อังคารที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ วันเข้าพรรษา พวกผู้หญิง เข้าครัว เช้านี้ยายเพ็ญหัวหินทำก๋วยเตี๋ยวราดหน้ามังสวิรัติเลี้ยงพระ มีพระมาสมทบอีกรูป รวมทั้งหมดมีพระ ๖ รูป แล้วช่วยกันทำข้าวต้มกุ๊ยเลี้ยงแขก ง่วนอยู่ในครัว "ลูกชายของอิ๋วมาตามฉันถึงในครัว บอกว่าหลวงปู่ถามหา ให้ไปในถ้ำทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ หน่อย ฉันรีบแจวเข้าถ้ำ เห็นคนนั่งกันเต็ม มีเครื่องถวายสังฆทาน เทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝนวางเต็มไปหมด

ฉันเริ่มต้นอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของชมรมฯ ตลอดจนกิจกรรมที่ได้ทำไปแล้ว และกำลังจะทำ โฆษณายาหม่อง ขาย น้ำผึ้งด้วยขวดละ ๑๐๐ บาท ลูกศิษย์อยู่ป่ากาญจนบุรีนำมาขายให้หลวงปู่ ท่านสงสารและเห็นว่าเป็นน้ำผึ้งแท้เลยรับซื้อไว้ ท่านสอนวิธีดูน้ำผึ้งให้ด้วย แต่ฉันจำไม่ได้เพราะไม่ค่อยได้ฟัง ในวันนั้นขายได้หลายพันบาท สักครู่พระฉันเพล ฆราวาสร่วมรับประทาน อาหารกันหน้าถ้ำ บ่ายถวายเทียน ผ้าอาบน้ำฝน หลวงปู่เทศนามีใจความว่า

"ที่มาของวันเข้าพรรษา พระพุทธเจ้าต้องการให้พระภิกษุรวมตัวเป็นปึกแผ่นได้สงเคราะห์ชาวบ้าน ชาวบ้านได้ทำบุญฟังธรรมจากพระ พระผู้ใหญ่ได้อบรมพระผู้น้อย มิใช่กลัวว่าพระจะไปเหยียบต้นกล้าในนาตาย หลวงปู่ว่านั่นเป็นเหตุผลที่ฟังแล้วไม่เข้าท่า อาจจะมีการบันทึกผิดเพี้ยนกันมา ส่วนที่มาของการถวายผ้าอาบน้ำฝน เมื่อพระอยู่จำพรรษากันมากๆ มีคนมาทำบุญเลี้ยงอาหารมื้อเพลเป็นประจำ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ถึงคราวนางวิสาขาจะมาทำบุญ คืนนั้นพระภิกษุสงฆ์ถอดผ้าครองออกซัก เผอิญฝนตกผ้าไม่แห้ง ภิกษุเปลือยกายอาบน้ำ นางวิสาขาเห็นแล้วอุจาดตา นางจึงทูลขออนุญาตพระพุทธเจ้าถวายผ้าอาบน้ำฝน เอาไว้ให้พระภิกษุนุ่งอาบน้ำ ส่วนประเพณีถวายเทียนพรรษาก็มีอยู่ว่า สมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้ เวลาค่ำคืนภายในอารามมืดไปหมด จึงมีการถวายเทียนให้พระใช้... "

ตกเย็นพระสงฆ์และฆราวาสร่วมทำวัตรเย็น หลวงปู่จุดเทียนสว่างไสว จุดธูปบูชาพระรัตนตรัย ให้พระประกาศเขตอยู่พรรษา แสดงความในใจออกมา ที่มานี่มิได้มีใครบังคับ เต็มใจมาเอง

หลวงปู่แต่งตั้งให้พระทิฟฟี่เป็นผู้ดูแลคลัง

พระกิตติปัญโญ (หลวงพี่สมเกียรติ) กับพระอภินันโท (หลวงพี่โอ) เป็นพระคู่สวด

พี่บุญล้อมพาเณรชื่อโฮมจากวัดอ้อน้อยมาสมทบด้วย เมื่อวานเณรสวดเสียงหวานจ๋อย วันนี้เริ่มซึมเป็นโรคโฮมซิค หลวงปู่ถามพระทีละรูปว่ามีความรู้สึกต่อท่านอย่างไร แต่ละรูปก็ตอบว่าเหมือนท่านเป็นครู เป็นพ่อ เป็นอาจารย์

หลวงปู่จึงสรุปว่า "พวกท่านแต่งตั้งผมเองนะ ฉะนั้น ผมว่ากล่าวตักเตือนท่านได้"

ท่านหันมาถามพวกเราว่า คณะกรรมการชมรมฯ จะอนุญาต ให้พระจำพรรษาที่ถ้ำไหม ประธานและคณะกรรมการก็ตอบอนุญาต

ท่านสำทับว่าชาวบ้านเป็นผู้ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่อยู่อาศัย ฉะนั้น ถ้าเห็นพระรูปใดทำตนไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ให้ว่ากล่าวตักเตือน ได้ ให้งดอาหารก็ยังได้ ถ้าไม่เชื่อฟัง แล้วให้พี่ยูรรดน้ำพระทุกรูปเป็นการอนุญาต

หลวงปู่บอกว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พระจะต้องออก บิณฑบาต ฉันข้าวในบาตร จากนั้นท่านนำพวกเราทำวัตรเย็น เสร็จ แล้วให้ฆราวาสสวดชุมนุมเทวดา บูชาท้าวจตุโลกบาล

