หลักสูตรสถาปัตย์ฯ ใช้เครื่องมือ ไอซีที ในการเรียนรู้และสื่อสารวงกว้างอย่างน่าชื่นชมยิ่ง แต่ไม่เห็นเลยใน หลักสูตรผู้ประกอบการสังคม ซึ่งก็อธิบายได้ว่าเพราะหลักสูตรแรกผู้เรียนเป็นวัยรุ่นอายุ ๑๗ - ๑๙ ปี ที่เกิดและเติบโตมาในยุคไอซีที แต่ผู้เรียนหลักสูตรหลังเป็นผู้ใหญ่ ไม่สันทัดเรื่อง ไอซีที

สถาบันอาศรมศิลป์ อุดมศึกษาเน้นปฏิบัตินำ

บ่ายวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ ในการประชุมสภาสถาบันอาศรมศิลป์ มีการนำผลการจัดการเรียน การโค้ช ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร ๕ ปี) และหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาผู้ประกอบการสังคม ที่จัดการเรียนรู้ (บางส่วน) คนละแบบในลักษณะขั้วตรงกันข้าม แต่ก็ช่วยให้เห็นแนวทาง ปรับปรุงให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น โดยอาศัยจุดแข็ง ของกันและกัน

หลักสูตรสถาปัตย์ฯ เขียนหลักสูตรเป็นรายวิชา แต่เวลาจัดการเรียนรู้จริงๆ รวบเอาหลายวิชา เข้าด้วยกัน เป็นโมดูล และเรียนรู้แบบ PBL (Project-Based Learning) เวลานี้ นศ. เรียนอยู่ชั้นปีที่ ๑ จำนวนนักศึกษา ๑๐ คน การเรียนรู้แบบปฏิบัตินำจึงเข้มข้นทีเดียว

ในภาคการศึกษาที่ ๑ แบ่งกิจกรรมการเรียนรู้ ออกเป็น ๓ ส่วน คือ

  • ส่วนที่ ๑ ฝึกทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ โดยมีวิชาหลักคือ

ASI 10207 ศิลปะวิจักขณ์และจริยศิลป์

ASI 10404 ทักษะการฟัง การอ่านเอาเรื่อง การพูดและการเขียนภาษาไทย

ASI 10302 หลักการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ASI 10501 พื้นฐานการออกแบบ

  • ส่วนที่ ๒ เรียนรู้ต้นกำเนิดสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น โดยไปเรียนรู้ด้วยการใช้ชีวิตอยู่กับ ชาวปกาเกอญอที่ชุมชนแม่กองคา อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน ๓ สัปดาห์ ชุมชนนี้ ต้องการรักษาวิถีทางวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับป่าอย่างรู้คุณค่า โดยนักศึกษาได้เรียนรู้ บนฐานของวิถีการพึ่งตนเองในปัจจัย ๔ ผ่านการอยู่ร่วมกับชาวปกาเกอญอ โดยมี พระอาจารย์สันติพงศ์ เขมปัญโญ เป็นผู้นำกระบวนการเรียนรู้ และพานักศึกษาให้ มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง ศิลปะ วิถีชีวิต ศาสนา รวมทั้งให้เห็นกำเนิดของ สถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กันระหว่าง สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ชมวีดิทัศน์การไปเรียนรู้ของนักศึกษาได้ ที่นี่

เป็นการเรียนรู้บูรณาการ ๕ รายวิชาคือ

ASI 10207 ศิลปะวิจักขณ์และจริยศิลป์

ASI 10404 ทักษะการฟัง การอ่านเอาเรื่อง การพูดและการเขียนภาษาไทย

ASI 10302 หลักการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ASI 10502 ทักษะการวาดเส้นระบายสี ๑

ASI 10504 การเขียนแบบสถาปัตยกรรม

นักศึกษาได้สะท้อน (reflection) สิ่งที่ได้เรียนรู้ในแต่ละวัน ทำวีดิทัศน์สะท้อนการเรียนรู้ (ดังลิ้งค์ข้างบน) และทำหนังสือ ๑ ในใจ เพื่อฝึกสื่อสาร และให้ชาวปกาเกอญอ ได้นำไปใช้ในการสื่อสารกับบุคคลภายนอกต่อไป โปรดสังเกตว่า กิจกรรมการเรียนรู้นี้ มีส่วนของการเรียนโดยรับใช้ชุมชน (service learning) อยู่ด้วย

  • ส่วนที่ ๓ เรียนรู้กระบวนการออกแบบและก่อสร้างอาคารไม้ไผ่ โปรดชม วีดิทัศน์นี้

จะเห็นว่า รูปแบบการเรียนรู้ในหลักสูตรนี้ ใช้หลักการเรียนรู้ที่เน้นปฏิบัตินำ เริ่มจากตั้งเป้า แล้วทำ Action ตามด้วย Reflection ซึ่งนักศึกษา reflect ออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ ที่เป็นรูปธรรม งดงามมาก สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเรียนชั้นปีที่ ๑ เทอมแรก แต่ผมเสนอในที่ประชุมว่า ยังไม่พอ

