รายสุดท้ายเป็นน้องสาวของสามี (บ้านนี้มีแต่คนขี้โรค ยกเว้นสามีซึ่งแข็งแรงอ้วนท้วนดี) เราพาไปให้หลวงปู่รักษา เผอิญวันนี้ท่านป่วย มีคนไข้จากแดนไกลมาให้ท่านรักษาหลายคน สุดท้าย ท่านก็หมดแรง เราไม่กล้ารบกวนท่านอีก เป็นอันว่าไม่ได้รักษา แต่เธอและครอบครัวก็ยังคงทำบุญร่วมกับกิจกรรมของถ้ำและวัดเสมอมา ถึงไม่บ่อยเหมือนเราสองตายาย แต่นับว่าเธอมีส่วนในกิจกรรมของหลวงปู่มากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ แปลกที่เธออยู่สุขสบายดีตามอัตภาพ ทั้งที่เธอต้องต่อสู้กับโรคที่รุมเร้า กินยาวันเป็นกำๆ จนกระดูกเอย กระเพาะเอยได้รับผลกระทบอย่างมาก ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นโรคอะไร เหนื่อยก็บวม เครียดก็บวม แต่เป็นเพราะเธอใฝ่ธรรมะ เธอจึงชนะโรคร้ายด้วยกำลังใจ คนทั่วไปจะไม่รู้ว่าเธอป่วย ไม่มียาอะไรจะเยียวยาได้ดีกว่าธรรมะอีกแล้ว

จะเห็นว่าผู้ป่วย ๓ รายนี้ มีตอนจบไม่เหมือนกัน สองรายแรกจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร เพราะเขาไม่ใฝ่กุศล ไม่ฉลาดในการดำเนินชีวิต แต่รายสุดท้ายดำเนินชีวิตอย่างผู้มีธรรมะในหัวใจ โรคร้ายก็ทำอะไรเธอไม่ได้

วันพุธที่ ๒๕ สิงหาคม สามีไปนิเทศนักศึกษาฝึกงานที่ชะอำเสร็จแล้วถือโอกาสเลยไปถ้ำ เพื่อจะเอาหนังสือแบบเจดีย์ที่คุณ สมเกียรติฝากคุณถาวร (ลูกน้อง) มาทิ้งไว้ที่บ้านเพื่อให้หลวงปู่ดู คราวนี้เขาไปทางหัวหินและสนทนากับคุณไก่และคุณวันเพ็ญ พบคุณสมจิตที่นั่นด้วย สามีชักชวนให้พวกเขาไปหาหลวงปู่บ้าง หลังจากหายหน้าไปนาน คุณไก่มีธุรกิจมาก คุณสมจิตปวดหัวเข่าซึ่งตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว พวกเขาตกลงกันว่าจะหาเวลาไปเย็นนี้ สามีไถลที่หัวหินเป็นชั่วโมง จึงบึ่งขึ้นถ้ำ ระหว่างทางแวะคุยกับพี่ยูรที่โรงเรียนหนองซอ ทราบว่าดินซึ่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาที่ดินขอจากชลประทาน เพื่อจะเอามาอัดพื้นเขื่อนที่ถ้ำไม่ให้น้ำซึมนั้น ไม่ได้เสียแล้ว ต้องไปขอนุญาตจากผู้อำนวยการเขตที่จังหวัดกาญจนบุรี เรื่องมันยุ่งอย่างนี้พี่ยูรเลยล้มเลิก พี่ยูรบ่นว่าระบบราชการก็เป็นอย่างนี้แหละ ทั้งๆ ที่เราทำประโยชน์ให้ด้วยซ้ำยังมายึกยักอีก น่าโมโห ช่างเถิดนะพี่ยูร หลวงปู่สอนอยู่เสมอว่า

"อุปสรรคและปัญหาทำให้เราฉลาดและรอบรู้มากขึ้น รวมทั้งมีพลังมากขึ้น ถ้าเราสู้ปัญหา ไม่หนีปัญหา ชีวิตคือการต่อสู้ ปัญหาคือการเรียนรู้ ศัตรูคือครูของเรา"

