ตอนบ่าย คณะที่จะเอารถแบคโฮมาขุดดินซ่อมเขื่อนขึ้นมา กราบหลวงปู่ มีนายทหารระดับผู้หมวด ๑ นายเจ้าของรถแบคโฮ ซึ่งตอนแรกนึกว่าใคร ที่แท้เธอก็คือพี่ไสวจากหมู่บ้านหนองควง ตรงข้ามโรงเรียนที่ฉันสอนอยู่ เธอมีท่าทางอมทุกข์เพราะรับงานขุดดินให้รีสอร์ทแห่งหนึ่งแล้วไม่ได้เงิน ผู้จ้างเป็นหนี้เธอถึง ๓ ล้านบาท การหมุนเงินของเธอหยุดชะงัก รถก็จะถูกยึด เธอเป็นคนโผงผาง ใจร้อน พูดอะไรตรงๆ คณะที่มาพากันลงไปข้างล่างเพื่อดูเขื่อน พี่ไสวอยู่ปรึกษาปัญหากับหลวงปู่ ฉันเป็นคนกระซิบให้เธอทำอย่างนั้น เพราะสงสาร เห็นเธอมีความทุกข์กังวล ตลอดเวลาที่เธอพูดท่าทาง ของเธอร้อนรน แต่หลวงปู่กลับนั่งสงบเยือกเย็น

หลวงปู่กำลังใช้ความสงบสยบความร้อนรุ่มในตัวเธอซึ่งก็ได้ผล หลังจากเธอได้ระบายความทุกข์ที่สุมอยู่ในอกดูเธอดีขึ้น หลวงปู่ให้กำลังใจว่า คราวนี้ไปทวงเงินคงได้บ้างแหละ แต่จะให้หมดคงไม่ได้เพราะทางโน้นแย่พอๆ กัน พี่ไสวบอกว่าทางโน้นนัดจ่ายเงินให้เธอวันที่ ๒๒ นี้ ขอให้หลวงปู่ช่วยดลจิตดลใจให้เขาจ่ายเงินด้วย อย่าได้บิดพริ้วอีก เธอคิดว่าหลวงปู่เป็นพระแบบพระทั่วไปที่เธอเห็นมา คือมีอิทธิฤทธิ์เสกน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก ให้หวย ทำนายโชคชะตา ฯลฯ

หลวงปู่ไม่พูดอะไรมากเพราะเห็นว่าเธอกำลังทุกข์หนัก ท่านค่อยๆ พูดเลี่ยงให้พี่ไสวคิดได้ว่าเศรษฐกิจเดี๋ยวนี้มันย่ำแย่ทั่วโลก ต้องปลง และยังเตือนสติว่า

"ไม่มีใครใช้เราทำอย่างนี้ เราเป็นผู้ก่อปัญหาเองทั้งสิ้น เราไม่รู้จักคำว่าพอ จึงเกิดทุกข์อย่างนี้แหละ เมื่อเกิดปัญหาแล้วต้องใช้ความสุขุมรอบคอบคิดแก้ปัญหา ตราบใดยังมีชีวิตคงไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอกหรอก คนที่แย่กว่าเรายังมีอีกมาก ทุกข์ของเศรษฐีต่างกับ ทุกข์องคนจน คนจนทุกข์ว่าหาไม่พอกิน เศรษฐีทุกข์ว่าหากินไม่รู้จักพอ"

ฝนเริ่มตกปรอยๆ เสียงคนข้างล่างเรียกพี่ไสวให้ลงไป พี่ไสว กราบลาหลวงปู่ ก่อนไปเธอแจ้งให้หลวงปู่ทราบว่าการขุดดินคราวนี้ ไม่คิดค่าบริการใดๆ ทั้งสิ้น หลวงปู่ไม่ยอม ท่านพูดว่า

"มึงกำลังจน กูไม่เอาเปรียบมึงหรอก จะไปรีดเลือดกับปูได้อย่างไร รายการนี้ผู้กำกับเขาบอกกูว่า เขาเป็นคนจ่าย"

พี่ไสวตอบว่าผู้กำกับเป็นคนดี ซ้ำยังมีอุปการคุณต่อเธอมาก เธออยากช่วยผู้กำกับทำบุญ

ฝนหยุดแล้ว พี่จรรยาเข้ามาในศาลาเรียนหลวงปู่ว่า มีพระผู้ใหญ่พร้อมด้วยพระติดตามทั้งหมด ๗ รูป กำลังขึ้นมา

เท่านั้นแหละหลวงปู่ลุกขึ้นแล้วพูดว่า "มึงหาพระเป็นหลวงปู่แทนกูที"

ว่าแล้วท่านก็เดินออกจากศาลาเข้ากุฏิในบนหลังคาถ้ำ พวกเราต้องต้อนรับพระคณะนี้ไปตามหน้าที่ ท่านเดินชมในถ้ำ ดูป้ายนิทรรศการที่จัดแสดงไว้ ซักถามข้อมูลจากสุชาติและพี่ยูร คาดว่าท่านคงได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหลวงปู่จึงเดินทางมาดูว่ามาทำอะไรกันที่ถ้ำมีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า

พวกเรานิมนต์หลวงตาสมบูรณ์ นั่งโซฟาทำหน้าที่แทนหลวงปู่ เลขาเจ้าคณะอำเภอถามสุชาติว่าหลวงปู่อยู่ที่ไหน สุชาติบอกว่าลงข้างล่างไปดูเขื่อน พอไปศาลา เลขาฯ ถามพี่ยูรว่าหลวงปู่อยู่ไหน... พี่ยูรตอบอ้อมแอ้มว่าหลวงปู่ป่วยพักผ่อนอยู่ในกุฏิ ไม่ได้เตี๊ยมกันไว้เลยตอบไม่ตรงกัน ท่านถามต่อว่าหลวงปู่มาอยู่ที่นี่ทำอะไรบ้าง พี่ยูรรายงานตามความเป็นจริงว่า อนุรักษ์ธรรมชาติ ปลูกป่า ฯลฯ งานเพียบ ท่านอนุโมทนาแล้วกลับ

