วิธีวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม


วิธีวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

ท่านอาจารย์หลวงพ่อไชยา จากวัดบ้านค้อ มีเมตตาให้คำแนะนำแก่ลูกศิษย์ เรื่องการปฏิบัตธรรม ที่วัดป่าชิคาโก ประเทศอเมริกา เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘


ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ

หลวงพ่อชาท่านสอนว่าขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ ไม่ใช่ว่าจะทำเฉพาะตอนขยัน ความหมายของทำนั้นคือไม่ใช่ทำเฉพาะเรื่องของสมาธิ ที่ท่านบอกว่าคนสามบ้าน กินน้ำสามเดียว เมื่อกี้หลวงปู่เหรียญ์ว่า เที่ยวข้างเดียว ข้อยหยิบห้อยกัน แต่ท่านมามาแปลงเป็นภาษาภาคกลาง นี้เป็นภาษิตภาษาอิสาน คนสามบ้านกินบ่อเดียว พออย่างนี้เราจะได้รู้ว่า ที่เราเกิดยังมีพุทธศาสนาอยู่ พอสูงสุดแล้วภพทั้งสาม ทั้งกามภพ รูปภพ และอรูปภพ ภพท่านหมายถึงบ้านใหญ่คือจิตวิญญาณทั้งหลายที่มาเวียนว่ายตายเกิด จะอยู่ในกลุ่มของกามภพ ก็คือยินดีเพลิดเพลินอยู่ในกาม รูปภพคือพรหม รูปพรหม อรูปพรหม เราตีความหมายสั้นๆก็นึกว่า สามบ้านมากินน้ำบ่อเดียวกัน เราก็บอกว่าทำไมขี้เกียจขุด ขุดอยู่บ้านเดียว บ้านของตัวเองหมายถึงบ้านเล็กๆ ปริษณาธรรมท่านพูดถึงบ้านใหญ่ คือภพทั้งสาม เป็นเฉพาะจึงเอามาเตือนตัวเองได้อย่างดีว่า เราโชคดีท่านยังเกิดทันคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังมีครูบาอาจารย์อยู่ ถ้าต้องมาเกิดอีกไม่รู้จะเจอหรือเปล่า ห่างเหินไปจากนี้ บอกว่าจะขอไปเจอพระศรีอารายะเมตตรัย เคยไล่ดูไหมว่าสมัยพระศรีอารายะเมตตรัยเมื่อไรจะกลับมาเกิด เฉพาะแค่หมดยุดของพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม ก็อีกหกพันห้าร้อยกว่าปี คือยุคของพระสมณโคดมห้าพันปี หมดยุคคำสอนแล้ว ต่อจากนั้นอายุคนก็จะต่ำไปเรื่อยๆจนถึงอายุสิบปีเป็นอายุขัย จะเกิดกลียุค ตอนนี้ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ที่เราห่วงว่าโลกจะแตก น้ำจะท่วมประเทศไทย เหลืออยู่สามเกาะ อย่างนั้นยังไม่ต้องตกอกตกใจไปขนาดนั้น แต่ภัยต่างๆจะเกิดขึ้นมากมาย เพราฉะนั้นโชคดีที่เรายังอยู่ในยุคนี้ ถ้าเราปรารถนาจะไปพบพระศรีอารยเมตตรัย ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่าขนาดตอนนี้ศาสนาของพระาพุทธโคดมยังสมบูรณ์อยู่ ก็ยังไม่ทำ ก็ยังขี้เกียจ แล้วจะมีโอกาสได้เจอพระาศรีอารยเมตตรัยหรือเปล่าไม่รู้ จะไปวนอยู่ไหน กว่าพระศรีอารยเตตรัยมาเกิด คนอายุลดต่ำจนถึงสิบปีแล้วเกิดกลียุค แล้วค่อยๆเขยิบอายุขึ้นไป ไม่ประมาททำคุณงามความดี ความดีนั้นก็จะส่งผลจะสิปปี ก็จะมาเป็นสิปเอ็ดปี ร้อยปีเขยิบได้ปีหนึ่ง เป็นแสนปีล้านปี พออายุมากๆขึ้นเกิดประมาทอีกแล้ว อายุถึงจะถอยลงมาถึงแสนปี แต่พระศรีอารยเมตตรัยท่านมาตรัสรู้ตอนคนมีอายุแปดหมื่นปี บวกขึ้นไปที่จะถอยลงไป กับที่จะขึ้นไปสูงสุด จนประมาทแล้วเขยิบลงมาอีก ร้อยปีเขยิบปีหนึ่งมันยาวนานเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเป็นการโชคดีสำหรับตัวเรา เป็นการกระตุ้นให้เราขยันขึ้น


