ่อแม่เป็นคนไม่ดีพอ เขาจะมีปฏิกิริยา โต้ตอบมากถ้าไปบังคับเขา ส่วนแม่ที่เด็กมีบุญจะมาอาศัยเกิด จะต้องมีคุณลักษณะดังนี้ ใจคอเยือกเย็น มีคุณธรรม ไม่ละโมบ

ขอย้อนกลับมายังวงสนทนาหน้าถ้ำต่อ หลวงปู่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการสวดมนต์ว่า ควรสวดแต่พอเบาๆ ให้ได้ยิน อย่าให้หนวกหูคนอื่น ควรสวดช้าๆ มีจังหวะจะโคน เจ๊ป้อมบอกว่า "หลวงปู่สวดมนต์ได้ไพเราะมาก เสียงเหมือนนกการเวก"

หลวงปู่พูดตลกว่า "มึงเอาเสียงกูไปเปรียบเสียงสัตว์เชียวเรอะ"

พวกเราเลยหัวเราะกันครื้นเครง โดยเฉพาะเสียงหัวเราะของเจ๊ป้อมสะท้านฟ้าท้าถ้ำกว่าเพื่อน เจ๊จึงเปลี่ยนใหม่ "ไพเราะเหมือนเสียงหงส์" (เสียงหงส์เพราะด้วยหรือ? ใครเคยได้ยินไหม?) หลวงปู่ย้อนอีก "ก็เสียงสัตว์อีกนั่นแหละ" หัวเราะกันอีกเป็นคำรบสอง

คืนนั้นคุยกันอีกพักใหญ่ๆ เรื่องจิปาถะจนชุ่มชื่นจิต จนสบายใจแล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน

สนทนาปราศรัยธรรมฉ่ำชุ่มจิต
พระมีฤทธิ์ทางเทศนาปาฏิหาริย์
จนลุล่วงเลยเวลามาช้านาน
สัตว์ป่าขานกู่ร้องก้องไพรวัน
พลันกระจายย้ายเร็วรี่หาที่นอน
เพื่อพักผ่อนหย่อนกายผายผัน
เอนร่างลงซบหมอนเหนื่อยอ่อนครัน
หลับแล้วฝันเห็นฟากฟ้าดาราพราว

เช้าตื่นขึ้นมาหุงข้าวต้มกุ๊ยเลี้ยงแขก จัดเครื่องดื่ม ขนมปัง ผลไม้ถวายหลวงปู่และพระอีก 3 รูป (หลวงพี่สมเกียรติไปธุระยังไม่กลับ) ตอนทำอาหารเช้าเลี้ยงแขก หลวงปู่อดที่จะมาดูแลกำกับไม่ได้ ท่านห่วงปากท้องพวกนักเรียนศึกษานารีมาก ลงมือผัดผักบุ้งไฟแดงด้วยตัวท่านเอง ท่านหยิบหมูแผ่นที่เจ๊ป้อมนำมาถวายฉีก ใส่จานใบใหญ่ให้เด็กได้กิน มีคนท้วงว่ายังไม่ได้ถวายพระเลยนะ ท่านเอ็ดว่า

"อีห่า! จะเก็บไว้ทำไมวะ แข็งก็แข็ง กินไม่หมดหรอก ให้มันไปเถอะ หมดก็หมดซีวะ" นี่แหละน้ำใจของหลวงปู่ ท่านไม่อยากให้ใครอด ตัวหลวงปู่เองไม่เป็นไร แต่ท่านบอกว่า ท่านไม่เคยอดหรอก

มีเรื่องขำๆ จะเล่าให้ฟัง ครั้งหนึ่งสมัยอยู่วัด บรรดาแม่ครัว ดีใจจะได้ไปทัศนาจร (หลวงปู่จัดให้ แต่ท่านไม่ได้ไปด้วย) พอเตรียม อาหารเช้าก็หิ้วขึ้นรถหมด ลืมคิดถึงหลวงปู่ วันนั้นท่านอดอาหารทั้งวัน!