หลวงปู่ออกมานั่งที่ศาลาอีกครั้ง ฟังพวกเรารายงาน หัวเราะ กันยกใหญ่เรื่องสุชาติหน้าแตก ถามว่าทำไมหลวงปู่ต้องหลบด้วย

ท่านตอบ "เรื่องอะไรกูจะไปคุยด้วย วัดของมันยังสกปรกอยู่จะมาเที่ยวดูคนอื่น ยังสูบเฮโรอีน ฝิ่น กัญชา นึกว่ากูไม่รู้เรอะ กูไม่มาเป็นหมูให้มันเฉือนบนเขียงหรอกเว้ย"

เย็นนั้นหลวงปู่ขอให้ทุกคนสวดมนต์ทำวัตรเย็น หลังจากทำกายศักดิ์สิทธิ์ โดยการทำงานมาช้านาน ท่านเริ่มให้เราหัดสวดมนต์ ขั้นต่อไป เพื่อชำระกายให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นอันจะนำไปสู่จิตศักดิ์สิทธิ์ วิธีสอนธรรมะของหลวงปู่มีขั้นตอนให้เรายอมรับโดยดุษฎีเต็มใจ ท่านเป็นครูผู้วิเศษประเสริฐ มีใจอารีสุดๆ มีวิธีการสอนที่แยบยลยากจะหาใครเสมอเหมือน ฉะนั้นใครหาว่าหลวงปู่ไม่สอนทำสมาธิเลย ทำแต่งานๆๆ แสดงว่ากำลังเข้าใจผิด

เสียงหลวงปู่ไพเราะจับใจประสานกับเสียงห่านร้องเป็ดร้องของพวกเราฟังแล้วขำดี ยิ่งตอนท้ายเหมือนวงคอรัสเสียงสูงๆ ต่ำๆ

ฉันหันหน้าไปทางน้องจี๊ดหัวเราะกันคิกคัก ที่ร้ายไปยิ่งกว่านั้น รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนมากๆ จนเผลอฟุบหลับไป

ถ้าหลวงปู่หันมาเห็นท่านคงเอาอะไรปาแน่ๆ สวดเสร็จแล้วหลวงปู่กวักมือเรียกพวกเราเข้าไปใกล้ๆ ท่านมีเรื่องจะพูดด้วย คือ

การจะสวดมนต์ให้ได้ผลดีเราต้องเตรียมตัว ดังนี้

หนึ่ง กายสะอาด หมายถึง การวางภาระต่างๆ ทางโลกลงเสีย ฝึกระเบียบทางกาย เรียกว่า มีกายศักดิ์สิทธิ์

สอง วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ (บางครั้งเรียกจิตศักดิ์สิทธิ์) คือ การฝึกใจให้สะอาดบริสุทธิ์ สงบ ปราศจากความโลภ โกรธ หลง เรียกว่า มีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

เมื่อมีสองศักดิ์สิทธิ์

สาม คือ ธรรมก็จะศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย การสาธยายมนต์จะดีไปโดยปริยาย การที่เราจะทำตนให้เป็นที่รักของคนอื่นเราจะต้องเป็นคนที่มีความจริงใจ จริงจัง จดจ่อ จับจ้องในทุกงานที่กระทำ ทุกคำที่พูด สูตรที่คิด สิ่งที่ประดิษฐ์ ไร้มายาการ เปิดเผย ซื่อตรง เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร

อีกเรื่องท่านปรารภที่ศาลาเมื่อตอนบ่ายว่า เมื่อท่านจากไปแล้วขอให้คณะกรรมการของชมรมฯ ช่วยสร้างเจดีย์สูง ๙ ศอกให้ด้วย ประดิษฐานที่หลืบในด้านขวาของถ้ำ (ขวาในที่นี้หมายถึงเราหันหน้าเข้าหาถ้ำ) บนเนินที่ตรงกับปล่องถ้ำที่มีรากไทรย้อยลงมา ตรงนั้นมีศาลเพียงตาอยู่ให้ยกออกเป็นอนุสติเจดีย์ ภายในบรรจุอัฐบริขารและเส้นผมของหลวงปู่พร้อมด้วยพระเครื่องซึ่งท่านสร้างเอง ขอให้วางพระเครื่องไว้สูงกว่าสิ่งของต่างๆ ฟังแล้วรู้สึกใจหายอ้างว้าง วันเวลาแห่งการลาจากใกล้เข้ามาแล้ว

ตอนนี้หลังจากสวดมนต์เสร็จแล้วหลวงปู่ยังพูดย้ำเรื่องนี้อีก แต่เปลี่ยนเป็นว่าให้ทำขณะท่านยังอยู่ คงรู้ว่าถ้าท่านไม่อยู่พวกเราไม่มีปัญญาสร้างหรอก ท่านให้คณะกรรมการหาช่างเขียนแปลนเจดีย์ก่อน ท่านพูดเสร็จแล้วทุกคนเงียบไม่มีใครรับสมอ้าง เพราะยังงงๆ อยู่ ตามกฎของสงฆ์ เมื่อท่านต้องประสงค์สิ่งใดท่านจะประกาศให้ญาติโยมรับทราบเพื่อหาคนรับสมอ้าง พระสงฆ์จะจัดหาเองไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าอาบัติ ต้องสังฆาทิเสส เปรียบกับคนธรรมดา คือ ติดคุกนั่นเอง

เรื่องเจดีย์เช่นกัน หลวงปู่ปรารภถึงสองครั้งสองคราเพื่อหาคนรับสมอ้างนั่นเอง แต่พวกเราไม่ใช่คนวัดมาก่อน ไม่เข้าใจ จึงเงียบกันไปหมด เพิ่งมารู้ตอนหลังเมื่อหลวงปู่อธิบายให้ฟัง ท่านบอกงบประมาณในการสร้างเจดีย์นี้ตกราวๆ ๘๐,๐๐๐ บาท