เที่ยวทางเดียวไม่เหยียบทางกัน

ความก้าวหน้ามันเกิดจากว่าเที่ยวทางเดียวไม่เหยียบทางกัน เที่ยวทางเดียวหมายถึงเดินองค์มรรคนั่นแหล่ะ แล้วทำไมบอกว่าไม่เหยียบรอยกัน หมายความว่า การเดินมรรคของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะเราต่างคนต่างสร้างบารมีมาแตกต่างกัน เห็นเขาเล่าว่าคนนั้นทำอย่างนั้น คนนี้เขาเจออย่างนี้ อยากจะให้เป็นเหมือนเขา มันก็ไม่เป็น เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ในที่สุดแล้วก็คือต้องเดินในทางมรรค ก็คือการแก้ไขปรับปรุง เปลี่ยนความคิดความเห็นพฤติกรรมคำพูด แล้วก็มาสร้างความมั่นคงของจิตของใจ แล้วก็จะมีหมวดปัญญา ศิล สมาธิ เริ่มจากสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบก็ต้องเริ่มจากง่ายๆคือ เราไม่ต้องไปแก้คนอื่น เราแก้ที่ตัวเราเอง ถ้าทุกข์ไม่ต้องไปโทษคนอื่น โทษตัวเอง ว่าเราวางใจผิด คิดผิด

ส่วนใหญ่มันไม่เป็นอย่างนั้น เราไปเสียเวลาโทษคนโน้นคนนี้ แทนที่มันจะดีขึ้น มันกลับแย่ลง มันจะไประลึกเข้ามาหมดเลย เหมือนก่อนเคยพูดกันอย่างนี้ ทำอย่างนี้ อย่างโน้นไล่มา คือไปให้อาหารกับกิเลส แต่พอหันเขามาโทษตัวเอง เข้ามาแก้ไขที่ตัวเองมันง่าย มันจบง่าย ถ้าจะหาก็หาความผิด ความโง่่ของตนเอง อันนี้คือปรับความเห็นให้ถูกต้อง ต้องหมั่นดู ความเป็นจริงของทุกขัง อนัตตา บ่อยๆ

ส่วนใหญ่เรานึกว่าก้าวหน้า ก็คือนั่งได้นานๆ นั่งแล้วมันสงบ จิตใจมันสว่างไสว อันนั้นเป็นหมวดของสมาธิ ก็ต้องทำ การฝึกสมาธิคือฝึกจิตให้มีความสงบเยือกเย็น หมั่นคง จะช่วยให้การพิจารณา ทางด้านปัญญาไปด้วยดี


