"วิสาขบูชา พาใจให้ตื่นรู้ ดูจิตให้เมตตา ลาทีคิดติดมั่น ลั่นเสียงกระซิบไป ใส่หัวใจใคร่ครวญ ล้วนมีอนิจจัง สังเคราะห์วิธีบุญ คุณธรรมนำตน"

วันพระ...ผมกำลังทำบุญด้วยการวิเคราะห์ความคาดหวังของนศ.กิจกรรมบำบัด ม.มหิดล ตามหลักการความยั้งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล...ตามแนวคิด Environment-Social-Governance (ESG) Analysis for Sustainable Organization คลิกอ่านเพิ่มที่นี่ ขอบพระคุณพี่ไก่และทีมงานร้อยโครงการเปลี่ยนประเทศที่แนะนำ และทำให้ผมเลยพอมีเวลาทบทวนการจัดการเรียนรู้นศ.Gen Z จากเอกสารของม.อุบลราชธานี กับความเข้าใจใน Gen ของตัวเองกับผู้อื่นที่นี่

โดยสรุปจากการวิเคราะห์ข้างต้น ดูจากภาพประกอบ จะเห็นว่า นศ.ปี 1-3 สาขากิจกรรมบำบัด ม.มหิดล กล้าคิดกล้าแสดงความคิดเห็นแบบนัดหมายกันเป็นพลังกลุ่ม หลายประเด็นเขียนตรงกันทั้งเนื้อหากับตัวอย่าง และมีไม่ถึง 20% ของนศ.ที่แคร์ความรู้สึกโดยเขียนให้กำลังใจคณาจารย์ประจำหลักสูตร ที่สำคัญมีประเด็นมากมายที่นศ.มีความต้องการ "ความอิสระในการเลือกวิชาเรียนที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพมากกว่าวิชาพื้นฐานทั่วไปทั้งภาษากับวิทยาศาสตร์ที่พวกเขาคาดว่า เขาได้เรียนรู้จากม.ปลายมาเต็มที่แล้ว และอยากให้เรียนนอกชั้นเรียน ศึกษาดูงานมากกว่านั่งเรียนทฤษฎีในชั้นเรียน และอยากเลือกเรียนกับอาจารย์ที่มีประสบการณ์ตรงกับวิชาชีพมากกว่ากับอาจารย์ประจำหลักสูตรที่สอนตามตำรามากกว่ากระตุ้นกระบวนการเรียนรู้ให้เห็นภาพชัดเจน" ในฐานะประธานหลักสูตร Gen X มีความอึดอัดในตอนแรกที่ค่อยๆอ่านลายมือความต้องการของนศ.แต่ละท่าน สุดท้ายก็ต้อง "เปิดใจยอมรับว่าการบริหารหลักสูตรที่นศ.จ่ายค่าเล่าเรียนแบบรัฐบาลจะต้องเข้าใจความจริงในข้อจำกัดของงบประมาณการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและสิ่งที่มิใช่บุคคล...แต่นศ.ไม่เคยตระหนักรู้ในข้อจำกัดแบบนี้ เมื่อจำเป็นต้องเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือให้นศ.ลงทุนเพื่อการเรียนรู้นอกสถานที่ด้วยตัวเอง...อนิจจัง ทุกขัง อนันตา...นศ.ย่อมยากลำบากในการเสนอแนะข้อคิดเห็นเชิงแก้ไขปัญญาในประเด็นเหล่านี้ทั้งๆที่พวกเข้าบ่นอย่างพรั่งพรูถึงอุปสรรคการบริหารจัดการให้เกิดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์ 35.75% อุปสรรคการจัดหลักสูตรแบบ Active Learning ที่นศ.ยังคงอยากให้ป้อนความรู้แล้วระบุกรอบการเรียนรู้ (อย่านอกกรอบ)และจัดสอบให้ตรงกับที่สอนถึง 54.11% และอุปสรรคในเรื่องธรรมาภิบาลของการประกาศวิธีการตัดเกรดที่ชัดเจน มีเวลาให้เตรียมตัวสอบ สัดส่วนการสอบเชิงปริมาณตามเวลาที่เขาเสียไป และความไม่ชัดเจนไม่พร้อมในสื่อการสอนและในคุณสมบัติของอาจารย์ที่เค้ามีสิทธิ์เลือกเพราะเป็นผู้จ่ายค่าลงทะเบียน โดยไม่มีกล่าวถึงข้อที่ควรพัฒนาหรือปรับปรุงตัวเองในแต่ละบุคคลใดๆ