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่เรากำลังหุงข้าวต้มในครัว มีหนุ่มจีนร่างอ้วนอายุประมาณ ๔๐ ปี โผล่หน้าขึ้นมาที่บันไดกุฏิ (ติดกับครัว) ยกมือไหว้ทักทาย "ผมขอแนะนำตัวครับ" เขาพูดจาฉะฉานดี สนทนาปราศรัยกับเขา จึงรู้ว่ามาจากกรุงเทพฯ กับเพื่อนรุ่นน้อง ๓ คนมาถึงถ้ำตอนตี ๓ ระหว่างทางก่อนถึงถ้ำพบคนก็ถามทางมาเรื่อย ฟังแล้วงง ตี ๒ ตี ๓ จะมีคนให้ถามอีกหรือ? หรือว่ามี... ดลใจให้มาถึงนี่? เขาพบหลวงพี่ทิฟฟี่นอนอยู่ข้างล่างตีนบันได ก็แปลกดีนะ ธรรมดาหลวงพี่นอนในถ้ำ คืนนั้นตอนใกล้สว่างท่านนอนไม่หลับเลยเปลี่ยนที่นอนไปอยู่ตีนบันได เหมือนใครใช้ให้ไปนอนตรงนั้นเพื่อรับอาคันตุกะชุดนี้? ยังไม่จบ ขณะนอนอยู่มีงูเลื้อยมาพอดี คณะนี้มาปลุกหลวงพี่ให้ลุกก่อนงูจะถึงตัว พวกเขาซักถามหลวงพี่เกี่ยวกับหลวงปู่จนแน่ใจว่ามาไม่ผิดที่ จึงพากันขึ้นข้างบนแล้วนอนพักในถ้ำ เราเชิญพวกเขารับประทานข้าวต้ม

เขาไปสนทนาธรรมกับหลวงปู่ถึงเรื่องจิต สติ ช่างซักถามจนหลวงปู่เอ็ดว่า

"มึงฉลาดถามนี่หว่า นี่มึงกะจะดึงกูเข้ารกแล้วชกใช่ไหม กูไม่มีวันหลงกลพวกมึงหรอก หนอยมาหลอกถามเรื่องที่กูสอนไปแล้ว"

เขาหัวเราะชอบใจที่หลวงปู่รู้ทัน แต่ก็กล้าที่จะถามหัวข้อธรรมะต่างๆ ซึ่งที่จริงหลวงปู่ก็พอใจไม่น้อยที่มีคนถามธรรมะ เพราะตั้งแต่หลวงปู่มาอยู่ถ้ำ ลูกหลานที่นี่ไม่เคยสนทนาธรรมะกับท่านเลย เห็นจะเป็นเพราะว่าไม่มีพื้นฐานทางนี้ ซ้ำยังทำงานหนักอีก ไม่มีเวลาจะสงสัยอะไรหรอก หัวถึงหมอนก็ครอกฟี๊แล้วจ้ะ

หลวงปู่เมตตาอธิบายเรื่องจิตกับสติ จิตเปรียบเหมือนแม่ สติเปรียบเหมือนลูก สติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิต เป็นอาการทางจิต เป็นอารมณ์ของจิต จัดว่าเป็นอารมณ์ฝ่ายกุศล ถามไปถามมาเขายิงคำถามสุดยอด

"ทำอย่างไรจึงจะมีสติควบคุมอารมณ์และการกระทำ"

หลวงปู่หันข้างใส่ทันที

"มึงจะไขกุญแจประตูลับของกูเรอะ กูไม่บอก"

เขาอ้อนวอน "รับผมเป็นลูกศิษย์ด้วยคนเถอะครับ"

"ไม่เอา ไม่รับ เต็มแล้ว เล่นตัวเว้ย... มึงอายุเท่าไหร่วะ"

"๔๐ ครับ"

"มึง ๔๐ บวกกับอายุกู ๗๐๐...๘๐๐ ถึง ๘๔๐ ... ปีนี้ปี ๓๖... "

เขาหัวเราะในความรอบจัดของหลวงปู่ ท่านตัดบท

"ปวดท้องเยี่ยว ไปดีกว่า"

ลุกไปดื้อๆ ตามแบบฉบับของหลวงปู่ ท่านยังสำทับอีกว่า "กูจะไปทำพระ อย่าตามกูมานะ"

เขาหันมาหัวเราะกับเราซึ่งนั่งลุ้นอยู่ใกล้ๆ ทราบชื่อเขาในเวลาต่อมาว่า "สมเกียรติ" ลูกน้องที่ติดตามเรียกเขาว่า "อาจารย์" คุณสมเกียรติเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานพวกเขานั่นเอง เขามีกิจการโรงงานทำผ้าขนหนู

คณะที่เป็นนักปฏิบัติธรรมและชอบเสาะแสวงหาอาจารย์ดีๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขากำลังติดตามหาหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร เอาอีกแล้ว! คุณสมเกียรติเล่าว่าเมื่อ ๒-๓ ปีก่อนเขาเคยพบหลวงปู่ ที่วัดอ้อน้อย ตอนนั้นท่านป่วยหนักแต่ยังเมตตาให้เขาเข้าพบ พอหลวงปู่เห็นหน้าเขาท่านก็ยื่นมือออกมาให้เขาจับแล้วพูดว่า "พบกัน อีกแล้วนะลูก"

ฟังแล้วไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหลวงปู่ถึงพูดอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรเขา ท่านยังพูดอีกประโยคว่า

"เรือลำนี้มันรั่วเสียแล้ว ต้องทิ้ง อีก ๕ ปี พบกันใหม่"