เมื่อเด็กๆ นั่งล้อมวงรับประทานข้าวต้มหน้ากุฏิท่าน ท่านคอย เชียร์ให้กินให้หมดห้ามเหลือ สุดท้ายพอเด็กอิ่มแล้ว ท่านพูด เปรยๆ ว่า

"เฮ้อ! กูเห็นพวกมึงโตขึ้นมารอความตายแท้ๆ" ท่านเอ็นดูและเมตตาเด็กๆ มาก

จากนั้นท่านก็ใช้พวกเด็กๆขัดพระ ขัดแจกัน จัดดอกไม้ หลวงปู่พูดถึงการจัดดอกไม้ว่า จะต้องมีรูปแบบในการจัด มีชั้น มีเด่น เป็นวงกลมบ้าง ห้าเหลี่ยมบ้าง เป็นการจัดที่รวมพลังเพื่อตอบรับและปฏิเสธ พวกพ่อมดหมอผีชอบทำลักษณะนี้ ถ้าจัด "แปดเหลี่ยม" จะเป็นการรวมพลังที่สมบูรณ์

เช้านั้น ๙.๐๐ น. มีการสวดมนต์ถวายตัวเป็นพุทธมามกะ (บ่ายทำพิธีกวนยาหม่อง เย็นย่ำค่ำเวียนเทียน วันอาสาฬหบูชาหลวงปู่เรียกอีกอย่างว่าวันอัฐมีบูชา เป็นวันที่ถวายพระเพลิงอัฐิ ของพระพุทธเจ้า) สวดมนต์เช้าเสร็จแล้วหลวงปู่ให้ธรรมะ มีใจความว่า

"อยากเป็นคนรวย ต้องหมั่นทำบุญทำทาน เป็นผู้เสียสละ รู้จักให้ แล้วจะไม่รู้จักอด ชั่วชีวิตหลวงปู่เคยอดอาหารเพียงครั้งเดียว คงจะเป็นวิบากกรรมครั้งที่อยู่วัดกำแพงแสน คนเป็นร้อยหุงอาหารเสร็จ ขนขึ้นรถไปทัศนาจร ไม่มีใครจัดอาหารให้หลวงปู่สักคน คงเป็นเพราะต่างคนต่างคิดว่ามีคนทำให้

อยากเป็นคนเก่งต้องหมั่นฝึกอบรมสติปัญญา ต้องสั่งสมเรื่อยมา อยากเป็นคนพูดจาไพเราะน่าฟังต้องพูดแต่สิ่งดีมีประโยชน์ ถึงจะด่าก็ด่าอย่างมีศิลปะ ด่าแล้วคนฟังไม่โกรธ อยากสวยต้องรักษาศีล อยากมีบริวารต้องรู้จักศรัทธา ฟังผู้อื่น อยากมีวาสนาต้องเป็นผู้ให้ ทำดีต้องได้ดีจะเป็นชั่วไปไม่ได้ นั่นมันตลกไปแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น... หลวงปู่มาอยู่ที่นี่ มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับตัวหลวงปู่ หลวงปู่ไม่สนใจ คิดแต่ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี่มันดี ไม่ใช่ดีกับตัวเรา แต่มันดีกับผู้ที่อยู่ในบริเวณนี้ ดีกับคนที่ขึ้นมาเที่ยว เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดีแล้ว หลวงปู่ก็จะไป จะต้องไปทำที่อื่นให้ดีเหมือนที่นี่บ้าง ไปอย่างผู้ชนะ... "

หลวงปู่พูดถึงสุนัขที่ชื่อไอ้แดง มันขึ้นมาอยู่ที่ถ้ำนี้หลายปีแล้ว ท่านบอกว่า ชาติหน้ามันจะเกิดเป็นคน เพราะมันรู้จักคลุกคลีกับคน เรียนรู้พฤติกรรมที่ดีๆ ของคน จิตที่จดจ่ออย่างนี้จะเป็นพลังผลักดันให้มันเกิดเป็นคนในชาติหน้า