บทสรุปเมื่อผมทราบข้อมูลปัญหา...ผมต้องสังเคราะห์แนวทางการจัดการเบื้องต้นร่วมกับผู้บริหารส่วนงาน ได้แก่ ปรับทัศนคติผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ตรงกัน (Attribute) 34.78% การจัดการความรู้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Knowledge) 25.60% และการระดมความคิดความเข้าใจให้เกิดการปฏิบัติ (Psychomotor) 39.62%

ผมเองเพิ่งปรับความรู้ความเข้าใจในการเป็นโค้ชให้กับอาจารย์ประจำหลักสูตร Gen Y ตามบันทึกนี้้ แต่เมื่อผมอยู่ในฐานะประธานหลักสูตรกิจกรรมบำบัด ซึ่งผ่านการรับรองจากสหพันธ์นักกิจกรรมบำบัดโลก อันยากลำเค็ญในการเตรียมเอกสารขณะป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบและทำแบบไม่ได้พักผ่อนทั้งวันคืนรวม 3 วัน และผ่านการรับรองจากคณะกรรมการวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข อันยากลำบากในการสื่อสารระหว่างทีมอาจารย์กับทีมคณะกรรมการตรวจประเมิน และผ่านการอนุมัติเปิดใช้หลักสูตรจากคณะกรรมการภายในและภายนอกคณะจนถึงคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติไทย อันยากซับซ้อนในการคิดกลั่นกรองหลักสูตรแต่ขาดข้อมูลความต้องการของผู้เรียน ที่ผมเพิ่งทำได้ชัดเจนในวันพระใหญ่วันนี้

ความรู้สึกของผม ณ ปัจจุบันขณะ คือ "กิจกรรมบำบัดศึกษาเป็นงานที่เหนื่อย ท้าทาย และต้องการผู้นำสุขภาวะที่เสียสละในหลายๆปัจจัยเพื่อแลกมาด้วยการเรียนรู้กิจกรรมบำบัดอย่างมีความสุขที่สะท้อนมาจากผู้เรียนและการสำเร็จเป็นบัณฑิตนักกิจกรรมบำบัดที่ช่วยเหลือคนไทยด้วยทักษะเมตตาและปัญญาแห่งแผ่นดินที่สะท้อนมาจากวิสัยทัศน์ของผู้สอน" ถ้าผมเลือกได้กับจริตการทำงานของตัวเอง ณ ความรู้สึกตรงนี้ ผมขออยู่อย่างสงบแล้วเลือกทำงานเป็นนักเขียนอิสระและอยู่อย่างปิดทองหลังพระจะดีกว่า ไม่อยากทำงานที่เกินตัวเกินเวลาเกินหน้าที่ของอาจารย์ทั้งสอน ทำคลินิก วิจัย และบริการวิชาการ-บริหาร-ทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม ถึงเวลาเสียทีที่ตำแหน่งอาจารย์ควรปฏิรูปสู่สุขภาวะแห่งความต้องการทำงานให้มีสุขภาวะเสียที เฉกเช่นเรากำลังถามความต้องการของนศ. ว่าไปแล้วผมคิดถึงและชื่นชมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับกลุ่มทำงานมหาลัยเถื่อนจริงๆครับผม