หากจะให้การเรียนรู้ลงลึกในเชิงทฤษฎีได้จริง ต้องตั้งเป้าไว้ในแต่ละรายวิชา ว่านักศึกษาจะต้อง สามารถอธิบายทฤษฎี จากการปฏิบัติได้อย่างไรบ้าง แล้วอาจารย์นำเป้าหมายดังกล่าวมาตั้งคำถามใน reflction (AAR) เป็นการใช้กระบวนการ embedded formative assessment (EFA) เพื่อนำผลที่ได้เดี๋ยวนั้น มาทำ Constructive Feedback (CFB) ให้นักศึกษามุมานะในการปฏิบัติ สังเกต/เก็บข้อมูล และเรียนรู้ต่อไปอีก ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ ประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้ ซึ่งอ่านสาระทั้งหมดได้ ที่นี่

เป้าหมายคือ เพื่อให้การเรียนรู้มีความลึกและชัดเจนด้านทฤษฎี (ปริยัติ) โดยเรียนจากการตีความ ผลจากการปฏิบัติ (ปฏิเวธ) ที่ตนเองสัมผัส

หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาผู้ประกอบการสังคม เป็นการเรียนของผู้ใหญ่ ที่ประกอบสัมมาชีพ แล้ว และประสบความสำเร็จ นำเอาความสำเร็จนั้นมาตีความและขยายจากสัมมาชีพ สู่การประกอบการสังคม โดยมีการเรียนรู้ ๓ ทางคือ (๑) พัฒนาตนเอง ผ่านการปฏิบัติตามแนวทาง แห่งมงคลชีวิต และความเป็นจิตอาสา (๒) มีโครงงานประกอบการสังคมที่พึ่งพาตนเองได้ หรือสร้างความ เข้มแข็งให้แก่ชุมชนของตน (๓) สามารถเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาชุมชน/สังคมของตนเอง

ผศ. ดร. ศักดิ์ ประสานดี ผู้อำนวยการหลักสูตร บอกว่า ใช้ปรัชญาการเรียนรู้ของสถาบันอาศรมศิลป์ ๕ แนวทางคือ (๑) สร้างการเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายใน (๒) ฝึกการสื่อสารและการฟังอย่างลึกซึ้ง (๓) เรียนรู้โดยการลงมือทำ (๔) เรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (๕) เรียนรู้แบบบูรณาการ ผสมผสานรายวิชา

มีการจับกลุ่ม ๔๕ รายวิชา ๑๓๕ หน่วยกิต เป็น ๘ โมดูล คือ (๑) การวิเคราะห์ชุมชนและทุนทางสังคม (๒) ความรู้เกี่ยวกับผู้ประกอบการสังคม (๓) การวางแผนพัฒนาชุมชน (๔) การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ในงานพัฒนา (๕) สังคมโลกและโลกาภิวัตน์ (๖) สื่อสารสนเทศ และภาษา (๗) การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อ การเปลี่ยนแปลง (๘) การจัดการความรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการสังคมที่ยั่งยืน

รูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นปีที่ ๔ คือ (๑) ผลการลงพื้นที่และชุมชน เพื่อเยี่ยมชมกิจการ ประกอบการสังคมของนักศึกษา โดยอาจารย์และศิลปาจารย์ของหลักสูตร รวมถึงการให้คำปรึกษาแนะนำ แก่นักศึกษา (๒) ผลการเข้าค่ายฝึกสติปัฏฐาน ๕ วัน ตามแนวทางการสอนของหลวงพ่อเทียน (๓) ผลการเข้า ค่ายสุขภาวะหมอเขียว ๕ วัน ตามแนวทางของกลุ่มแพทย์วิถีธรรม (๔) ผลการจัดเวทีสนทนาในเวทีปฏิรูป ประเทศไทย กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนา หรือกิจการเกี่ยวกับสังคม (ตามแผนการเรียนหลักในภาคเรียนที่ ๗) (๕) การบันทึกเอกสารการจัดการความรู้ ในโครงงานของนักศึกษา ตามรูปแบบของแผนธุรกิจ หรือแผนยุทธศาสตร์ (ตามแผนการเรียนหลักในภาคเรียนที่ ๗)