สรุปก็คือตอนใกล้ดับจิต ถ้าเรายึดเกาะอะไรจะไปเกิดเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอกุศลก็ไปเกิดในที่ทุกข์คติ ถ้าเป็นกุศลก็ไปเกิดในที่สุขคติ...ตอนที่เรามีชีวิตอยู่ เราควรรู้จักใฝ่หานักปราชญ์ราชบัณฑิต รู้จักเสียสละ รู้จักเป็นผู้ให้ หมั่นสร้างกุศล เมื่อชีพดับจะได้เป็นแรงผลักดันให้ไปดี

ต่อไปเป็นนิทานเกี่ยวกับ "อานิสงส์ของการทำบุญ" มีพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง (หมายถึงเมื่อตรัสรู้แล้วไม่สั่งสอนใคร) นั่งเข้านิโรธสมาบัติ เผอิญฝนตก หลังคากุฏิเกิดรั่ว จึงอุ้มบาตรเหาะไปบิณฑบาตหาแผ่นกระเบื้อง ซึ่งทำจากดินผสมมูลวัว เหาะมาถึงบ้านช่างปั้นดิน ขณะนั้นช่างผัวเมียไม่อยู่ อยู่แต่ลูกสาวสวย นางกำลังอารมณ์ไม่ดี ไม่เต็มใจจะทำบุญ ให้อาหารแล้วเห็นพระรูปนั้นยังไม่ไป นางโมโหจึงคว้าแผ่นขี้วัวที่ใช้มุงหลังคา ซึ่งตกอยู่ที่พื้นโยนใส่บาตร เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ของที่ต้องประสงค์แล้วก็เหาะกลับ ด้วยบาปที่นางทำไว้ ทำให้นางตายไปแล้วต้องตกนรกหลายกัปหลายกัลป์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ก็มีความขี้ริ้วขี้เหร่เป็นอันมาก แต่ด้วยอานิสงส์ที่นางให้แผ่นมุงหลังคา ยังให้กิจของพระปัจเจกพุทธเจ้าสำเร็จประโยชน์ นางจึงเป็นคนมีเสน่ห์บางประการคือ ใครก็ตามที่ได้แตะตัวนางจะหลงรักนางทันที ต่อมานางได้เป็นราชินีของราชาถึง ๔ องค์ ๔ มุมเมือง

ฉันตกใจว่า "หา! นางก็มีสามีถึง ๔ คนในเวลาเดียวกันซ อุ๊ย! แล้วจะยังไง? "

หลวงปู่พยักหน้า "ไม่เห็นแปลกอะไร สมัยนั้นเขาคงไม่ถือ"

หลวงปู่พูดถึงหินศิลาแลงของขอม เดิมทีเป็นดินเหลวอยู่ในหลุม มีแร่ธาตุต่างๆ ผสมอยู่ เช่น เหล็ก สังกะสี ดีบุก ฯลฯ เขาจะตัดเป็นชิ้นๆ อย่างกะขนมชั้น แล้วยกขึ้นมาผึ่งแดด มันจะแข็งตัว ใช้ทำอะไรก็ได้

๑๐.๑๕ น. หลวงปู่ให้ญาติโยมใส่บาตรซึ่งตั้งไว้ที่โต๊ะหน้าถ้ำ วันนี้พระจะฉันภัตตาหารมื้อเพลในถ้ำ มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ แม่ครัวไม่ต้องทำอาหาร ผู้คนมากันเต็มทั้งนอกและในถ้ำ ทุกคนรีบเข้าถ้ำเพื่อจะดูพิธีกวนยาหม่องของหลวงปู่ ที่ปะรำมีอุปกรณ์ที่เป็นส่วนผสมยาหม่องพร้อมแล้ว ได้แก่ น้ำไพลคั้น น้ำหญ้าแพรก คั้น ขี้ผึ้งแท้ พิมเสน การบูร น้ำมันจันทน์ กานพลู วาสลิน ว่าน หางจระเข้สับละเอียด ฯลฯ

