การจัดการศึกษาเกษตร

การจัดการศึกษาซึ่งในอดีตผู้ใหญ่มองด้วยสายตาอันกว้างไกลได้กำหนดไว้รวม 7 ปีด้วยกัน ช่วงนั้นผมฟังแล้วรู้สึกสับสนนิดหน่อย เพราะบรรดาผู้ใหญ่ที่ได้ทุน ให้ไปศึกษาต่อในประเทศตะวันตก ท่านกลับมาก็วางพื้นฐานไว้รวม 7 ปี

ผมได้เค้ามาว่าแม้ 5 ปี ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ฟิลิปปินส์เป็นแหล่งผลิตบรรดาบัณฑิตกลับมาปูพื้นฐานให้เกษตรก็กลับมาทำงานวิจัยที่เรียกว่าวิทยานิพนธ์เพื่อสำเร็จภารกิจในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

มาถึงเดี๋ยวนี้ทำไมการทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์มันหายไปไหนอย่างที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวว่าการจัดการศึกษาของเราเปรียบเหมือนหมาหางด้วน

ตัวผมเองในสมัยก่อนก็ต้องทำวิทยานิพนธ์เพื่อสำเร็จการศึกษาโดยสมบูรณ์

มาถึงเดี๋ยวนี้ผมเหลียวซ้ายแลขวามองหน้ามองหลังก็ไม่เห็นวิทยานิพนธ์โผล่มาให้เราชื่นใจ

ผมจำได้ว่าประมาณปีพ.ศ. 2490 มีเสียงพูดออกมาจากคนที่เรียนเกษตรหลายคนซึ่งกล่าวว่า ให้ตัดแม่โจ้ออกไปอยู่ต่างหากเพราะเป็นการศึกษาระดับต่ำ ส่วนการศึกษาระดับสูงคือที่บางเขน สถานที่นี้สูงพอที่จะเรียนรู้เหนือกว่าการเรียนต่ำๆ

นี่แหละที่มันเป็นแนวทางซึ่งคนเรียนไปแล้วดูถูกตัวเอง

มีหรือที่คนเรียนไปแล้วหวนกลับมาดูถูกพื้นดินที่เรายังคงยืนหยัดเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ครบถ้วน

อย่าลืมนะครับใครก็ตามที่พูดอะไรไว้อดีต อย่านึกว่าผมจำไม่ได้ ความจริงผมจำได้ทุกเรื่อง

ยังมีของกำนัลอีกอย่างหนึ่งที่มีคนทิ้งไว้ให้ผมนี่แหละ อยู่มาวันหนึ่งมีนักศึกษาสตรีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพียงปริญญาตรี เธอได้รับมอบหมายให้มาสัมภาษณ์ผมออกรายการวิทยุ

คุยกันไปคุยกันมาเมื่อคุยกว้างออกไปเรื่อยๆ มันก็ย่อมลึกด้วย เธอพูดว่าอย่างไรรู้หรือไม่ "เอ๊ะ ที่อาจารย์พูดมานี้มันไม่ใช่การศึกษาเกษตรนี่คะ แต่มันเป็นการศึกษาทั่วไป" ผมฟังแล้วหมุนซ้ายหมุนขวาแล้วรู้สึกสับสน และสับสนมาถึงปัจจุบัน พูดมาในอดีตก็คิดว่าตัวเองพูดดีแล้ว แต่แท้จริงแล้วกลับแยกหัวกับหางไปไว้คนละด้าน เมื่อพูดยังไม่จบดี เธอก็บอกว่าไม่ใช่เสียแล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเธอการปรากฏได้เต็มอัตรา แต่แยกตัวกับหางไปคนละเรื่อง

โลกใบนี้ อยู่ไปอยู่มา เวียนไปเวียนมามันก็กลายเป็นอะไรไม่ทราบ ผมยังนำเรื่องนั้นมาขบคิดไม่ตกว่าการศึกษาของเราในอนาคตมันจะเป็นอะไรกันแน่