คุณสมเกียรติยังได้เส้นเกศาของหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรจากพระธุดงค์รูปหนึ่ง (เขาเล่าให้ฟังนะ ฉันเล่าต่ออีกที ฟังเฉยๆ ไม่ได้บอกให้เชื่อ) เขาเคยไปถ้ำวัวแดง จ.ชัยภูมิ ที่ที่ใครๆ คิดว่า "หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร" เคยพำนักมาก่อน ภาพวาดพระครูฯ ที่นั่งห้อยเท้าวางมือบนเข่าในถ้ำ เป็นภาพที่คนของคุณสมเกียรติวาด ฉันเพิ่งรู้จากเขาในวันนี้เอง แต่ต่อมามีบทความในวารสารฉบับหนึ่งตีแผ่ว่าภาพนี้เป็นภาพของภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง (ฉายาอะไร วัดอะไร จำไม่ได้) ในยุคเราๆ นี่ เพิ่งมรณภาพ เฮ้อ! น่าเวียนหัว ไม่ทราบเกิดผิดพลาดกันอย่างไรจึงกลายมาเป็นภาพพระครูฯ ได้

รู้สึกว่าทุกคนที่มาที่นี่จะคิดว่าหลวงปู่ของเราคือ "หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร" หลวงปู่ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ คงปล่อยให้เป็นปริศนาในหัวใจของลูกหลานทุกคน

ท่านพูดเสมอว่า ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะไปพูดถึงอดีตหรือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว มันแก้ไขอะไรไม่ได้

เราและคุณสมเกียรติกับพรรคพวกยกขบวนไปนั่งคุยหน้าถ้ำ ไม่ทราบอะไรเป็นเหตุดลใจให้ฉันโพล่งออกมาว่าหลวงปู่จะสร้างเจดีย์ก่อนจากที่นี่ไป เป็นเจดีย์หินอ่อนสูง ๙ ศอก พูดถึงตรงนี้คุณสมเกียรติมีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาถามว่า "จริงหรือ"

เขาเล่าว่าก่อนหน้านี้ไม่นานนัก เขาฝันเห็น "หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร" มาบอกเขาว่าจะสร้างเจดีย์แก้ว ๙ ชั้น เขาถามว่าจะให้เขาเป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้ใช่ไหม หลวงปู่พยักหน้ายิ้มๆ จากนั้นเขาเที่ยวหาที่ที่จะมีการสร้างเจดีย์อย่างที่ฝันเห็น แต่ก็หาไม่พบ เพิ่งได้ยินวันนี้แหละ เขารีบรับปากทันทีว่าเขายินดีจะเป็นผู้ดำเนินการ เรื่องนี้ ฉันบอกเขาว่าหลวงปู่ต้องการหาช่างเขียนแบบก่อน เขารับปากจะรีบหาช่างโดยด่วน โล่งอกที่มีคนรับผิดชอบงานนี้ ลำพังชาวถ้ำไม่มีความสามารถหรอกเพราะต้องใช้เงินมากมาย เราพากันไปดูที่ที่จะสร้างเจดีย์ในถ้ำ ดูเสร็จแล้วออกมาจะแจ้งหลวงปู่ ท่านไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ท่านลุกไปนั่งที่ศาลาอีก เราตามไปศาลา คุณสมเกียรติ แสดงเจตจำนงเรื่องสร้างเจดีย์

หลวงปู่ฟังเฉยสงวนทีท่าไว้ก่อน ท่านอธิบายภายหลังว่าที่ท่าน ไม่ยินดียินร้ายเพราะถือว่างานนี้เป็นเรื่องของทางชมรมฯ ที่ควรจะรับผิดชอบ ไม่ควรให้คนอื่นมาข้ามหน้าข้ามตา แต่ในเมื่อทางชมรมฯ ยังเพิกเฉย ท่านจำเป็นต้องยกบุญส่วนนี้ให้คนอื่น ลูกหลานที่นี่จะมาว่าท่านตอนหลังไม่ได้ ท่านทำอะไรรอบคอบและมีเหตุผลเสมอ ดูๆ ไปอะไรช่างบังเอิญเหมาะเจาะไปหมด อยู่ๆ ก็มีคนมารับสมอ้าง คิดว่าท่านคงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าจะลงเอยอย่างไร

คุณสมเกียรติจึงเผยแผนงานให้ฟังว่าในเมื่อหลวงปู่ต้องการให้บุญตรงนี้กระจายไปให้ทั่วถึง เขาจะจัดผ้าป่ามากองหนึ่งในวันทอดกฐิน สามีแนะนำว่าไม่ควรจัดผ้าป่าในวันนั้น ควรจัดก่อนหน้า นั้นจะดีกว่า เขาตกลงตามนั้น เขาบอกอีกว่าจะจ่ายทดลองไปก่อน แล้วค่อยหักจากผ้าป่า เงินที่เหลือยกให้ทางถ้ำ

คณะนี้อยู่รับประทานอาหารกลางวันแล้วจึงลากลับ ก่อนไปยังซื้อน้ำผึ้ง ยาหม่อง สั่งจองพระหลายชุด

ตกบ่ายอาจารย์บุญล้อมนำเงินจากวัดอ้อน้อยมามอบให้หลวงปู่ เป็นค่าน้ำผึ้ง ๑๒,๐๐๐ บาท แต่สามีเรียนหลวงปู่ว่าทางวัดมีอุปการ- คุณกับพี่น้องทางถ้ำมาก ไม่ควรคิดเงินค่าน้ำผึ้งเต็มที่อย่างนี้ ตกลง ทางเราคิดเพียง ๘,๐๐๐ บาท คืนไป ๔,๐๐๐ บาท

พูดถึงอาจารย์โรงเรียนศึกษานารี "อาจารย์ประณีต" ร่างเตี้ยป้อม ผมหยักโศกยาวผูกรวบไว้ข้างหลังเรียบร้อย ใจเย็น ไม่ช่างพูด ทำงานแข็งขัน มาถ้ำครั้งใดจะต้องล้างจาน ขัดถูหม้อชาม รามไห ซึ่งเป็นงานที่ใครๆ ก็เบื่อ เธอเป็นกรรมการคนหนึ่งของวัดอ้อน้อย มาถ้ำแต่ละครั้งแสนจะลำบากต้องอาศัยคนอื่นมา บางครั้ง ต้องนั่งรถเมล์มาเอง หลวงปู่มักจะทักว่า