พูดถึงยาของหลวงปู่จะเล่าอะไรให้ฟัง ใหม่ๆ ไม่รู้ซึ้งหรอกว่ายาของหลวงปู่มีคุณวิเศษเพียงไร คิดว่าเป็นยาหม่องธรรมดา มาเอะใจตอนที่เป็นเริมที่ปากซึ่งเป็นโรคประจำตัวต้องเสียค่ารักษาเป็นร้อย ตอนนั้นมาพักอยู่ที่ถ้ำหลายวัน เผอิญเป็นเริมที่ริมฝีปาก บน ไม่ทราบจะทำอย่างไร จนใจว่าอยู่ในป่า จึงคว้ายาหม่องทาที่ปาก เพราะตอนนั้นเริ่มเจ็บปาก ความจริงยาหม่องร้อนไม่ควรใช้รักษาเริม แต่มีข้อยกเว้นสำหรับยาหม่องของหลวงปู่ ทาอยู่สองวันแผลยุบแห้งไปในที่สุด ปกติต้องเป็นแผลอักเสบอยู่ ๗ วันเป็นอย่างน้อย ยังไม่ปักใจว่าหายเพราะยาหม่อง ต่อมาเป็นเริมที่เดิมอีก ทายาหม่องของหลวงปู่อีกก็หาย ตอนนี้เริ่มเชื่อแล้วว่ายาหม่องหลวงปู่ไม่ธรรมดา ใช้รักษาโรคนี้ได้จริงๆ แล้วจะให้ไม่เคารพศรัทธาในหลวงปู่ได้อย่างไร ทึ่งว่าทำไมท่านถึงรู้ทุกเรื่องและลงมือกระทำให้ดูได้ด้วย เพื่อนที่โรงเรียนเป็นเริมที่ปากเหมือนกัน ฉันเอายาหม่องหลวงปู่ให้ใช้ แต่หล่อนไม่รู้เรื่องราวของหลวงปู่ ประกอบกับเพื่อนคนอื่นพูดทำนองว่าอย่าไปเชื่อถือยาอย่างนี้นัก คนเราขาดศรัทธาตัวเดียว อะไรๆ ก็พูดยาก สุดท้ายหล่อนกลับไปรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ปรากฏว่าใช้เวลาร่วม ๑๐ วันกว่าปากจะหายเน่า

ยาหม่องของท่านยังรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังทุกชนิดได้อีกด้วย เช่น ของมีคมบาด ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แมลงมีพิษสัตว์ กัดต่อย และเป็นลมวิงเวียน เคล็ดขัดยอก ฯลฯ

หลวงปู่เห็นฉันจดสูตรยายิกๆ (คงนึกว่าขโมยสูตร)

"หนอย! อีนี่มึงแอบจดสูตรยาหม่องของกูเชียวเรอะ" ว่าแล้วท่านก็สลัดเท้าใส่

ฉันกระโดดหลบ รองเท้าของท่านลอยกระเด็นไปปะทะหน้าอกของซิ้ม แม่เจ๊ตุ๊เจ๊ต๊ะเจ้าของโรงงานโอ่งดินทองราชบุรี ซึ่งกำลังนั่งสนทนากับญาติพี่น้องบนเสื่อน้ำมันกลางถ้ำ ซิ้มร้อง "ไอ๊ย่า! " ตกใจว่ารองเท้าของใคร พอรู้ว่าเป็นของหลวงปู่ค่อยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ฉันพูดไปหัวเราะไป "ลูกมีบุญที่ไม่โดนรองเท้าของหลวงปู่ ...เอิงเอย"

หลวงปู่หัวเราะปากกว้างแล้วถลึงตาใส่ ชี้หน้าฉัน

"มึงซีไม่มีบุญที่ไม่โดนรองเท้าของกู คนโน้นเขามีบุญกว่า"

หลวงปู่มีจิตวิทยาดี ท่านเดินไปเก็บรองเท้ามาสวมแล้วปลอบ โยนซิ้ม ซิ้มหัวเราะชอบใจ หลวงปู่พูดหวานๆ กับคนแก่ก็เป็นนะ