หลวงปู่ใช้กุศโลบายในการปกครองพระ พิธีต่างๆ ที่ทำไปล้วนแล้วแต่เป็นพิธีโบราณดั้งเดิม เป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม นอกจากนั้นยังถือว่าได้สั่งสอนพวกเราให้รู้จักสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อช่วยกันสืบสานต่อไป ส่วนที่ว่าทำไมไม่เห็นหลวงปู่บิณฑบาตตามหมู่บ้าน เพราะขั้นตอนเหล่านั้นท่านผ่านมาแล้วอย่างโชกโชน อนึ่งการที่มีคนนำอาหารมาถวายแล้วท่านรับก็เท่ากับเปิดฝาบาตร ถือว่าได้บิณฑบาตเหมือนกัน

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็แยกย้ายออกนอกถ้ำ เสียงเณรโฮมร้องไห้กระซิกๆ อยากกลับวัด หลวงปู่หัวเราะชอบใจ กระเซ้า เย้าแหย่เณรอยู่ครู่หนึ่ง ท่านก็อนุญาตให้เณรกลับวัดอ้อน้อยได้ เณรดีใจหยุดร้องไห้ทันที คว้าสัมภาระอันมีกลดและบาตร เป็นต้น เดินลงบันไดนำหน้าลิ่ว หลวงปู่ให้พี่บุญล้อมพากลับ

ท่านพูดกับพวกเราว่า "กูให้เอาเณรมาอยู่ที่นี่ก็เพื่อให้ทางนี้มีพระเณรครบองค์ หนอยมันดันส่งเณรตัวเท่ากำปั้นมาให้ เด็กที่ไหนมันจะมาอยู่ป่าคนเดียวได้วะ เพื่อนก็ไม่มี ที่เล่นก็ไม่มี"

คืนนั้นเราสนทนากับหลวงปู่ที่ลานหินโค้ง ถึงสองทุ่มกว่าจึงลากลับ ก่อนกลับหลวงปู่สั่งว่า ช่วยโทรศัพท์ถึงคุณนพพรด้วย ว่าเรื่องที่ฝากดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เมื่อคุยกันทางโทรศัพท์กับคุณนพพรแล้วได้ความดังนี้

- จดหมายของหลวงปู่ได้จัดส่งไปยูนนานแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบกลับ ได้จองเที่ยวบินให้หลวงปู่ แต่หลวงปู่บอกว่าไม่ไปทางเครื่องบินหรอก กลัวตกหลุมอากาศ (สงสัยจริงว่าหลวงปู่เขียนจดหมายถึงใคร? ไม่กล้าถาม ถึงถามท่านก็ไม่บอก)

- เรื่องที่ทางของวัด คุณยายทองห่อเซ็นชื่อโอนให้เรียบร้อยแล้ว

- ได้จัดทหาร ๑๐ นาย พร้อมด้วยรถตู้ ๑ คัน มาช่วยวัดอ้อน้อยขนต้นไม้จากเพชรบุรีเรียบร้อยแล้ว

- ย้ำเรื่องการดูแลคุณยายทองห่อ ขอให้คณะกรรมการช่วยพูดกับคนในวัดให้สนใจเรื่องนี้สักเล็กน้อย เพราะคุณยายมีพระคุณ ต่อวัด กำลังจัดจ้างคนมาดูแล ถึงแม้แกจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวก็ให้ถือเสียว่าคนแก่ และให้ช่วยย้ำหลวงพี่หมอ ช่วยประคับประคองสถานภาพของวัดให้เจริญยิ่งขึ้น เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงปู่ ที่อุตส่าห์สร้างวัดด้วยความเหนื่อยยาก

- ข้อสุดท้ายนี้เห็นจะเป็นเพราะหลวงพี่หมอมีปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งเกี่ยวกับระบบประสาท ส่งผลให้มีความคิดและบุคลิกภาพแตกต่างไปจากคนอื่น หลวงพี่ยังมีความคิดวนเวียนเกี่ยวกับสิ่งที่เร้นลับ มองไม่เห็น เช่น การเข้าทรง เป็นต้น และ ยังคิดจะหาแสวงหาครูบาอาจารย์ไปเรื่อยๆ เพื่อหาคำตอบที่ถูกใจเพราะหลวงปู่ตัดบทเฉียบขาดไม่ตอบสนองอารมณ์ คุณนพพรรู้อยู่แก่ใจว่า หาพระอย่างหลวงปู่ในแผ่นดินนี้หายาก เมื่อพบของดีแล้ว คุณนพพรอยากให้หลวงพี่รักษาไว้

วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ หลวงพี่โมทย์และพระเณร ที่วัดมาเอาต้นไม้ที่เพชรบุรีอีกครั้ง สามีช่วยบรรทุกส่วนหนึ่งไปวัดอ้อน้อย

วันที่ ๗ สิงหาคม หลวงปู่นัดประชุมตอนบ่าย ฉันบอกท่านว่า ใครไม่มาประชุมให้ตัดขาดจากกองมรดก (หมายถึงงดแจกพระ) ท่านก็เห็นด้วย ที่จริงเป็นเพียงเรื่องพูดกันขำๆ เท่านั้น ระหว่างรอการประชุม หลวงปู่พูดถึงเรื่องจิปาถะแต่เต็มไปด้วยสาระ

