การวางใจอีกแบบหนึ่งตอนใกล้ตาย

p wisuth
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
"โอ..พระพุทธเจ้าเสด็จมาในเพลานี้ เราไม่มีอะไรถวาย เพราะพ่อของเราเป็นคนตระหนี่ แม้มือของเราจะยกขึ้นไหว้ก็ยังทำไม่ได้" จึงคิดว่าสิ่งเดียวที่ทำได้ในขณะนี้ก็คือ ทำความเลื่อมใสให้บังเกิดขึ้นในจิตใจ เขาจึงได้น้อมจิตระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า และได้ตายลงในขณะนั้นเอง

นี้เป็นเรื่องเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่น่าสนใจ เพราะเป็นเรื่องที่บอกถึงองค์ประกอบในการทำความดี ใจมีความสำคัญมากกว่าสิ่งใด ดังนั้นหากเจอเหตุการณ์คับขันในชีวิต ตัวอย่างจากการทำใจในเรื่องนี้เป็นประโยชณ์กับเรามากทีเดียว

มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนมีทรัพย์มากแต่ก็ตระหนี่ถี่เหนียวมากเช่นกัน เขามีลูกอยู่คนเดียวเป็นผู้ชายชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี เมื่อลูกเติบโตย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ถึงเวลาที่จะต้องซื้อเครื่องแต่งกายให้ลูก แม้ว่าจะรักลูกมากเพียงใดก็ตาม เศรษฐีจะซื้อของที่มีราคาถูกๆให้ลูกเท่านั้นด้วยกลัวว่าจะสิ้นเปลือง ต่อมาลูกป่วย เศรษฐีก็ไม่พาไปรักษาเพราะกลัวว่าหมอจะคิดค่ารักษาแพง จึงเที่ยวไปถามคนโน้นคนนี้ หาสมุนไพรมาต้มให้ลูกกินเองทั้งๆที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์

ลูกก็เจ็บหนักมากขึ้นทุกที เมื่อเห็นท่าไม่ดี เลยไปตามหมอตัวจริงมารักษา แต่ก็สายเกินไป หมอแต่ละคนที่มาก็ส่ายหน้า ไม่ยอมรับเป็นคนไข้ด้วยเกรงว่าจะเสียชื่อเพราะเห็นแล้วว่า รายนี้ตายแน่นอน เมื่อเป็นดังนั้นเศรษฐีจึงเอาลูกมานอนที่นอกเรือน เพราะกลัวว่าเวลามีคนมาเยี่ยมจะแลเห็นทรัพย์สมบัติของตนเอง

มัฏฐกุณฑลีนั้นครั้นเมื่อใกล้จะสิ้นใจ พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปที่ใกล้ประตูเรือน ทรงเปล่งโอภาสรัศมีให้เห็น เขาคิดว่า "โอ..พระพุทธเจ้าเสด็จมาในเพลานี้ เราไม่มีอะไรถวาย เพราะพ่อของเราเป็นคนตระหนี่ แม้มือของเราจะยกขึ้นไหว้ก็ยังทำไม่ได้" จึงคิดว่าสิ่งเดียวที่ทำได้ในขณะนี้ก็คือ ทำความเลื่อมใสให้บังเกิดขึ้นในจิตใจ เขาจึงได้น้อมจิตระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า และได้ตายลงในขณะนั้นเอง

เขาได้ไปเกิดในเทวโลก เมื่อมองลงมาแลเห็นเศรษฐีผู้เป็นพ่อเศร้าโศกมาก ไปร้องไห้ที่หลุมศพในป่าช้าทุกวัน จึงลงมาบอกที่ไปของตนเอง ทำให้พ่อคลายจากความเศร้าโศกและได้ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว แล้วจึงกลับไป

ในเช้าวันรุ่งขึ้นเศรษฐีได้ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์มาฉันที่บ้านของตน แล้วถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่ไม่ได้ทำความดีอย่างอื่นเลย อาจทำให้เกิดในสวรรค์ได้หรือ?" พระองค์ตรัสตอบว่า " ดูกรเศรษฐี ก็ท่านเห็นด้วยตนเองแล้วมิใช่หรือ ? ทำไมท่านจึงถามเราอีก" ขณะที่เศรษฐีนั่งนิ่งอยู่ พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐาน ให้มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรมาแสดงตนให้ปรากฏในที่ประชุมชนนั้น พร้อมทั้งได้กล่าวบุพกรรมของตนที่ทำให้ได้ไปเกิดเป็นเทวดา ได้ทิพสมบัติเห็นปานนี้ แล้วพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า

ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว แม้พูดอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตามย่อมมีจิตที่ตั้งมั่นเบิกบาน และเพราะความผ่องใสนั้นความสุขย่อมตามผู้นั้นไปดุจเงาตามตนไป ฉะนั้น

เมื่อตรัสจบลง เศรษฐีก็บังเกิดความปีติปราโมทย์ ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันก้มลงกราบพระบาทพระศาสดา แล้วตามส่งเสด็จพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์สงฆ์ถึงพระเชตวันมหาวิหาร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สาระในธรรม



ความเห็น (0)