มาถึงเชิงเขาถ้ำไก่หล่นทราบว่าห้องน้ำที่กำลังสร้างมีปัญหาเล็กน้อยคือช่างทิ้งงานไปดื้อๆ เพราะได้งานที่ดีกว่า หลวงปู่ไม่แสดง ความหงุดหงิดอะไร

"มันทำถูกแล้ว เป็นกูก็ต้องเอาทางโน้น มึงคิดดูซิ ได้งานใหญ่กว่า เงินดีกว่า แถมยังใกล้บ้านอีก ไม่ต้องตะกายมาถึงนี่"

คุณแป๊ะ (วุฒิวงศ์ สามีพี่โฉมยง) มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เพิ่งมาสัมผัสหลวงปู่เมื่อเร็วๆ นี้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับพี่ยูรด้วย รับอาสาพาช่างของเขามาทำจนเสร็จในที่สุด

สามีขึ้นถ้ำกราบหลวงปู่ สนทนาธรรม มีอยู่ตอนหนึ่งท่านสอนว่า "การฆ่าสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสิงสาราสัตว์หรือแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า ไม่ร้ายเท่ากับการฆ่าเวลา"

สามีเล่าว่าไปแวะหาคุณไก่มา บางทีเย็นนี้เขาอาจจะมากราบหลวงปู่ ท่านเอ็ดว่าไปยุ่งกับเขาทำไม เขาไม่มีเวลาก็ช่างเขาไปเซ้าซี้ อยู่ได้ เดี๋ยวเขาจะเข้าใจผิดคิดว่าหลวงปู่อยากได้อะไรจากเขา

เมื่อพูดถึงเขื่อน หลวงปู่เล่าว่า "กูอั้นฝนไว้หลายวันเพื่อรอดินเหนียวมาลง ตกลงดินก็ไม่ได้ กูจะทำกูเอง ไม่ต้องรอดินเหนียว ฝนก็จะเลิกสกัดกั้นแล้ว"

สามีเอาภาพเจดีย์ให้หลวงปู่เพื่อเลือกรูปแบบ เขาเล่าว่าดูกันอยู่สองคนบนศาลา คุยกันกระหนุงกระหนิงท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ มีแต่เสียงกระดิ่งกังสดาล (ฉันหามาติดสี่มุมหลังคาของศาลา) ดังกรุ๊งกริ๊งยามลมโชยมา เป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากที่สุด ภิกษุหนุ่มกับชายวัยกลางคน เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดเจือปน ในระหว่างที่กำลังพิจารณาแบบอยู่นั้น ความคิดมโนทัศน์ของหลวงปู่ช่างมีมากมายเหลือคณานับ เพียงเห็นภาพยอดเจดีย์หลวงปู่ก็อธิบายว่า ภาพนี้เป็นภาพที่กินใจ สามารถแสดงพลังได้หลายอย่าง แสดงถึงความมีอำนาจ ความเป็นสง่าราศี ความเฉียบแหลม ความมั่นคงถาวร ความเป็นหนึ่งเดียว ฯลฯ

จากนั้นท่านเลือกรูปแบบเจดีย์ตามสไตล์ของท่าน ใช้ศิลปะร่วมสมัย ฐานกว้าง ๕ ศอก สูง ๙ ศอก ส่วนฐานเป็นแบบรัตนโกสินทร์ กลางเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ ปลายเป็นสมัยเชียงแสน มี ๒ แบบ คือ ยอดแหลมกับยอดบัวตูม หลวงปู่ให้ไปเขียนมาก่อนแล้วค่อยเลือกอีกครั้ง