ก่อนเปิดการประชุม หลวงปู่สนทนาไปพลางๆ รอคณะกรรมการให้มากันพร้อมหน้า มีคนพูดถึง "สันติอโศก" ว่าความจริงสำนักนี้ก็สอนให้คนทำดี ไม่น่าจะหาเรื่องหาราวจนถูกสั่งห้ามแต่งกายแบบพระภิกษุสงฆ์ในศาสนาพุทธ อีกคนพูดว่า สันติอโศกไม่มีรูปปั้นของพระพุทธเจ้าให้เคารพบูชา หลวงปู่นั่งเงียบหนึ่งอึดใจแล้วพูดเนิบๆว่า

"หลวงปู่กำลังถอยตัวเองออกมา แล้วขึ้นมาอยู่ข้างบนเพื่อพิจารณาดูว่าคนเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่ แล้วได้อะไรจากการกระทำนั้น ก็ไม่เห็นว่าเขาจะได้อะไร สรรพสิ่งมันเกิดขึ้น แล้วก็แตกสลายไป ทำไมจะต้องไปให้คุณให้โทษให้ประโยชน์กับมัน การ ที่เราจะดูสิ่งใดให้ออก เราต้องถอยตัวเองออกมาแล้วกระโดดขึ้นข้างบน เฝ้าดูถึงจะรู้ ถึงจะมองออก ถ้าเราลงไปคลุกคลีและแสดง ด้วย เราจะไม่รู้หรอก เมื่อมองออกแล้วเราจะรู้สึกเฉยๆ ใครจะดีชั่วก็เรื่องของเขา เราจะดีจะชั่วก็เรื่องของเรา ธุระอะไรจะไปใส่ใจเขา... "

หลวงปู่พูดถึงนักปฏิบัติคนหนึ่ง เขาบ่นว่า เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอะไร เขาเบื่อไปหมด ไม่อยากทำอะไร หลวงปู่เตือนว่า

"ระวังนะ เบื่อแบบนั้นไม่ใช่ว่าจะสำเร็จแล้วนะ เบื่อแบบมารกับเบื่อแบบพระพุทธเจ้าไม่เหมือนกัน เบื่อแบบพระพุทธเจ้า เบื่อแล้วยิ่งอยากทำประโยชน์ ทำให้หลุดพ้น เบื่อแบบมารเบื่อแล้วขี้เกียจ เป็นมายา ดูคล้ายกัน ถ้าเราไม่รู้ทัน ระวังมารจะหลอกให้หลง มารกับพระพุทธเจ้ามีฐานะเท่าเทียมกัน มีอำนาจเท่าเทียมกัน ผิดกันเพียงแต่เส้นผมบังภูเขาเท่านั้น วันวิสาขะ ปีนี้เกิดจันทรุปราคา โบราณถือว่าเป็นลางไม่ดี มารกำลังมีอำนาจ อีก ๑๐ วันต่อมา หลวงปู่เห็นดาวตก ตกทางทิศตะวันตก อันนี้ก็เป็นลางร้าย จะเกิดสงครามลัทธิ อย่าขาดสติมารจะสิง"

หลวงปู่เล่าว่า หลังจากหุงยาหม่องแล้วท่านป่วย ๓ วัน ใช้พลังมากไป กลางคืนต้องใช้มือแช่น้ำร้อน มือเย็นเป็นตะคริว เพราะตอนใช้มือกวนยาหม่อง ท่านขับไอเย็นมาที่มือ

ท่านพูดถึงวิญญาณ ๒ ดวงของผู้มีบุญจะต้องมาเกิดในพรรษา นี้ ท่านบอกพี่จรรยา (ที่กำลังอยากมีลูก) ว่า ไม่รู้จะช่วยได้แค่ไหน แล้วแต่วาสนาของแม่และเด็ก วิญญาณนี้จะเลือกเกิดกับแม่ที่มีคุณธรรม

พูดถึงวิชาของหลวงปู่ ถ้าท่านจะถ่ายทอด ท่านอยากถ่ายทอด ให้คนที่มีคุณลักษณะดังนี้ "เดินระหง กลิ่นตัวหอม" (มาจากพรหม) แต่ท่านยังไม่พบคนลักษณะนี้ (คนที่มีลักษณะเหมือนท่านนั่นเอง) คงต้องมีภูมิธรรมสูงมาก

เกี่ยวกับที่คนสงสัยว่า หลวงปู่คือพระครูเทพโลกอุดรใช่ไหม?

หลวงปู่ตอบว่า "นั่นเป็นอดีตที่ลืมไปแล้ว เป็นเรื่องจริงแต่เก่า" ฟังให้ดีนะ เป็นเรื่องจริง อาจจะหมายถึงว่าเรื่องนี้มีจริง ท่านไม่ได้หมายถึงว่าตัวท่านเป็นหลวงปู่องค์นั้น ท่านฉลาดที่จะพูดให้เราคิด

"เป็นพระในตำนาน ไม่มีประโยชน์ ถึงตรงนี้ขอให้ล้มเลิกตำนานเสียที เลิกถกเถียงกันได้แล้ว ให้ดูปัจจุบันดีกว่า"