ได้เวลาพวกผู้ชายช่วยกันก่อไฟในเตา ตั้งกระทะทองเหลืองในปะรำพิธี ตอนนี้หลวงปู่เตรียมพร้อมแล้ว ท่านนุ่งสบงห่มอังสะ ผ้าแดงคล้องคอ จุดธูปเทียนบูชาพระ คว้ากาน้ำเดินรดรอบๆ ปะรำ รัศมีกว้างพอสมควร ปากก็พูดว่า

"ใครอย่าล้ำแดนเข้ามานะ เคราะห์ร้ายไม่รู้ด้วย"

แล้วเดินเข้าปะรำ พระสงฆ์ ๔ รูปเริ่มสวดมนต์ ตอนนี้หลวงปู่มีใบหน้าที่เคร่งขรึม ท่าทางเหมือนภิกษุผู้เฒ่า แต่ใบหน้าขาวใสเป็นนวลใยเหมือนพระหนุ่ม ท่านก้มลงหยิบโน่นหยิบนี่ใส่กระทะ มือขวาคนอยู่ในกระทะ เดินวนไปรอบๆ ปากเริ่มสาธยาย มนต์

สักครู่ใช้มือทั้งสองกางออกลูบไปมาบนขึ้ผึ้งเดือดๆ ไฟลุกโพลงเป็นระยะๆ กลิ่นหอมของเครื่องยาที่ท่านใส่คละคลุ้งไปทั่วถ้ำ

หลวงปู่ไอแค็กๆ บรรยากาศน่าเกรงขาม เกิดมาในชีวิตก็เพิ่ง เคยสัมผัสกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้แหละ ผู้คนในถ้ำเงียบกริบ หลวงปู่ ใช้มือลูบไล้ไปมาบนขี้ผึ้งแล้วยกมือขึ้นมาพนมสลับกันไป ทำซ้ำๆ อยู่ ครู่หนึ่ง แล้วใช้นิ้วที่เปื้อนยาเขียนยันต์บนผืนผ้ารอบ ๔ ด้าน พ่นลมใส่กระทะหนึ่งครั้งดังๆ ครู่ใหญ่พิธีก็เสร็จ

หลวงปู่พูดเสียงดังว่า "หาที่ตั้งกระทะ"

ผู้ชายหาก้อนหินมาวาง หลวงปู่ยกกระทะออกมาจากปะรำ วางลงบนก้อนหิน นั่งบนก้อนหินที่ลูกหลานจัดถวายให้ หลวงปู่ไม่มีเหงื่อสักหยด ผู้คนกรูเข้าไปห้อมล้อม ท่านใช้มือที่เปื้อนยาหม่องป้ายศีรษะทุกคน บางคนรู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาของท่านมากถึงขนาดวนสองรอบจนผมเหนียวราวกับทาเยล กลิ่นหอมชื่นใจ ท่านบ่นว่าแสบหูแสบตาไปหมด ร้องบอกว่าพอแล้ว ขอตัวไปใช้มือทายาหม่องพระพุทธรูปบ้าง ฉันดึงลูกชายไปรับยาหม่องจากท่าน ท่านก็เมตตาทาให้ ไม่ดุไม่เอ็ด และแล้วหลวงปู่ก็หมดแรง เดินไปนอนที่โซฟาข้างเสื่อน้ำมัน

บรรดาเด็กผู้ชายช่วยกันนวดบ้าง พัดบ้าง ผู้คนทำบุญเอาเงินใส่ถาดถวายท่าน ท่านไม่สนใจโบกมือให้ทุกคนถอยออกไปให้ห่างที่สุดเท่าที่จะห่างได้ ท่านจะรักษาตัวเองเวลาเป็นลมหมดแรง โดยการดูดเอาพลังรอบตัวเองซึ่งเป็นกลิ่นอายธรรมชาติเข้าร่าง ซึ่งเป็นวิชาลม ๗ ฐานที่ท่านจะสอนพวกเรา แต่ยังไม่มีใครเรียนได้สำเร็จเลยแม้แต่ฐานเดียว