หลวงปู่เคยปรารภไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ท่านฝันเห็นพระพุทธรูปร้องไห้ ทำให้ท่านคิดว่าต้องมีเหตุเพทภัยเกิดขึ้นในแผ่นดินแน่ๆ ขนาดพระพุทธรูปยังร้องไห้ จำต้องทำการมงคลใหญ่สักครั้ง อีกประการหนึ่ง หลวงปู่มีงานที่จะต้องทำอยู่ชิ้นหนึ่ง คือ

หาผู้ที่สืบทอดจิตวิญญาณทางพระธรรม ๑๐ องค์ (หาดวงอาทิตย์ ๑๐ ดวง ท่านว่าอย่างนั้น) แต่หาทั้งแผ่นดินแล้วยังไม่พบเลย หลวงปู่จึงคิดสร้างพระ ๑๐ องค์แทน สร้างมาแล้ว ๙ รุ่น รุ่นที่ ๑๐ จะเป็นรุ่นสุดท้าย ต่อไปจะไม่มีการสร้างอีก ไม่มีการแจกหรือจำหน่าย ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่วัด อีกส่วนเก็บที่เจดีย์ พระที่จะสร้างทั้งหมดมีจำนวน ๙๑๙ องค์ เป็นพระหน้าตัก ๙ นิ้ว ปางประทานพร (พระคันธารราช) กับพระสังกัจจายน์ อย่างละ ๑๕๐ องค์ หน้าตัก ๕ นิ้ว อย่างละ ๑๕๐ องค์ พระกริ่งอวโลกิเตศวร ๓๑๙ องค์

หลังจากดูภาพเจดีย์ในหนังสือเสร็จแล้ว หลวงปู่ให้สามีไปหยิบปฏิทินมาดูว่าเดือนตุลาคมนี้มีวันไหนเป็นวันดีบ้าง เดิมจะเอาวันที่ ๒๔ ธันวาคม แต่ดูแล้วไม่มีฤกษ์การหล่อพระ สามีบอกว่ามีคนเขาอยากจะออกทองคำทำพระองค์ที่สิบ หลวงปู่ตอบว่าคงอนุญาตไม่ได้ เพราะไม่ต้องการให้เป็นเรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง อีกอย่างคุณนพพรรับเป็นผู้ดำเนินงานเรื่องนี้มานานแล้วอีก ๓-๔ วันต่อมาหลวงปู่ปรารภเรื่องแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นนาค (ของแท้) อย่างละ ๒๓ แผ่น ในการหล่อพระกริ่ง ว่าใคร จะเป็นผู้หามา สามีรับสมอ้างทันที หลวงปู่จึงเอ่ยปากว่าถ้าเช่นนั้นในการหล่อพระกริ่ง ๓๑๙ องค์ จะตัดเศษ ๑๙ องค์ ยกให้เขาเป็นการตอบแทน

ย้อนกลับมาเรื่องเดิม ตอนทำวัตรเย็นฝนตกลงมาห่าใหญ่ พอสวดเสร็จฝนหยุดตก คุณไก่ คุณวันเพ็ญและคุณสมจิต มา กราบหลวงปู่ หลวงปู่ทักว่า "นั่นตัวอะไรมาวะ" จากนั้นท่านก็สนทนา ด้วยความเอื้ออาทร ไม่มีทีท่าจะไม่พอใจที่พวกเขาหายหน้าไปนาน แรกๆ พวกเขาก็ทำท่ากระดากเหมือนกัน พอเห็นหลวงปู่ไม่ว่าอะไร ความคุ้นเคยค่อยกลับคืนมา

หลวงปู่สนทนาธรรมซึ่งสามีถ่ายทอดให้ฟังเท่าที่จำได้

"การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือแม้แต่การฆ่าพระสงฆ์องค์เจ้า ยังไม่ร้ายเท่ากับการฆ่าเวลา คือ ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ มิได้ทำอะไรให้เป็นแก่นสาร เป็นคุณประโยชน์แก่ชีวิตส่วนรวมและผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ แต่ยังไงก็ตามทีเถอะที่ร้ายยิ่งกว่านี้ คือ การเรียนรู้ด้วยการจำแล้วนำไปสอนทั้งๆ ที่ตนเองยังไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้ รู้นิดรู้หน่อยแล้วฝอยเป็นเข่ง พูดถูกพูดผิด พาพวกไปติดร่างแห นี่ซิยิ่งร้ายกว่ามาก เป็นการทำลายธรรมะ เรียกว่า ฆ่าพระธรรม"