อ่านตรงนี้แล้วหวังว่าพวกเราคงจะหยุดพูดเรื่องนี้กันได้แล้วชั่วนิจนิรันดร

"ดูว่าหลวงปู่กำลังทำอะไร เพื่ออะไร มีประโยชน์อย่างไร หลวงปู่มาอยู่ในร่างนี้ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งกำลังป่วยหนัก ใกล้ตาย สาเหตุที่เลือกร่างนี้ เพราะต้องการให้คนอื่นเห็นว่า คนหนุ่มก็ทำอะไรๆ ได้ดีเหมือนกัน สมัยนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ค่อยมีศีลธรรมกันเลย พวกเราไม่ต้องสนใจว่าใครเป็นใคร แต่ให้สนใจว่า เรากำลังทำอะไร ให้อะไรแก่โลกแก่สังคม หลวงปู่ไม่ชอบอาศัยชื่อ อาศัยตระกูล แต่ยืนหยัดทุกวันนี้ด้วยลำแข้งตนเอง"

ฉันถามหลวงปู่อย่างตรงไปตรงมาว่า ทำไมถึงไม่เลือกร่างที่หล่อๆอย่างพระอาจารย์ยันตระหรือเลือกร่างที่รวยๆ ล่ะ จะได้ลัดขั้นตอนการทำงาน ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ เพราะหลวงปู่จะเล่าถึงชีวิตลำเค็ญตั้งแต่เด็กจนโต ต้องเก็บผักบุ้งขาย ฯลฯ

พอฉันถามอย่างนี้พรรคพวกหัวเราะคิกคัก หลวงปู่ทำหน้าทะแม่งๆ หัวเราะ ค้อนควับ

"หนอย! มึงหาว่ากูไม่หล่อเรอะ ถ้ากูเกิดมาแล้วสุขสบาย กูจะรู้จักทุกข์ได้อย่างไร เมื่อกูไม่รู้จักทุกข์ กูจะสอนคนอื่นให้เห็นทุกข์ได้อย่างไร"

เออ! จริงซีนะ เหตุผลน่าฟัง

ได้เวลา ๑๓.๐๐ น. หลวงปู่ให้พี่ยูรแถลงเรื่องชมรมฯ ให้ทุกคนรับทราบไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่จัดไปแล้ว ที่กำลังจัด เรื่องการ เงิน ฯลฯ อย่านึกว่าประชุมแต่ละครั้งจะมีคนมากนะ แท้จริงไม่ถึง ๒๐ คน เสร็จแล้วหลวงปู่แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อรับ งานวันออกพรรษา (๓๑ ตุลาคม) มีสามีฉัน พี่ยูร พี่จรรยา เป็นคณะกรรมการกลาง นอกนั้นมีแผนกครัว สถานที่ จัดหาอุปกรณ์ ศาสนพิธี รับจองพระ จำหน่ายยาหม่อง น้ำผึ้ง ฯลฯ

ฉันอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์เช่นเคย มีสุชาติ พี่เฉลิมชัย อาจารย์ดวงพร และร้อยเอกอีกท่านหนึ่ง (ไม่รู้จักชื่อ) ร่วมด้วย มีหน้าที่กระจายข่าววันออกพรรษาแก่พุทธศาสนิกชนทุกรูปแบบ เช่น ติดตั้งป้าย แจกใบปลิว กระจายเสียงตามสถานีวิทยุ ฯลฯ

หลวงปู่ต้องการหาเงินให้ชมรมฯก่อนจากไป และต้องการให้ทุกคนได้รับรู้ผลงานของชมรมฯ ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อขยายวงงานหาแนวร่วมรับสมาชิกมาทำงานร่วมกัน หลวงปู่คิดการณ์ไกล มีสมองเปรื่องปราดในงานมาก ตั้งคนได้ถูกต้องกับงาน ตกลงว่าจะทำส้วมและห้องน้ำสัก ๑๐ ห้อง แถวเชิงเขาใกล้บันไดใหม่ไว้รองรับผู้คน

เย็นแล้วต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เหลือพี่บุญล้อม พี่ดวงพร ฉันและสามีนั่งสนทนาธรรมกับหลวงปู่ ณ ลานหินโค้ง ยากลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายได้ จำได้ประโยคเดียวว่า

"ทำใจให้เบา กายจะหนักดังภูผา ทำใจให้หนา กายจะเบาดังปุยนุ่น"

พยายามถามหลวงปู่ว่าร่างในเป็นใครมาจากไหน พยายามจะเข้าให้ถึงธรรมะของท่าน เพราะท่านบอกว่าถ้าใครสามารถสนทนาธรรมจนดึงเอาจิตวิญญาณของท่านออกมาโลดแล่นได้ ท่านจะเปิดประตูวิญญาณพาพวกเราไปท่องในแดนนั้น จนกระทั่ง ๒๒.๒๐ น. หลวงปู่บ่นง่วงนอน ปวดไซนัส แล้วเข้านอน อาจารย์หญิงทั้งสองลากลับ เราสองตายายค้างคืนกันต่อไป

ขอเล่าเรื่องพี่ดวงพรแทรกดังนี้

พี่ดวงพรมาพร้อมกับพี่บุญล้อม เป็นอาจารย์สถาบันเดียวกัน สามีของพี่ดวงพรคืออาจารย์วิเชียร ซึ่งป่วยเป็นอัมพาตรักษามาหลายปีจนเดินได้บ้างแต่ไม่เหมือนเดิม อุตส่าห์ปีนถ้ำขึ้นไปกราบหลวงปู่เสมอมา หลวงปู่ให้ความเมตตาแนะนำวิธีทำกายภาพบำบัด พี่ดวงพรพาอาจารย์หญิงอาวุโสอีกท่านมาหาหลวงปู่คือ พี่จรรยา (คนละคนกับพี่จรรยาที่เป็นครูใหญ่บ้านหนองกระทุ่ม) สรุปแล้วอาจารย์จากสถาบันราชภัฏเพชรบุรีที่มาร่วมกิจกรรมถ้ำและวัดมีหลายคน เรียงลำดับก่อนหลังดังนี้