"มาทำไม มันลำบาก ดูซิอุตส่าห์ตะกายมา"

เธอเป็นสาวโสดไม่มีภาระอะไร บ้านเกิดเมืองนอนอยู่นครศรีธรรมราชแห่งเดียวกับพี่จรรยา ครั้งหนึ่งหลวงปู่เห็นเธอล้างจานทั้งวัน ท่านทักว่า

"กูเห็นมึงล้างจานทั้งวันเลยนะ ล้างจนมือเน่าแหละมึงเอ๋ย กูว่าใช้ตีนเขี่ยๆ ไอ้พวกจานนี่ทิ้งลงข้างล่างเสียมั่งเหอะ"

ท่านพูดติดตลก นั่นแหละคือการให้กำลังใจคือคำชม ท่านไม่ชมใครต่อหน้าไม่ชมใครตรงๆ

คุณวีรชัย ศิษย์ใกล้ชิดอีกคนหนึ่งพาครอบครัวมากราบหลวงปู่ ปรึกษาปัญหาครอบครัว หลวงปู่ทำหน้าที่เป็นศิราณีได้ดี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแบบไหน ท่านสามารถให้คำแนะนำได้หมด ก่อนกลับเขาแจ้งกรรมการถ้ำว่า จะบริจาคเก้าอี้หินวางไว้ใกล้ทางขึ้นบันไดใหม่สัก ๓ ตัว ให้เขียนชื่อบุตรสาวของเขาลงไปด้วย และจองน้ำผึ้ง ๒๐ ขวด

คุณแม่ของคุณวีรชัยเป็นเศรษฐีนี ร่างอ้วน ขาพิการ ๑ ข้าง เดินไปไหนต้องมีไม้เท้าช่วยยัน เธอก็อุตส่าห์ถ่อขึ้นถ้ำจนได้ มาทีไร มีอาหารดีๆ มาถวาย แต่แหม! เธอก็มีปัญหามาถามจนเกินคุ้มค่าอาหารทีเดียว บ่อยครั้งที่หลวงปู่เพิ่งตักอาหารเข้าปากคำแรก เธอยิง คำถามแรกตามติดๆ ชนิดไม่ให้ตั้งตัวจนหลวงปู่ชะงักช้อนลงในจาน "ฮะ! นี่กูยังไม่ได้กินข้าวเลยนะ ให้กูกินอิ่มก่อนได้มั้ย" เธอหัวเราะแหะๆ ขยับตัวออก

แต่หลวงปู่ไม่ได้โกรธเกลียดอะไร ยังเมตตาตอบให้เสมอ ท่านแกล้งดุไปอย่างนั้นเอง

อาจารย์โฉมยงกับสามี (วุฒิวงศ์-แป๊ะ) ขึ้นถ้ำมากราบหลวงปู่ พี่บุญล้อมเป็นคนพาอาจารย์โฉมยงมาหาหลวงปู่ เธอมีปัญหาเรื่องคุณพ่อซึ่งมีอายุมากแล้วและกำลังป่วย ข้าวปลาอาหารไม่ยอมรับประทาน แรกๆ หลวงปู่ไม่ต้อนรับแถมยังเอ็ดอาจารย์บุญล้อมว่า เที่ยวพาใครต่อใครมารบกวนท่าน อาจารย์หญิงทั้งสองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหลวงปู่ใจอ่อนเห็นว่าเธอมีความทุกข์จริงๆ จึงให้คำแนะนำไปว่า คุณพ่ออายุมากแล้วต้องการการยอมรับจากลูกเมียมากกว่านี้ เมื่อไม่ได้ดังใจจึงเกิดอาการป่วยทางใจ เรียกว่า "เกิด การล้มเหลวทางอารมณ์"

วิธีรักษาท่านจึงควรสร้างความอบอุ่นทางใจให้ท่านมากๆ ดีกว่าเยียวยาเป็นไหนๆ แล้วจะดีขึ้นเอง จากนั้นมาพี่โฉมยงเทียวมาร่วมกิจกรรมทางถ้ำ และเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่ง เป็นประชาสัมพันธ์เสียงหวานของชมรมฯ ส่วนพี่แป๊วสามีก็เป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกับพี่ยูร เดี๋ยวนี้โฆษกประจำถ้ำกับวัดมีฉัน พี่โฉมยง มณีรัตน์ (ติ๋ม) หลวงปู่สั่งเตรียมงานทอดกฐิน เช่น อาหารเลี้ยงแขก แต่งตั้ง แม่ครัวรับผิดชอบ ส่วนถ้วยจานชาม กลด เครื่ององค์กฐิน ยืมวัดอ้อน้อยหมด หลวงปู่ค่อนขอดว่า

"เข้าใจหากินนะ ไม่ยอมลงทุนอะไรเลย ยืมเขาหมด"

พูดถึงห้องน้ำห้องส้วม หลวงปู่ไม่อยากให้คนมาประดังใช้บนถ้ำเพราะไม่สะดวก จึงคิดสร้างไว้ข้างล่างหลบมุมใกล้ๆ ทางขึ้นบันไดใหม่ เสร็จจากงานนี้ก็ยกให้คนที่มาเที่ยวถ้ำได้ใช้ หรือถ้ามีการนำเยาวชนมาเข้าค่าย ห้องน้ำนี้จะมีประโยชน์ต่อพวกเขา เงินที่สร้างส้วมมีคนใจบุญบริจาคให้สุขาสวยงาม ๖ ห้อง

ตกเย็นท่านถามว่าจะสวดมนต์หรือสนทนาธรรม ทุกคนบอกว่าสนทนาธรรม หลวงปู่ปลีกตัวไปกวาดลานหินโค้ง นี่คือหลวงปู่ของเรา เป็นได้ทุกอย่างทุกเรื่อง กวาดเสร็จท่านนั่งบนขอบปูน พวกเรานั่งพื้นล่าง ท่านเอ่ยว่า