คืนนั้นในถ้ำมีสามี พี่ยูร พี่แป๊ะ คุยกันจนดึกดื่น ท่ามกลาง แสงตะเกียงและเปลวไฟจากเทียนริบหรี่ๆ เห็นจะไม่พ้นเรื่องปาฏิหาริย์ และบารมีของหลวงปู่ สามีไม่ได้เตรียมตัวค้างแต่เห็นว่าดึกแล้ว ฝนก็ตก จึงตัดสินใจนอนในถ้ำ พี่แป๊ะให้ที่นอนแบบที่ฝรั่งใช้เวลาอยู่แคมป์เป็นถุงสอดตัวเข้าไป เรื่องค้างถ้ำของ ๓ คนมีวีรกรรมที่หลวงปู่เล่าล้อเลียนมาจนทุกวันนี้ นอนกรน! เจ้าประคุณเอ๋ย ครอก...ฟี้! ครืด! เป็นจังหวะ ๓ ช่า ถ้าได้พี่เฉลิมชัยมาสมทบอีกคนจังหวะจะลงตัวกว่านี้ รายนั้นกัดฟัน ครอก! ฟี้! ครืด! กรอด!

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ป่วยหนัก บรรดาลูกศิษย์นักกรนและกัดฟันทั้งหลายอาสามานอนหน้ากุฏิเพื่อดูแลรับใช้ ปรากฏว่าหลวงปู่ไม่ได้หลับเลยทั้งคืน ท่านต้องลุกขึ้นมาฟังลูกศิษย์ก้นกุฏิทั้งหลายกรน กัดฟันประสานเสียงแข่งกัน ท่ามกลางขุนเขาในไพรกว้าง

ท่านยกมือทาบศีรษะปลงอนิจจังว่า "นี่พวกมึงจะมาเฝ้ากูหรือให้กูเฝ้าพวกมึงกันแน่วะ"

ตื่นเช้าขึ้นมาคนไข้แย่ แต่คนเฝ้าสดชื่น แถมทำไม่รู้ไม่ชี้อีกต่างหากว่าได้สร้างวีรกรรมอะไรเอาไว้ หลวงปู่ประชดว่า

"เฮ้ย! พวกมึงช่วยดูเสากุฏิหน่อยซิวะ ว่ามันขาดหรือยัง ขาดไปกี่ต้น ไอ้ชิบหาย! ทั้งเคี้ยวฟันทั้งกรน โยนข้ามกันไปมา ถ้าเป็นดาบก็เฉี่ยวเสากุฏิกูขาดเป็นแถบแน่ๆ นี่แหละน้าคนหลับแล้วไม่มีสติ"

นอกจากเรื่องกรนจนเป็นที่เอือมระอาของหลวงปู่แล้ว อีกเรื่องที่ท่านท้วงบ่อยๆ คือ "การตด! " โดยเฉพาะผู้ที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องนี้ คือ หลวงพี่ทิฟฟี่ หลวงพี่ถือธรรมเนียมฝรั่ง คือ เปิดเผย ถือว่าตดเป็นเรื่องของธรรมชาติ บ่อยครั้งที่หลวงปู่กำลังสนทนากับญาติโยมในศาลาจะมีเสียงประหลาดๆ ดังแทรกขึ้นมาเสมอ มีทั้งเสียงแหลม เสียงทุ้ม เสียงยาว เสียงสั้นสหลวงปู่จะเอะอะจนฉันทักว่าสเรื่องตดแค่นี้ทำไมหลวงปู่ต้องใส่ใจไปได้ เป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา

ท่านตอบทันทีว่า "ก็กูไม่เห็นตดเลยนี่"

"อ๊าว! หลวงปู่ใช่คนธรรมดาที่ไหนเล่า"

"หา! แล้วมึงว่ากูเป็นอะไรถ้าไม่ใช่คน" พวกที่นั่งฟังจะหัวเราะ จนงอหาย (โปรดทราบ... ฝึกลม ๗ ฐาน สำเร็จจะไม่ผายลมจ้า!)