อาจารย์บุญล้อม อาจารย์ดวงพร (พร้อมสามี) อาจารย์ มณีรัตน์(ติ๋ม-เป็นสาวโสด) อาจารย์จรรยา (อายุมากแล้วเป็นโสดเช่นกัน) สุดท้ายอาจารย์โฉมยงพร้อมสามี (คุณวุฒิวงศ์) ต่อมาอาจารย์บุญล้อม อาจารย์ดวงพร อาจารย์จรรยาเริ่มหายไปเพราะติดธุระ เหลือพี่โฉมยงและน้องมณีรัตน์ที่ยังมั่นคงเหนียวแน่น

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๘ สิงหาคม ทำข้าวต้มทรงเครื่องถวายพระ บ่ายให้หลวงพี่ทิฟฟี่ตำว่าน มีว่านนางคุ้ม สาวหลง เพชรหลีก เพชรกลับ เสน่ห์จันทน์เขียว (ขาว, แดง) ฯลฯ คั้นน้ำมาชุบพระผง ของหลวงปู่เพื่อจะนำพระเก็บเข้ากรุต่อไป ที่ทำเช่นนี้เพื่อป้องกัน มิให้พระผุพัง

ระหว่างนั้นบุญชูโบกปูนกลางถ้ำ ทำเป็นฐานตั้งท้าวจตุโลกบาล ต้องใช้เข็มทิศช่วยตั้งฐาน จะต้องหันทิศให้ถูกต้อง จะทำพิธีตั้งวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ สิงหาคม (วันเฉลิมพระชนมพรรษา)

วันนี้มีการปลูกต้นไม้ถวายเป็นราชสักการะแด่พระราชินีด้วย คุณพงศักดิ์พาครอบครัวของคนรู้จักกันมากราบหลวงปู่ มากันเป็นสิบคน ท่านสนทนาด้วยหลายเรื่อง

เช่นเรื่องคดีที่คุณพงศักดิ์กำลังเผชิญอยู่เกี่ยวกับถูกโกงที่ดิน แพ้มา ๒ ศาลแล้ว เขาจึงมาปรึกษาหลวงปู่ ท่านเห็นว่าคุณพงศักดิ์ เป็นคนดี มีความกตัญญู ซ้ำยังรับใช้หลวงปู่มาตลอด จึงเมตตาให้คำแนะนำ ก่อนอื่นสั่งเปลี่ยนทนายความ แล้วพาทนายคนใหม่มาชี้แนะหาช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้าม ภรรยาของทนายความ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาถึงกับถามว่า "หลวงปู่จบนิติศาสตร์มาจากไหน"

ท่านตอบว่า "กูจบป.๔"

เธอถามเพราะทึ่งในความรู้ด้านกฎหมายของหลวงปู่ ขนาดสามีเธอยังหาข้อโต้แย้งอะไรไม่ได้ แต่หลวงปู่สามารถชี้ยกออกมาเป็นข้อๆ จากเอกสารที่ให้ท่านอ่านเป็นปึกๆ นับถือๆ...

ลูกชายคนหนึ่งของครอบครัวที่มากับคุณพงศักดิ์เป็นเด็กมีปัญหา ท่าทางเป็นฮิปปี้ ผมยาวเฟื้อย นุ่งกางเกงขาก๊วย หน้าตาท่าทางไม่ใคร่ปกตินัก เรียนอะไรก็ไม่จบ งานการไม่ยอมทำ วันทั้งวันขลุกแต่ในห้อง ใครว่ากล่าวตักเตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง หลวงปู่กวักมือเรียกเข้าไปคุย ท่านสัมภาษณ์อย่างมีอารมณ์ขันแต่ฟังให้ดีมีสาระ เจ้าหนุ่มฮิปปี้ยอมฟัง ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ

หลวงปู่พูดเหน็บแนมหยิกแกมหยอกตลอดเวลา เช่น

"กูเห็นใครๆ เขามีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนดอกไม้ แต่มึงนี่ยังไงก็ยังงั้น ไม่โตแล้วก็ไม่ตาย เหมือนดอกไม้พลาสติก... "

พอครอบครัวนี้ลากลับ ก็มาใหม่อีกครอบครัว แรกๆ ไม่รู้ว่าเป็นใคร มารู้เอาตอนเย็นว่าเป็นพี่ชายพี่สาวของหลวงปู่ พี่ชายเป็นคนผิวคล้ำร่างล่ำ หน้าเข้มแบบคนตะวันตก คนละเรื่องกับหลวงปู่

หลวงปู่พูดตลกว่า "กูหน้าลาวใช่มั้ย" ส่วนพี่สาวยังมีเค้าหลวงปู่ บ้างเล็กน้อย เธอคล่องแคล่ว เข้าครัวช่วยพวกเราทำกับข้าว กล้าพูด มิน่าล่ะเห็นเธอพูดคุยกับหลวงปู่อย่างค่อนข้างกันเอง และหลวงปู่จะไม่ว่าไม่เอ็ดเหมือนพวกเรา ส่วนพี่ชายไม่ค่อยกล้าพูดอะไร นั่งยิ้มเงียบอย่างเดียว หลวงปู่ไม่บอกสักคำว่าพวกเขาเป็นใคร