"เอ้า! วันนี้กูเปิดโอกาสให้พวกมึงซักถามปัญหาธรรมะ เร็วนะ ช้ากูลุกนะเว้ย"

พี่โฉมยงถามเป็นคนแรกว่าในเมื่อเรายังต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกอยู่ ทำอย่างไรที่เราจะไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ หลวงปู่ตอบว่า

"อารมณ์ทั้งหลายเป็นเพียงอาการของจิต มันเป็นมายาของจิต เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป โดยธรรมชาติแล้วจิตของคนเราจะไม่มีว่าง ถ้าจะว่างก็เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น อารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้นเปรียบเสมือนแขกที่มาเยือนเราเป็นครั้งคราว เราเป็นเจ้าของบ้าน เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกต้อนรับแขก คนเราย่อมเกลียดทุกข์รักสุขด้วยกันทั้งนั้น เรื่องอะไรเราจะไปตกเป็นทาสของอารมณ์ที่เกิดขึ้น ในเมื่อเรารู้อยู่ว่า ถ้าเราออกไปรับอารมณ์ภายนอกก็เท่ากับเราไปยืนอยู่นอกบ้าน รับพายุฝนทั้งเปียกทั้งหนาว เราจะเอาไหม เราก็ไม่เอา เราต้องสลัดทิ้ง แล้วอะไรล่ะที่จะเป็นตัวควบคุมให้เกิดการรู้เท่าทันอารมณ์ ก็สติอย่างไรล่ะ สติเป็นส่วนหนึ่งของจิต แต่เป็นฝ่ายกุศล"

ถามว่าถ้าเราอยากจะถึงนิพพานต้องมีสติขนาดไหน

"เต็มตัวทั่วพร้อมจิตเลยเชียวแหละ"

ท่านสาธยายต่อไปว่า "เจตสิก คือสภาวะอาการของจิต รูปคืออาการปรุงแต่ง ตัดตัวเจตสิกรูปทิ้งก็ถึงนิพพาน"

ถามว่าแล้วทำอย่างไรจะฝึกอย่างไร ถึงจะมีสติเต็มตัวทั่วพร้อม

"ไม่บอก ยังไม่มีอารมณ์ ไม่บอก"

ก็เรายังไม่ลงมือทำอะไรเลย จะไปถามเรื่องที่สูงกว่านั้น ท่านจะไม่ตอบ ภาวะไม่เหมาะ ไม่สอน นี่คือแบบฉบับของหลวงปู่ ถามว่าที่หลวงปู่ให้ฝึกลม ๗ ฐาน เป็นการฝึกสติได้ไหม

"เออ! นั่นแหละ เป็นตัวฝึกสติอย่างดีเลยมึงเอ๋ย"

หลวงปู่ระบายความในใจว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สมองท่านฝ่อไปมาก โง่ไปเยอะ (ความจริงท่านกำลังด่าสั่งสอนพวกเรา) มาอยู่กับคนถ้ำชุดนี้เป็นพวกปัญญาอ่อน โง่ทั้งนั้น ทำแต่เรื่องงี่เง่า คุยแต่เรื่องไร้สาระ บ้าขายของ ไม่มีใครคุยธรรมะกับท่านบ้างเลย สู้คุณสมเกียรติที่มาเมื่อเช้าก็ไม่ได้ หลวงปู่ต่อว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เพื่อกระเทาะสนิมในตัวเราให้หลุดออก ท่านปล่อยให้ลูกหลานวิ่งเล่นนอกบ้านมานานแล้ว ถึงเวลาที่จะเข้าห้องเรียนศึกษาวิชาธรรมะ เรื่องจิตวิญญาณเสียที

พี่บุญล้อมเรียนถามว่า ทำอย่างไรจึงจะเอาชนะความง่วงเหงา หาวนอนได้ มันเป็นกิเลสตัวร้ายที่เธอต้องต่อสู้กับมันมาช้านาน โดยเฉพาะตอนเช้าๆ แทบไม่อยากลุกจากที่นอนเลย หลวงปู่ไขข้อข้องใจดังนี้

"มันก็ไอ้ประเภทกายพลิก กระดิกเท้า กระดกตูด หัวตูดติดหมอน พวกเณรที่วัดกูเป็นกันเยอะเลย การลุกจากที่นอนมันมีวิธีอยู่ว่า ต้องตื่นทั้งกายและใจ ส่วนใหญ่มันตื่นแต่กาย ใจไม่ตื่น ลุกขึ้นมาแล้วยังเมาขี้ตา ไม่ได้เรื่อง อยู่ที่ใจลูกเอ๊ย อะไรจะมาใหญ่ กว่าใจเป็นไม่มี"

สรุป หลวงปู่ย้ำสติมาก ท่านสรรเสริญสติเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อมีสติ เราจะไม่มีการคิดผิด พูดผิด ทำผิด เมื่อเราทำอะไรไม่ผิดนั่นคือ สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว มันเป็นสูตรสำเร็จอยู่ในตัว โยนตำราทิ้งได้เลย การสนทนาธรรมในคืนนี้ก็จบแค่นี้

เย็นวันศุกร์ที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ขึ้นถ้ำกับเปี๊ยก ลูกชายคนกลาง ถึงถ้ำมืดแล้ว หลงปู่นั่งที่ลานหินโค้งเงียบๆ แต่ผู้เดียว ผู้คนเพิ่งกลับบ้าน เอาภาพศิลป์ยันต์สวัสดิกะที่เปี๊ยกทำมาให้ดูโดยเห็นยันต์ของหลวงปู่เวียนขวา ลูกชายเผลอทำเวียนซ้ายซึ่งหลวงปู่บอกว่าเวียนซ้ายก็มีถือว่าประทานพร เวียนขวาปราบมาร ท่านใช้ให้เอาไปไว้ในถ้ำหน้าโต๊ะหมู่บูชา

