ชีวิตที่พอเพียง : ๒๔๑๗. เตรียมวาดฝัน KMI ๒.๐


สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) จัดตั้งมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๖ มีอายุเกือบ ๑ รอบนักษัตร ถึงคราวสมควรจุติสู่ภพภูมิใหม่ ผมจำเป็นต้องเข้าไปดูแลด้านการบริหารชั่วคราว ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน จาก KMI 1.0 ไปสู่ KMI 2.0 ที่เป็นอย่างไรผมก็ยังไม่ทราบ ทราบแต่ว่า ต้องไม่เหมือนเดิม

ทราบแต่ว่า ต้องเน้น การเรียนรู้จากการปฏิบัติ เป็นตัวหลัก และต้องใช้พลังของ ICT ใช้พลังของ สมาร์ทโฟน

เมื่อเน้นการปฏิบัติ ก็ต้องเน้น การสะท้อนคิด ตามมา การพัฒนาวิธีฝึกทักษะการสะท้อนคิด (Reflection / AAR) ที่ให้มิติการเรียนรู้ที่ลึก น่าจะเป็นเรื่องสำคัญของ KM 2.0 ที่เราจะพัฒนาขึ้นในบริบทไทย

เราน่าจะต้องทำงานวิชาการคู่ไปกับปฏิบัติการ งานวิชาการหมายถึงการสร้างความรู้ใหม่ ความเข้าใจใหม่ ทฤษฎีใหม่ และวิธีการใหม่ ของ KM ในยุคใหม่ ที่เราเรียกว่า KM 2.0

นั่นหมายความว่า ในแต่ละปี KMI 2.0 (และภาคี) จะมีผลงานวิจัยด้าน KM ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ทั้งในประเทศ และในต่างประเทศ รวมทั้งมีการตีพิมพ์หนังสือ ทั้ง printed version และ eBook

ผมเดาไว้ว่า KMI 2.0 จะทำงาน ๓ ด้าน อย่างละเท่าๆ กัน

๑.รับพัฒนา และฝึกอบรม กิจกรรม KM ให้แก่ สสส. และภาคีของ สสส.

๒.ขับเคลื่อน KM ประเทศไทย เพื่อผลด้านสุขภาวะของประเทศ

๓.รับงานที่ปรึกษา และฝึกอบรม KM ให้แก่หน่วยงานต่างๆ

งานขับเคลื่อน KM ประเทศไทย จะทำในหลายลักษณะ ที่นึกออกในตอนนี้อย่างหนึ่งคือ การจัด มหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ที่จะจัดทุกปี หรือทุกสองปี ตามความเหมาะสม โดยต้องถามความเห็นของภาคีด้วย อีกอย่างหนึ่งคือ การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่าย KM ประเทศไทย ที่จะจัดหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ทุกๆ ๒ - ๓ เดือน

วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๘ ผมเชิญคนของ สคส. และภาคี จำนวนสิบกว่าคน มาร่วมระดมความคิด ว่าควรดำเนินการ สคส. ต่อไปหรือไม่ หากจะดำเนินการต่อ จะทำอย่างไร ได้ความคิดเพิ่มเติมอีกมากมาย

ความคิดในเชิงยุทธศาสตร์มาจากประสบการณ์ตรงของคุณธวัช หมัดเต๊ะ ที่ไปทำงานเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นโค้ช KM ให้แก่บริษัท SCG Cotto ที่ต้องการใช้ KM ผ่านกิจกรรม Team Learning เพื่อบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ทางธุรกิจ ซึ่งเมื่อฟันฝ่าไประยะหนึ่งผู้บริหารของหน่วยงาน ก็บอกว่าได้ผลจริงๆ ย้ำว่าต้องออกแบบ วางยุทธศาสตร์ KM ย้อนหลังมาจากเป้าหมายผลลัพธ์ทางธุรกิจ ซึ่งในกรณีคุณธวัช ได้เข้าไปทำ Coaching หรือ Learning facilitation โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ

เราคุยกันว่า ให้ไปขออนุญาต SCG Cotto ทำ case study ไว้เป็นตัวอย่างของ Success Story และ Best Practice

KM เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายอยู่ที่ผลลัพธ์ของงาน คนเก่งขึ้น และหน่วยงานน่าอยู่เพราะคนรักกัน

ผมได้รับคำแนะนำว่า ควรอยู่ในหน้าที่ผู้อำนวยการ สคส. ไม่เกิน ๒ ปี และได้ความคิดว่า ต้องมี Co-director เพื่อฝึกงาน เตรียมรับผิดชอบช่วงต่อ

จากการพูดคุยระดมความคิด เราพบว่า content knowledge มีความสำคัญมาก ในการโค้ชด้วย KM ให้ "ลูกค้า" บรรลุผลงานที่ต้องการ หากมี content knowledge เรื่องนั้นๆ อยู่ก่อนแล้ว การทำงาน KM Coaching เพื่อบรรลุผลลัพธ์ของเนื้องาน ก็ง่ายขึ้น แต่แม้ไม่มี content knowledge ก็ไปเรียนรู้เอาที่หน้างานก็ได้ ดังกรณีที่คุณธวัชทำที่ SCG Cotto

เท่ากับ เราไปทำหน้าที่โค้ช "คุณอำนวย" ของหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ Change Agent อยู่ภายในหน่วยงาน จึงต้องหา ChangeAgent ประกบติด KM ในหน่วยงานให้พบ ให้เขาเป็นพระเอกนางเอก คนของ สคส. เข้าไป โค้ช / empower ตัว Change Agent หรือ "คุณอำนวย" KM ของหน่วยงาน

เราประชุมกันจนเที่ยง หลังกินอาหารเที่ยงง่ายๆ เราไปทำพิธีรดน้ำดำหัวอวยพรปีใหม่ไทย และถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกวันก่อเกิด KMI 2.0


บรรยากาศในห้องประชุม


ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกวันเริ่มก่อเกิดKMI 2.0


อำนวยพรเนื่องในวันปีใหม่ไทยjpg


วิจารณ์ พานิช

๑๐ เม.ย. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

สู้ๆ ค่ะอาจารย์