คุณวิเศษของลม ๗ ฐาน ยังมีอีกมากมาย เช่น ล่วงรู้เรื่องราว ของผู้อื่น เรียกว่า หูทิพย์ ตาทิพย์ เช่น

มีคนมาตามหาอีแหมบที่ตีนบันไดถ้ำ บอกว่าเป็นญาติ ฉันช่วยตามให้ พออีแหมบลงไป หลวงปู่บอกฉันว่า "ญาติที่ไหนกัน เจ้ามือหวยมาทวงหนี้ อีห่า! แทงหวยแล้วค้างเงินเขา ให้เขาต้องมาตามทวงถึงถ้ำ"

ฉันฟังแล้วงงๆ พออีแหมบขึ้นมาหลวงปู่ก็ทักประโยคเดิม อีแหมบหาว่าฉันบอกหลวงปู่ ฉันบอกว่าไม่รู้เรื่องจริงๆ หลวงปู่พูดเอง ท่านคาดคั้นอีแหมบ อีแหมบแก้ตัวว่าเขามาทวงค่าข้าวสาร (เธอเปิดร้านของชำ) หลวงปู่เข่นเขี้ยว "ยังมีหน้ามาโกหก" หล่อนเลยต้องรับสารภาพเสียงอ่อยว่าจริง พร้อมกับทำหน้าทึ่งที่หลวงปู่รู้เรื่อง นี้โดยไม่มีใครบอก ตอนนั้นเรายังไม่รู้ฤทธิ์เดชของท่าน

เรื่องต่อไป สามีลงไปข้างล่างตั้งแต่เช้ามืดเพื่อจะไปขยับ รถยนต์เข้าที่ร่ม แล้วหายเงียบไปเลย พอหลวงปู่ออกมาจากุฏิใน ฉันเรียนท่านด้วยความกังวลว่า ป่านนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับเขา ข้าวก็ยังไม่ได้กิน ท่านบอกว่า "ไม่ต้องเป็นห่วง มันไปหาไอ้ยูร ข้าวปลา อาหารมันก็กินบ้านไอ้ยูรนั่นแหละ เดี๋ยวก็มา" ฉันเข้าใจว่าท่านปลอบ แต่ก็นั่งรอเขาด้วยความกระวนกระวาย ปากก็ถามท่านต่อไป อีกว่า "หลวงปู่รู้ได้อย่างไรคะ เขาบอกหลวงปู่เหรอ"

ท่านส่ายหน้า "เอาเถอะ เดี๋ยวมันมามึงก็ลองถามมันดูซีว่าจริงมั้ย" ว่าแล้วท่านก็ฉันข้าวเฉย สักครู่สามีกลับมาพร้อมพี่ยูร ฉันรี่เข้าไปถามทันที "ไปไหนมา"

"อือ! ไปขยับรถ คิดๆ อีกทีไปตลาดดีกว่า เลยไปหาครูยูร"

"กินข้าวมาแล้วยัง"

"เรียบร้อยแล้ว กินที่บ้านครูยูรนั่นแหละ"

"พี่บอกหลวงปู่เหรอก่อนไปน่ะ"

"เปล่า ตอนนั้นยังเช้าอยู่ไม่เจอใครเลย ทีแรกคิดจะไปหัวหิน ด้วยซ้ำ นึกๆ อีกทีแวะบ้านครูยูรดีกว่า" ประหลาดไหมที่หลวงปู่รู้รายละเอียดและถูกต้องทุกประการ