วัดกันที่สัมมาสังกัปโป การดำริออกจากกาม

ตอนนี้เราจะวัด วัดกันที่ไหน ว่าความเห็นของเราถูกต้องไหม ความก้าวหน้าของความเห็นชอบที่มันถูกไหม ให้มาดูที่สัมมาสังกัปโป การดำริออกจากกาม พยาบาท วิหิงสา เราทำได้เร็วขึ้นไหม เราปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา ได้ดีขึ้นไหม เช่นเคยชอบของสวยๆงามๆ ของอร่อย เคยหลงเคยเพลิน อยู่กับโลก ปัญญาเราพิจารณาเห็นโทษมันชัดเจน เราเห็นถึงความมัวเมา ของตัวเอง หรือว่าสบายดี ชีวิตนี้ของฉันไม่มีทุกข์ เงินทองก็มีใช้ เงินรีไทร์เงินต่างๆก็พอแล้ว ทำงานมานานแล้วตอนนี้ฉันเสวยสุข มีความสุขไม่ต้องเดือยร้อนอะไร ถ้าอย่างนั้นก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ตราบใดที่ยังไม่เห็นทุกข์ มันตอบยากที่จะขยันภาวนา ฉะนั้นจึงควรฝึกให้เห็นโลกตามความเป็นจริงว่า มันไม่มีแต่สุขนะ มันมีทุกข์ ประกอบอยู่ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราเข่้าไปยึดเข้าไปถือไปผูกพัน

ท่านหยิบกระดาษเช็ดมือมาถือ แล้วบอกว่า อันนี้มันก็มีประโยชน์เอาไว้ใช้ หยิบขึ้นมาส่วนไหนที่จะใช้ก็ ดึงออกมาใช้ แล้ววางมันเสีย มันก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้าเรายึดถือมันไว้นานๆ สักชั่วโมงสองชั่วโมง วันสองวันเป็นไง ต้องได้พึ่งหมอนวดหมอฝั่งเข็ม ก็บอกว่ามันมีประโยชน์ มันไม่หนัก มันไม่หนักขึ้นหรอก น้ำหนักมันเท่าเดิม แต่ถ้าเรายึดถือไว้นานๆ นั้นแหล่ะเพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิตของเราไม่ว่าสุขหรือทุกข์ อย่างไปยึดไปผูกว่าเป็นของเรา อารมณ์ต่างๆมันเกิดมันดับอยู่อย่านั้นแหล่ะ ถ้าเห็นความเกิดดับ เกิดดับชัดเจนอย่างนี้ ใจเราก็ไม่เข้าไปผูกไปมัด ไปหลง ไปเพลิน

โชคดีนักหนาที่เราได้มาเจอพระพุทธศาสนา ความขยันหมั่นเพียรก็จะมีมากขึ้น นั่งสงบไม่สงบก็ไม่เป็นไร เราพยายามดึงจิตไม่ไปคิดปรุงแต่่ง ไม่เอาความอยาก เรื่องของคนอื่นที่เขาเล่า เอามาเปรียบเทียบตัวเอง เมื่อไรฉันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ายิ่งอยากก็ยิ่งไม่เป็น มันสงบก็เอา ไม่สงบก็เอา เอามาคิดพิจารณาได้ไหมว่า สัมมาสังกัปโป มันมีดำริออกจากกาม เรารู้สึกอย่าไรในการดำเนินชีวิต ยังหลงสวย หลงงาม หลงอร่อย หลงเพลิน หลงแสงสีแสง หลง เพลงไพเราะ ถ้ามันยังมี ก็ให้มีตารางสำหรับฝึกตัวเอง ถอยออกมาได้ไหม ท่านบอกดำริออกจากกาม ถอยให้มันลดน้อยลงๆ บางคนก็ติดข่าวการเมือง ฟังที่ไรก็หงุดหงิดขึ้นทุกที พวกหนึ่งจะจัดแถลงข่าว อีกพวกหนึ่งไปชูป้ายประท้วง ต่างคนก็ต่างเชียรกัน ผลเป็นอย่างไร อารมณ์ของใจมันดีไหม อีกไม่กีวันก็ต้องตายไปกันหมดแล้ว เพื่อนรุ่นเดียวกันก็ตายกันไปหลายคน รุ่นพี่ก็เพิ่งตายใช่ไหม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รวมเรื่องธรรม



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

แมกโนเลียที่อเมริกาโรย รึยัง .. สบายดีนะเจ้าคะ...คิดถึงค่ะ..ยายธี...