ตัวชี้วัดการสำเร็จการศึกษา มี ๓ คือ (๑) การเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายใน (๒)โครงงานประกอบการ สังคมที่พึ่งตนเอง มั่นคง ยั่งยืน (๓) การขับเคลื่อนชุมชน/สังคม ซึ่งส่วนนี้ผมเสนอให้เพิ่ม (๔) ทักษะในการ เรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการปรับตัวและพัฒนาต่อเนื่อง อธิบายว่า สมมติว่านักศึกษาได้รับปริญญาไป แต่ผ่านไปสามสี่ปี กิจกรรมธุรกิจเพื่อสังคมเจ๊ง หากเกิดกับบัณฑิตส่วนใหญ่ สถาบันอาศรมศิลป์ก็จะเสียชื่อ จึงต้องให้ผ่านตัวชี้วัดที่ ๔ ที่ผมเสนอ

จำนวนนักศึกษาในปัจจุบัน ๔๑๐ คน เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ จำนวน ๒๓๑ คน คาดว่าจะจบ การศึกษา ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ ได้ ๒๕ คน

เป็นแนวทางที่สุดยอดในหลักการ แต่กรรมการสภาฯ ตั้งข้อสงสัยว่า ในทางปฏิบัติจะประกันคุณภาพ ของบัณฑิตได้อย่างไร

ผมเสนอว่า หัวใจอยู่ที่อาจารย์ของหลักสูตร และศิลปาจารย์ ที่จะต้องพัฒนาทักษะการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ตามที่กำหนดไว้ อย่างแม่นยำ ผมเสนอทางออก ๒ ข้อ (๑) ให้ผู้บริหารหลักสูตรและอาจารย์ กำหนดว่าแต่ละโมดูล เป็นการเรียนรายวิชาใดบ้าง (ตามแบบที่หลักสูตรสถาปัตย์ฯ ทำ) แล้วเขียนรายการคำถาม ที่สะท้อนความรู้ความเข้าใจรายวิชาเหล่านั้น เอาไว้ให้อาจารย์/ศิลปาจารย์ถาม ในกิจกรรมไตร่ตรองสะท้อนคิด (reflection/AAR) ให้นักศึกษาตอบ และดำเนินการฝึกอาจารย์/ศิลปาจารย์ มีทักษะในการตั้งคำถาม และทักษะ EFA + CFB ตามที่ระบุในหนังสือ ประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้ (๒) เลือกนักศึกษาที่คาดว่ามีสมรรถนะ ตรงตามที่กำหนดในหลักสูตร (๒๕ คนที่หมายตาไว้) ว่าน่าจะสำเร็จการศึกษาเพื่อรับปริญญาได้ มาทดสอบ ด้วยกระบวนการ reflection ผลงานประกอบการสังคมของตน โดยอาจารย์เลือกถามด้วยคำถามที่เตรียมไว้ แล้วอาจารย์ทำ EFA + CFB เพื่อแนะแนวทางพัฒนาตนเองให้จบหลักสูตร รับปริญญาได้

กิจกรรมข้อ (๒) จะเป็นการเรียนรู้ฝึกฝนของทั้งนักศึกษา และอาจารย์

หลังจากกลับมาไตร่ตรองที่บ้าน และเข้าอินเทอร์เน็ต ไปค้นเรื่องราวของหลักสูตรทั้งสอง พบว่า หลักสูตรสถาปัตย์ฯ ใช้เครื่องมือ ไอซีที ในการเรียนรู้และสื่อสารวงกว้างอย่างน่าชื่นชมยิ่ง แต่ไม่เห็นเลยใน หลักสูตรผู้ประกอบการสังคม ซึ่งก็อธิบายได้ว่าเพราะหลักสูตรแรกผู้เรียนเป็นวัยรุ่นอายุ ๑๗ - ๑๙ ปี ที่เกิดและเติบโตมาในยุคไอซีที แต่ผู้เรียนหลักสูตรหลังเป็นผู้ใหญ่ ไม่สันทัดเรื่อง ไอซีที

จึงเกิดความคิดว่า น่าจะจัดให้ นศ. หลักสูตรสถาปัตย์ฯ ไปร่วมกิจกรรมของหลักสูตรผู้ประกอบการ สังคม แล้วเสนอแนวทางใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการเรียนรู้ตามความเหมาะสมต่อนักศึกษาในหลักสูตร ผู้ประกอบการสังคม และอาจช่วยพัฒนาเครื่องมือที่เหมาะสมให้ด้วย ก็จะเกิด synergy ระหว่างสองหลักสูตร

ผมไม่รับรองว่า ข้อเสนอแนะในบันทึกนี้ จะถูกต้อง เพราะเป็นเพียงความคิด ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ โดยการปฏิบัติ และหากจะนำไปใช้ ก็ควรปรับให้เหมาะสมต่อสถานการณ์จริง

ผมเคยเขียนบันทึกถึงหลักสูตรผู้ประกอบการสังคม ไว้ที่ , , , ,

วิจารณ์ พานิช

๖ มิ.ย. ๕๘