สนทนากับหลวงปู่หลายเรื่อง ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่ขึ้นมาหาหลวงปู่มีหลายประเภท บางคนตั้งใจมา บางคนตามคนอื่นมา บางคนศรัทธาจริงใจ บางคนหวังผลประโยชน์มากบ้างน้อยบ้าง พอไม่ได้ดังใจก็หายหน้าไป แต่ท่านไม่ยินดียินร้ายอะไร ใครจะไป ใครจะมาก็ช่างเถิด บางคนเรียนสูงและมีมานะมาก ท่านอธิบายว่า พวกนี้เหมือนแมวหมากลัวขนร่วง คนเรียนสูงทำไมจะโง่กว่าเด็กเลี้ยงควายไม่ได้ คนเรายิ่งสูงยิ่งต้องทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน พวกมีทิฐิมาก พอตักเตือนเข้าก็โกรธ

ท่านลงท้ายว่า "มีพ่อแม่ที่ไหนบ้างที่ด่าลูกด้วยความเกลียด"

ฉันขอคำปรึกษา (เป็นครั้งแรก) จากหลวงปู่เรื่องพี่สาวคนโตอายุประมาณ ๖๐ กว่า เธอป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รักษามา ๙ ปีเต็มๆ อาการไม่ดีขึ้นเลย ตอนนี้เป็นก้อนคล้ายๆ เนื้องอกขึ้นตามตัว หลวงปู่ออกความเห็นว่า

"ระวังนะ หมอสมัยนี้บางทีอย่าไปเชื่อมันนัก มันเคยวินิจฉัยผิดๆ เหมือนกัน ไม่รู้เป็นยังไง เอะอะก็เป็นมะเร็ง คนไข้ตกใจเลยตายห่าไปทั้งๆ ที่ไม่ใช่ อย่างของพี่สาวมึงไปหาหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้ตรวจดูอีกทีให้แน่ใจ มันมีอีกอย่างที่คล้ายๆ กัน คือ บางทีร่างกายได้รับเชื้อไวรัสมันจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้าน เกิดเป็นก้อนตามตัว ดูไม่ดีนึกว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เอาอย่างนี้ซิ มึงถามพี่มึงดูว่ามีอาการอย่างไรบ้าง เช่น ตอนเย็นๆ มีไข้ขึ้นหรือเปล่า เบื่ออาหารมั้ย ถ้ามีอาการอย่างที่ว่า นั่นแหละค่อยเชื่อว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง"

เวลาผ่านไปจนใกล้ ๓ ทุ่มกว่า สองคนแม่ลูกพักที่นั่น เช้ามืด ตื่นขึ้นมาจึงทราบว่า เมื่อคืนพี่จรรยากับสุชาตินอนค้างที่นี่เช่นกัน หลวงปู่นอนกุฏิในโดยสละห้องของท่านที่กุฎิ บอกให้พวกแม่ครัวนอน แต่ไม่มีใครนอน ทุกคนเจียมเนื้อเจียมตัว ช่วยกันทำครัว จัดอาหารรับอรุณถวายหลวงปู่และพระภิกษุสงฆ์

สักครู่เมื่อหลวงปู่ออกมา ฉันเข้าไปกราบลา ท่านทำตาโต

"หา! ทำไมจะกลับแล้ว อีห่า"

ฉันชี้แจงว่าต้องเอารถยนต์เข้าศูนย์ตรวจสภาพตามกำหนด พรุ่งนี้วันอาทิตย์ต้องไปถางหญ้าในไร่ซึ่งพ่อสามีเพิ่งออกปากยกให้ (หลวงปู่ได้สอนวิธีรักษาหน้าดินโดยการปล่อยให้หญ้าคลุมบ้าง อย่าถางจนหมด รวมทั้งเรื่องการดูแลสวนด้วย)

ท่านพยักหน้า "เออๆ! ไปเหอะ ธรรมะรักษา" นี่คือคำอวยพร ก่อนลาจากซึ่งหลวงปู่ใช้กับทุกคนจนติดปาก เราถือว่านั่นคือวาจาสิทธิ์จากใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วของพระจริงๆ ถ้าหลวงปู่ทักท้วงไม่ให้ กลับ จงเชื่อ! พวกเรารู้ดีข้อนี้ ประสบพบเหตุกันมาแล้ว ทักแล้วไม่เชื่อ ออกไปเจออุบัติเหตุทุกราย!

เที่ยงวันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ฉันพาน้องชายและ น้องสะใภ้ของสามีขึ้นถ้ำ หลังจากร่ำๆ มาหลายครั้งแล้ว สองคนนี้ป่วยหนัก น้องชายป่วยเป็นมะเร็งที่คอ น้องสะใภ้เป็นโรคผอมแห้ง จากน้ำหนัก ๖๐ กิโลกรัม เหลือ ๓๐ กิโลกรัม เหมือนผีตายซาก เพราะเธอคิดลดน้ำหนักโดยการกินยา อันตรายมาก ผลจึงออกมาเช่นนี้ ถึงหยุดยาแต่ผลข้างเคียงตามมามากมาย ตอนไปถึงหลวงปู่กำลังนอนพักผ่อนที่เตียงพับในศาลา (ท่านก็ป่วย) ไซนัสกำเริบ ฝนตกอากาศชื้นทีไรหลวงปู่จะมีอาการทันที เราเข้าไปกราบท่าน ท่านถาม

"มาทำไม มีธุระอะไรหรือ"

เรียนท่านว่าพาคนเจ็บมาให้ช่วยดู (หมู่นี้ไม่รู้เป็นอย่างไร มาขอคำปรึกษาแต่เรื่องคนเจ็บ) หลวงปู่วินิจฉัยว่า ฝ่ายหญิงน่าจะเป็นโรคลงแดง (โบราณเขาเรียกอย่างนั้น)