ท่านพูดแต่ว่า "กูบวชถือว่าออกจากเรือนแล้ว จะมีญาติได้อย่างไร"

พี่สาวหลวงปู่พูดว่า "ฉันไม่เคยคิดว่าเขามีคุณวิเศษอะไร ฉันคิดแต่ว่าเขาเป็นน้องชายของฉัน ฉันรักและเป็นห่วงเขามาก พวกคุณมานิยมอะไรในตัวเขาหรือ"

ฉันตอบว่า "คุณไม่รู้หรือว่าหลวงปู่มีดีอะไร"

ก่อนกลับวันนั้นหลวงปู่ให้พี่สาวช่วยจัดหาพวงมาลัยมะลิให้โยม แม่ในวันแม่แทนหลวงปู่ด้วย นอกจากนั้นยังเอาเงินที่มีคนปวารณา ไว้ใส่ซองให้โยมแม่ ลึกๆ แล้วความผูกพันของพี่น้องยังมีอยู่ พี่สาวบ่นว่าเมื่อไรหลวงปู่จะเลิกทรมานตัวเองเสียที อยู่กับวัดให้เป็นที่เป็นทางจะได้ไปเยี่ยมสะดวก มาอยู่ถ้ำอยู่ป่าลำบากจะแย่ เธอยังกำชับหลวงปู่ว่าอย่าดื่มนมเปรี้ยวมากนักเกรงจะกัดกระเพาะ กัดลำไส้ หันมาสั่งพวกเราเป็นการย้ำ "ฝากพวกคุณดูแลท่านด้วย อย่าถวายยาคูลท์มากนะ กระเพาะลำไส้ไม่ค่อยดี"

หลวงปู่พยักหน้ายิ้มอย่างขันๆ กับพวกเรา ใครจะไปดูแลหรือยุ่งอะไรกับท่านได้ เธอหารู้ไม่ว่าหลวงปู่มีศักยภาพสูงเพียงใด มีแต่พวกเราจะมาพึ่งพาท่านต่างหาก

เล่าข้ามไปเรื่องหนึ่ง คือ น้องชายของหลวงปู่แยกทางกับภรรยา ทิ้งลูกเล็กๆ ชายหญิงไว้ ๒ คน หลวงปู่เอาคนที่ชื่อเจ้าปื๊ด มาเลี้ยงที่วัด คนน้องเป็นผู้หญิงก็ให้พี่สาวซี่งมีศักดิ์เป็นป้าของเด็กเลี้ยงไว้ในฐานะลูก เที่ยวนี้พี่สาวพามาเที่ยวถ้ำด้วยซนน่าดู หน้าตาเหมือนเจ้าปื๊ด หลวงปู่สอนวิชาดูโหงวเฮ้งให้ด้วย ท่านให้ดูจมูกของเด็กผู้หญิงคนนี้ว่าจมูกเหมือนมอญ ฉันถามว่าจมูกมอญเป็นอย่างไร ท่านบอกว่าก็คล้ายชมพู่ สันตรงกลางบริเวณปลายจมูกจะยกเป็นแนวขึ้นมาเห็นเด่นชัด จมูกมอญคือพวกฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์ ส่วนเจ้าปื๊ดมีช่วงล่างคือขาค่อนข้างสั้นไม่รับกับท่อนบน ถือ ว่าอาภัพ (อาภัพอยู่แล้วแหละ ต้องอยู่วัดแบบขมุกขมอม) หลวงปู่บอกว่า "มึงไม่รู้อะไร เลี้ยงแบบนี้แหละเด็กจะแกร่ง"

ต่อมาพี่จรรยา (ครูใหญ่) รับเป็นลูก ค่อยดูสะอาดตาขึ้น ถ้า ไม่มีใครรับเลี้ยง หลวงปู่กะจะให้บวชอยู่แล้ว ดูๆ ไปเหมือนท่านไม่ รักไม่สนใจหลาน แท้จริงท่านจับตาดูตลอด แต่ท่านไม่นิยมโอ๋เด็ก

วันพุธที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ฉันบึ่งขึ้นถ้ำพบหลวงพี่ สมเกียรติ หลวงพี่ทิฟฟี่และบุญชู กำลังเตรียมพื้นทำส้วมและห้องน้ำข้างบันไดใหม่หลบเข้าไปในพุ่มไม้ บุญชูบอกว่าหลวงปู่ป่วยมากนอนพักอยู่ข้างบน ถึงกระนั้นก็ยังมีคนไปมาหาสู่ ท่านนอนรับแขกที่ศาลา เราขึ้นข้างบนพบหลวงปู่นอนหลับอยู่บนเก้าอี้พับที่ศาลา เข้าไปกราบเงียบๆ แล้วถอยออกมา เจ๊ป้อม เจ๊บ๊วยมาก่อนหน้าเล็กน้อย พวกเราออกมาเดินเตร่หน้าศาลา สักครู่ท่านลืมตา พวกเราก็เข้าไปนั่งสนทนากับท่าน

หลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อหลวงปู่มีความรู้ทางการรักษาโรค ทำไมถึงปล่อยให้ตัวท่านอาพาธขนาดนั้น ท่านตอบว่า

"บางครั้งคนเราก็หนีกรรมไม่พ้น ต้องใช้กรรม กูเคยฆ่าคนมาเยอะ" ท่านคงเคยเป็นทหารกระมัง?