ความจริงผมไม่อยากจะมาเป็นผู้บริหารการศึกษาในครั้งนั้น แต่บังเอิญมหาวิทยาลัยมันเกิดเรื่องจนแตกกันหมดแทบไม่เป็นชิ้นดี ไม่ว่ามองกลุ่มไหนมันก็แตก แตกกันทุกกลุ่ม ในที่สุดกว่าจะลงเอยมันก็ 1 เดือนเต็มๆ เมื่อลงเอยแล้วเป็นอันว่าจะหาผู้บริหารคนใหม่มาดำเนินการ

ผมเหลียวซ้ายแลขวาเห็นแต่คนแตกกัน พูดกันไม่รู้เรื่อง พูดกับคนกลุ่มนี้ก็กลายเป็นตำหนิคนกลุ่มนั้น พูดกับคนกลุ่มนั้นก็กลายเป็นตำหนิคนกลุ่มนี้

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในที่สุดก็มีคนมาทาบทาม ผมถามกลับไปว่าคุณมาเอาผมทำไม

ผมได้ยินคำตอบเดียว "เพราะว่าท่านอาจารย์พูดได้กับคนทุกกลุ่ม" ผมอดคิดไม่ได้ว่าเขาต้องการใคร และต้องการคนมีนิสัยอย่างไร ผมพูดกลับไปว่า "คุณครับสิ่งที่พูดมานั้น มันดีกว่ากฎระเบียบที่วางไว้เยอะแยะ กฎที่วางไว้หลายขั้นตอนเวลานี้โยนทิ้งได้แล้ว"

ผมนำเอาเรื่องนี้มาพิจารณา คิดไปคิดมาจึงสรุปได้ว่า

ตัวร้ายที่สุดก็คือการเอาคนสมัครมาให้ดำเนินการนั่นแหละ คุณรู้หรือเปล่าว่าคนที่สมัครจะเข้ามาเป็นตำแหน่งโน้นตำแหน่งนั่น ล้วนก็เข้ามาเพื่ออวดตัวเอง

ผมมาถึงบางอ้อว่า มิน่าล่ะ คนที่สมัครไม่ใช่แต่สมัครเท่านั้นมันเลยเถิดมาถึงการโอ้อวดตัวเองเพื่อหาเสียง โรคนี้แย่ที่สุดเพราะเป็นการเสียมารยาท คนอย่างผมไม่ทำแน่

ผมเห็นคนสมัครรับเลือกตั้งแล้วก็ต้องพูดอวดตัวเองว่า ดีอย่างโน้นดีอย่างนั้นดีไม่รู้จักจบ ในที่สุดเลยจบไม่ลง คนดีเขาไม่พูดอวดตัวเองหรอกครับ เพราะมันเสียมารยาทอย่างร้ายกาจที่สุด

ถ้าเรามีแมวมองแต่ต้องเป็นแมวมองที่ดีจริงๆ ไม่ใช่แมวมองที่มองไปมองมาเห็นแมวเป็นหมา อย่างนี้เป็นแมวมองไม่ได้แน่

คนที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างคุณงามความดีนั้นเขาไม่อวดตัวเองหรอกครับ เพราะจิตใจเขาอยู่ที่นี่จุดเดียวหรือที่เรียกกันว่าความมั่นคงเข้มแข็ง (Sustainable) คนที่ต้องการคนดีก็ต้องปล่อยให้คนดีไปเสาะหาเองอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องบอกให้เขารู้

ถนนเส้นนี้แหละที่มันทำให้คนเดินไปไหนมาไหนแล้วร่มเย็นเป็นสุขเพราะมีกระแสลมพัดโชยมาอยู่เรื่อยๆ

คนดีย่อมถือภาษิตบทนี้เอาไว้ คอยอ่านภาษิตโบราณที่ผมเขียนไว้อีกไม่นานคงออกมาให้คุณเห็นแน่นอนที่สุด

ห้องจัดทำหอประวัติศาสตราจารย์ระพี สาคริก
อาคารสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร
ระพี สาคริก

25 พฤษภาคม 2558