พูดถึงลม ๗ ฐาน ฉันคิดเอาเองว่าไม่ใช่พอรู้วิธีแล้วจะฝึกได้ ก่อนอื่นคนคนนั้นต้องมีพื้นฐานกายศักดิ์สิทธิ์พอสมควร ไม่คิดผิด ไม่พูดผิด ไม่ทำผิด ดูง่ายๆ แค่อยู่ที่ไหนไม่สร้างมลภาวะที่นั่น ใช้ห้องน้ำแล้วห้องน้ำไม่สกปรก เข้าครัวไม่ทำครัวรก ห้องที่นอนสะอาด ถอดรองเท้าเป็นที่ ไม่กินทิ้งกินขว้าง ไม่ทิ้งขยะส่ง ฯลฯ ขนาดนี้ฉันยังว่าคนคนนั้นยังฝึกลม ๗ ฐานไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับพวกเราที่มารวมตัวกันที่ถ้ำหรือวัด แล้วเพิ่มขยะกองเท่าภูเขา ใช้คนเก็บกวาดเกือบตาย หลวงปู่แจกอะไรแต่ละครั้ง แย่งกัน จนน่าเกลียด ขัดคอกัน ฯลฯ อย่างที่หลวงปู่พูดว่า

"พวกมึงนี่นะจะฝึกวิชาของกู ดูแล้วไม่มีแววเลยว่ะ แค่หายใจลึกๆ จนเป็นนิสัยยังทำไม่ได้เลย หายใจถึงสะดือ น่ะ! "

ฉะนั้น พอใครพูดเหมือนว่าฝึกลม ๗ ฐานได้ หลวงปู่จะยิ้มแสยะพร้อมทั้งทำเสียงอาเจียน!

ย้อนกลับมาที่ถ้ำ ไม่ถึง ๑๐ นาที หลวงปู่ก็ลุกนั่งเป็นปกติ ใกล้เย็นแล้วขี้ผึ้งในกระทะเริ่มแข็งตัว พวกผู้หญิงช่วยกันตักใส่ตลับพลาสติกเล็กๆ ที่ลูกศิษย์คนหนึ่งในกรุงเทพฯหาซื้อมาในราคากันเอง(จากโรงงานชื่อ "ปู่กล่องพระ" ก็ศิษย์หลวงปู่อีกนั่นแหละ ที่จริงเขาจะให้ฟรีด้วยซ้ำ แต่หลวงปู่ไม่ยอมรับ) แล้วหลวงปู่ก็เรียกทุกคนมารับยาหม่อง แจกอย่างชนิดไม่เสียดาย ที่เหลือให้ชมรมฯ ไว้จำหน่าย (ตลับละ ๒๐ บาท) เพื่อเป็นทุนรอนในการทำงานต่อไปที่จริงท่านไม่อยากให้ขาย แต่คณะกรรมการบอกว่าจำเป็นต้องทำ เพื่อเป็นทุนในการจัดกิจกรรมของชมรมฯ หลายคนยังแอบเอาขวดเนสกาแฟขนาดเล็กตักยาหม่องก้นกระทะใส่เก็บไว้ใช้ เขารู้สรรพคุณ กันทั้งนั้น

หลังจากนั้นอีกวันท่านก็ถามพวกเราว่า

"ตอนกวนยาหม่อง มีใครเห็นไอ้สามเฒ่าบ้าง"

อิ๋วซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่บอกว่า "เห็นตาแก่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าถ้ำค่ะ"

เธอหมายถึงคนที่มาดูพิธีกวนยาหม่อง หลวงปู่เอ็ดว่าคนละเรื่อง ทำเอาคนในถ้ำหัวเราะกันครืน ตกลงไม่รู้ว่าสามเฒ่าคือใคร ไม่กล้าถาม น่าจะเป็นพระศักดิ์สิทธิ์สหายของท่าน (หลวงปู่สี หลวงปู่สิงห์ หลวงปู่สอน ซึ่งพวกเราตั้งตาคอยว่าเมื่อไรจะได้เห็นองค์จริง!?)