คุยไปคุยมาวกออกไปที่เรื่องมารยาทของผู้หญิง (คงมีใครทำหน้าทีบกพร่องจนท่านท้วงติง) สามีถามว่าคนอ่อนหวานควรจะเป็นเช่นไร

ท่านตอบว่า "มารยาทนิ่มนวล ไม่ใส่จริต ไร้มายา อ่อนหวาน จากภายใน มันจะดูดีในทีของมัน พูดคำจริง และรู้จักจังหวะของ การพูด"

สักครู่คณะวัดอ้อน้อยประกอบด้วยหลวงพี่โมทย์และเณร ๒ รูป คนขับรถ ๑ คน เดินขึ้นมาเอาต้นไม้จากวัดมาให้หลวงปู่ ท่านซักถามถึงเรื่องการก่อสร้างพระเณรในวัด เด็กวัด ต้นไม้ คุณยายทองห่อ ฯลฯ ท่านตักเตือนเรื่องการระวังรักษาข้าวของในวัด เช่น ถ้าไม่มีต้องหา หามาแล้วต้องรักษา เมื่อชำรุดค่อยแก้ไขให้คงสภาพ... ฯลฯ

คนขับรถฟ้องว่าคุณยายทองห่อเจ้าอารมณ์มากใครก็เข้าหน้าไม่ค่อยติดเอาใจไม่ถูก ตอนนี้จ้างยายชดแม่ครัวสาว นิสัยอารี อารอบ ใจเย็น ดูแลอยู่ หลวงปู่เงียบไม่พูดอะไร

คนวัดอ้อน้อยลากลับ หลวงปู่ให้เอาน้ำผึ้ง ๔ แกลลอนไปด้วย บรรจุใส่ขวดแล้วให้ญาติโยมทำบุญตามแต่ศรัทธา จากนั้นมีหัวหน้า ศูนย์พัฒนาฯ มาสนทนากับท่าน ท่านเมตตาให้ธรรมะทั้งๆ ที่สภาพร่างกายจากที่เห็นกะปลกกะเปลี้ยเต็มที ท่านแนะนำให้หัวหน้าทำแผนที่สังเขปแสดงเขตอุทยาน เพื่อสะดวกในการกำหนดพื้นที่ที่จะปลูกและที่ปลูกไปแล้ว เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหลายๆ ฝ่าย จะได้ทราบรายละเอียด

ท่านบอกว่า "ปัญญาชนระดับผู้นำทำงานบนโต๊ะกันทั้งนั้น ข้อมูลพรักพร้อมและเต็มไปด้วยคุณภาพ"

มีข้อความที่พอจะจำได้ในการสนทนาคราวนี้ คือ

ชั่วชีวิตของหลวงปู่ไม่เคยกลัวอะไร แต่ก็ไม่ใช่นักเลง ไม่เคยกล้าบ้าบิ่น ยืนหยัดอยู่บนความถูกต้อง มีชีวิตอย่างไม่ถูกต้ม

ทำได้ ใครๆ ก็ทำได้

ทำดี ทุกคนก็ว่าของตัวดี แต่ดีของแต่ละคนไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน

ทำเป็นนี่ซิ หาคนทำได้ยาก

ในที่สุดท่านก็ขอตัวพักผ่อน พอมืดสักหน่อยบรรดาแม่ครัวมาถึงถ้ำเตรียมอาหารไว้เลี้ยงคนที่มาช่วยปลูกป่าวันพรุ่งนี้กับทหารจากค่ายธนรัชต์ ๓๐ นาย ค้างคืนกัน หลวงปู่ซึ่งนอนป่วยอยู่ในกุฏิ อุตส่าห์ลุกขึ้นมาบอกแม่ครัวว่า คืนนี้ให้นอนในกุฏิท่าน ท่านจะไปนอนที่กุฏิใน ท่านคงอยากให้แม่ครัวมีที่นอนสะดวกสบายเพราะ เห็นว่าเหน็ดเหนื่อยกับการทำครัวแล้ว

เช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ บรรดาผู้หญิงเข้าครัว เตรียมอาหารเช้าให้พระ และผู้คนที่มาปลูกป่า

๙.๐๐ น. หลวงปู่กำหนดให้ทำพิธีอัญเชิญท้าวจตุโลกบาลขึ้นแท่นเพื่อทำพิธีบวงสรวงสขณะนี้ท่านยังนอนป่วยอยู่บนเก้าอี้พับ ผมเผ้าหนวดเครายาวดำรุงรัง ท่านให้ลูกศิษย์เขียนป้ายติดหน้าลูกกรงศาลามีข้อความว่าท่านป่วยเป็นโรคร้ายแรงห้ามเข้าใกล้ ท่านให้เขียนด้วยข้อความน่ากลัวแต่อ่านแล้วจะรู้ว่าตลก คนนอกเดินผ่านไปมาไม่รู้ซึ้งจะทำหน้าเลิ่กลั่ก พวกเรายิ่งหัวเราะด้วยความขบขัน สักครู่ท่านหายเข้าไปยังกุฏิใน กลับออกมาอีกครั้งพร้อมทำพิธี ท่านโกนผมหนวดเคราเรียบร้อย ใบหน้าสดใสเปล่งปลั่งไม่มีเค้าของความเจ็บป่วยหลงเหลืออยู่เลย เข้าใจว่าท่านรักษาตัวท่านด้วย ลม ๗ ฐาน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง สุชาติมาเรียนให้ทราบว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว ท่านเดินเข้าถ้ำ เตรียมเข็มทิศหาทิศเหนือเพื่อหันหน้าท่านท้าวเวสสุวรรณไปทางนั้น องค์อื่นๆ จะถูกต้องไปด้วย ท่านใช้สีแดงเขียนยันต์ วัน เดือน ปี บนแท่นปูน โรยผงอะไรก็ไม่ทราบลงในช่องของแท่น พวกเราเอาเงินใส่ลงไป