ส่วนฝ่ายชายท่านแนะนำว่ารักษาหมอคนไหนก็ให้รักษาไปอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เขาจะฉายแสงหรือฉีดยาก็แล้วแต่ ควรทำให้ครบคอร์ส (หลวงปู่มีความรู้เรื่องการรักษาโรคแบบสมัยใหม่ พอๆ กับแบบโบราณ) ถ้าไม่หายหรือไม่ดีขึ้นก็ค่อยมาว่ากันใหม่ ท่านบอกว่าถึงท่านไม่ได้เป็นหมอแต่ก็พอจะรู้จรรยาบรรณของหมอบ้าง ท่านขอไม่รับรักษาซ้อนกับหมอหรอก สนทนาสักครู่หลวงปู่ให้ไปหยิบน้ำผึ้งในถ้ำมา ๓ ขวดให้น้องสะใภ้ ท่านบอกว่าให้กินดังนี้

ใน ๑ มื้อ ให้กินกล้วยน้ำว้าสุก ๒ ลูก ไข่ต้ม ๑ ฟอง น้ำผึ้ง ๑ ช้อนโต๊ะ กินอย่างนี้วันละ ๓ มื้อ เธอทำหน้าผะอืดผะอมเพราะเกลียดกล้วย หลวงปู่ยื่นคำขาดว่า

"ถ้ามึงยอมกิน กูจะรับรักษาผัวมึง ถ้ากินไม่ได้อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก หนอย... ถ้ามึงรักผัวมึงจริงต้องกินได้ซีวะ"

เธอรีบรับปาก แต่คิดว่าปฏิบัติตามคงยาก เพราะเธอเป็นคนกินอะไรยากแล้วดื้อด้วย

ฉันถามตรงๆ ว่า น้องชายแฟนจะตายไหม หลวงปู่เอียงคอ มองหน้าเอามือหนึ่งลูบคางของท่านเอง สักครู่ตอบว่า "กูดูๆแล้วไม่เห็นประตูวิญญาณของมันเปิด คิดว่าคงยังไม่ตายหรอก"

ไม่ทราบว่าอันนี้เป็นจิตวิทยาของท่านหรือเปล่าที่ใช้ปลอบประโลมคนไข้ให้มีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้าย อย่างน้อยเขาก็ยิ้มด้วยความสดชื่น ไม่พูดอะไรเลยเพราะพูดไม่ค่อยได้ น้องสะใภ้ถามบ้าง (ด้วยคำถามแบบเดียวกัน) หลวงปู่พูดสะบัดๆ ใส่

"อ๋อ! อย่างมึงนี่ยมบาลลืมเอาไป"

ที่จริงหลวงปู่ไม่รับรักษาใครง่ายๆ หรอก ยิ่งเป็นคนแปลกหน้าด้วย นับเป็นวาสนาของสามีภรรยาคู่นี้ เสียดายเขาไม่ค่อยจะกระตือรือร้นใฝ่หา มีชีวิตลอยชายไปวันๆ โดยเฉพาะน้องชายมองดูเขาไม่สนใจจะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อีกต่อไป ปล่อยตัวเรื่อยเปื่อย เราก็ไม่คะยั้นคะยอให้เขามาอีก เพราะดูเขาไม่มีเรี่ยวแรงจะปีนถ้ำประมาณ ๑ ปี (ถ้าจำไม่ผิด) เขาก็เสียชีวิตอย่างสงบ ส่วนภรรยายังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ อาการป่วยหายเป็นปกติ อยู่กับลูกสาวคนเดียว แต่เธอไม่สนใจเรื่องวัดๆ เราก็ช่วยได้แค่นั้น

ต่อมาฉันพาพี่สาวซึ่งป่วยเป็นมะเร็งไปหาหลวงปู่ถึงถ้ำ ลูกๆ ของพี่สาวมีความกตัญญูดีมาก แบกแม่ขึ้นบันไดเป็นร้อยๆ ขั้น หลวงปู่แนะนำให้กินเห็ดทุกชนิด ทุกมื้อ ทุกวัน เป็นการล้างพิษ อีกประการอย่าเครียด มิฉะนั้นโรคจะกำเริบ ข้อแรกรับได้ แต่ข้อ สองคงยาก เพราะพี่สาวยังห่วงลูกชายคนเล็ก (อายุ ๑๐ กว่าขวบ) ซึ่งเป็นเด็กไม่เอาถ่าน สร้างปัญหากับพี่ๆ ทุกคน มีพฤติกรรมเหมือนเด็กที่หลวงปู่เรียกว่าเป็นดอกไม้พลาสติก แต่นี่เป็นเพราะ พี่สาวตามใจจนเกินไป ใครๆ แตะต้องไม่ได้ เลยเสียเด็ก

หลวงปู่แนะนำให้พี่สาวปล่อยมือบ้าง อย่าโอ๋ลูกนัก ถ้าเขายังไม่ดีขึ้น ให้ทุกคนในบ้านเลิกบ่น เลิกด่า เลิกสนใจเขา ทำเหมือนไม่มีเขาในบ้าน ถ้าเขาเข้าบ้านตามเวลา กินข้าวตามเวลา ก็ให้เขาร่วมวงได้ ถ้าผิดเวลาก็อย่าเหลืออะไรไว้ให้ หัดให้รู้จักตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ ถ้าไม่ปรับปรุงตัวก็ปล่อยให้อด ดัดนิสัย เมื่อกลับไปรู้สึกไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะเข้าตำราพูดง่ายทำยาก เข้าข้อเข้ากระดูกเสียแล้ว พี่สาวเป็นคนประเภทชอบแบก ปลงไม่ได้ ชั่วชีวิตของเธอมีแต่ทำมาหากิน หาเงินงกๆ เรื่องอื่นไม่สนใจ ถ้าจะสนใจเข้าวัดก็เป็นประเภทบนบานศาลกล่าว

๑ ปีต่อมาเธอก็เสียชีวิตอย่างสงบ ก่อนเสียชีวิตทุกครั้งที่เธอทุกข์ทรมานกับอาการปวดท้องอย่างรุนแรง เธอจะดื่มน้ำมนต์ของหลวงปู่อาการปวดจะหายไป บางครั้งเรียกหา "หลวงปู่ๆ" พอมาเล่าให้หลวงปู่ฟัง ท่านบอกว่า "มันฉลาด ยังรู้จักเรียกหากู"