ทุกคนช่วยกันเอาด้ายสายสิญจน์พันท่านท้าว แล้วจับชายที่เหลือเป็นแถวยาว ส่วนชายฉกรรจ์หลายคนช่วยกันยกท่านท้าวซึ่งหนักมาก

๙.๕๙ น. ยกท้าวจตุโลกบาลสวมแท่นทันที หลวงปู่ใช้พวงมาลัยทำจากดอกดาวเรือง ๔ พวงใหญ่ๆ คล้องไปรอบๆ สั่งให้พวกเรายกเครื่องบวงสรวงมีดอกไม้ ขนม นม เนย ผลไม้ ธูป เทียน บูชา ๔ ด้าน เป็นอันเสร็จพิธี เลี้ยงอาหารเพล

หลวงปู่ลงข้างล่างนำพวกเราไปปลูกป่า หยุดพักรับประทานอาหารมื้อเที่ยงแล้วปลูกต่อจน ๑๔.๐๐ น. ก็ขึ้นถ้ำ บ้างก็แยกย้ายกลับบ้าน ทหารกลับค่าย หลวงปู่นอนพักบนศาลาต่อไป ฝนตกมาหลายวันแล้ว วันนี้ก็ปรอยๆ ทั้งวัน

ขณะปลูกต้นไม้หลวงปู่มีอาการปกติ หลังจากเสร็จงานท่านก็ป่วยต่อ ท่านมีกำลังใจเข้มแข็งมากขณะท่านนอนพักบนศาลาพวกเรานั่งล้อมวง ท่านทักว่า

"พวกมึงมาล้อมกูทำไม จะบังสุกุลกูหรือ" พวกเราหัวเราะ กิ๊กกั๊ก

คืนนี้มีหัวข้อสนทนาหลายข้อ ได้แก่

- ราชสีห์มี ๒ จำพวก พวกแรกมีบริวารห้อมล้อมมากมายดูแลคุ้มครองบริวาร อาศัยบารมีบริวารทำให้ตนโดดเด่น พวกหลังชอบอยู่ตัวเดียว โดดเดี่ยว เมื่อมีราชสีห์ตัวอื่นเข้าใกล้มันจะขบกัด ถ้าทนมันได้มันถึงจะยอมรับยอมสั่งสอน หลวงปู่ขอเป็นราชสีห์ประเภทหลัง

- เรื่องการนั่งทำสมาธิดูกรรมเก่าของตนของบางสำนัก บ้างแสดงเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ หลวงปู่บอกว่าพวกนั้นเป็นคนที่อยากจะบ้าอยู่แล้ว เมื่อได้จังหวะหรือสบโอกาสก็แสดงออกมาเพื่อให้เหมือนเพื่อนเขาบ้าง คนอื่นแสดงได้ตนก็แสดงได้ การนั่งทำสมาธิพอจิตตกภวังค์ช่วงนั้นจะขาดสติ ใครเอาอะไรมาใส่จะรับหมด การสวดภาณยักษ์ก็เหมือนกัน อาศัยอำนาจของคลื่นเสียงสามารถทำให้คนแสดงปฏิกิริยาต่างๆ

- การที่มีคนมาติดตามหลวงปู่ ท่านอธิบายว่าเป็นเพราะเขาเที่ยวเอาจิตมาผูกกับหลวงปู่ ทำไมไม่เอาจิตผูกไว้กับตนจะดีกว่า

เสาร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ขึ้นถ้ำเอาน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ ข้างล่าง ๖ แกลลอน ให้ทหารยกขึ้นไปข้างบน สามีตัดดอกก้ามกุ้ง (ธรรมรักษา) ไปให้หลวงปู่ดูแล้วนำไปปักแจกันบูชาพระในถ้ำ เขาเอาว่านที่คิดว่าเป็นว่านเสน่ห์จันทน์หอมให้หลวงปู่ดู ท่านบอกว่าไม่ใช่ ที่จริงคือว่านพระ เรานำไปปลูกหน้าถ้ำ เอารูปถ่ายวันอัญเชิญท้าวจตุโลกบาล ขึ้นแท่นให้หลวงปู่ดู ทุกคนขอดูด้วย หน้าตาของหลวงปู่ผ่องใสมาก ทั้งๆ ที่กำลังป่วยหนัก พลน้องชายพี่จรรยามาจากกรุงเทพฯ แวะวัดอ้อน้อย ทางวัดให้กล้วยน้ำว้ามาฝากหลวงปู่หลายเครือ กล้วยลูกค่อนข้างเล็กยังไม่แก่จัด

หลวงปู่เปรยว่า จะดูสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของญาติที่อยู่ไกลให้ดูจากของที่เขาเอามาฝาก ถ้าเป็นของไม่ดีแสดงว่าชีวิตของเขากำลังมีปัญหา กล้วยนี่ลูกเล็กแกร็น แสดงว่าที่วัดแห้งแล้งแถมเป็นกล้วยไม่แก่ ยังอ่อน เหลี่ยมกล้วยไม่ลบเลย แสดงว่าที่วัดมีแต่เด็กๆ คนตัดกล้วยเป็นเด็ก