นกอินทรีเลี้ยงลูก ตัวอย่างสร้างความเข้มแข็งแต่เยาว์วัย

p wisuth
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

นกอินทรีนี่เขายกย่องว่าเป็นพญานก เป็นชีวิตที่เด็ดเดี่ยว อิสระ แข็งแกร่ง กล้าหาญเด็ดเดี่ยว แล้วก็เด็ดขาด

คุณลักษณะแห่งความเป็นนกอินทรีนั้นมีได้อย่างไรหรือเป็นได้อย่างไร ก็แน่นอนทีเดียวที่ไม่ใช่อยู่ดีๆเกิดขึ้นได้เอง เป็นเอง มีเอง แต่ต้องเนื่องจากเพราะการฝึกสอน การอบรม ของพ่อนกแม่นกอินทรีที่ประพฤติสืบเนื่องมาโดยตลอดไม่ขาดสายนั่นเอง

พอแม่นกอินทรีจะวางไข่ ก็จะจัดแจงไปหาก้อนหินที่เหมาะจะเป็นรังที่แม่นกพ่อนกมองเห็นว่าเป็นก้อนหินที่มีขนาดและรูปร่างเหมาะเจาะพอสมควร แล้วก็ต้องอยู่ในที่ที่ปลอดภัยสำหรับลูกนกด้วย แล้วก็จะหากิ่งไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้างมาวางลงบนหินเพื่อให้เป็นฐานของรังนก เสร็จแล้วก็จะไปหาหนาม หนามแหลมๆ หนามคมๆ หนามใหญ่ๆ มาวางสะเอาไว้บนกิ่งไม้อีกทีหนึ่ง ลองนึกภาพตามไปทีละชั้น

จากนั้นก็จะไปหาใบไม้มาวางปิดหนามอีกทีหนึ่ง ใบไม้นี้ก็คงจะต้องเป็นใบไม้ที่ค่อนข้างนุ่มสักหน่อย นุ่มกว่าหนาม นุ่มกว่ากิ่งไม้ เสร็จแล้วสุดท้ายแม่นกก็จะสลัดขนของตัวเองปูลงไปบนใบไม้อีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อลูกนกออกมาก็จะได้นอนอยู่บนขนของแม่นกซึ่งมีความอ่อนนุ่ม เพราะว่าลูกนกเมื่อออกมาทีแรกนั้นยังปวกเปียกอยู่ เนื้อตัวยังอ่อนนิ่ม เมื่อได้นอนบนขนของแม่นกที่อ่อนนุ่มก็จะพอสบาย แล้วแม่นกก็จะเลี้ยงลูกไปจนกระทั่งลูกนกเริ่มแข็งแรง

พอเริ่มแข็งแรง แม่นกก็จะจัดแจงเอาขนที่สลัดปูไว้ทิ้งออกจากรัง ปล่อยให้ลูกนกนอนอยู่บนใบไม้ ใบไม้ย่อมจะต้องแข็งกว่าขนของแม่นกเป็นแน่ เพราะว่ามันคงจะต้องเป็นใบไม้แห้งแล้วในตอนนี้ ก็กรอบแกรบๆไม่สบายเหมือนขนของแม่นก แม่นกก็จะปล่อยให้ลูกนกนอนอยู่บนใบไม้นั้นอีกสักระยะหนึ่ง จนกระทั่งเคยชินเกลือกกลิ้งไปได้ พอลูกนกแข็งแรงตามสมควรแก่เวลา แม่นกก็จะเอาใบไม้ออก

พอดึงใบไม้ออก ตอนนี้ลูกนกอิทรีก็ต้องอยู่บนหนามแล้วใช่ไหม หนามแข็งๆ แหลมๆ ที่แม่นกไปหามาสะสมเอาไว้ตอนทำรัง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าลูกนกจะต้องดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด จะดิ้นไปทางไหนก็ถูกหนาม ไปซ้ายไปขวาก็มีหนามเต็มไปหมดทั้งรัง ลูกนกจะต้องถูกหนามนั้นทิ่มแทงเลือดไหลซิบๆหรือไหลมากๆ ทั้งแม่นกพ่อนกก็คงจะรู้แต่ต่างก็มองดูอยู่เฉยๆ มองดูลูกนกที่กระเสือกกระสนไปบนหนาม ตอนนี้ฝึกอะไร ก็คงจะตอบได้ว่าฝึกความอดทนนั่นเอง ให้มีความอดทน ให้มีความแข็งแกร่ง ให้มีความเข้มแข็ง ไม่ใช่เป็นลูกนกที่เติบโตขึ้นมา แล้วก็เหมือนกับคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อะไรๆก็ไม่ได้ หดไปหมดทุกอย่าง เพราะได้รับการทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงมากเกินไป

แม่นกก็จะปล่อยให้ลูกนกดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่บนหนาม เพื่อให้รู้จักความเจ็บปวด รู้จักการถูกทิ่มแทง เพื่อให้รู้จักชีวิต นี้เป็นการเรียนรู้เรื่องชีวิตแล้วว่า ชีวิตนั้นมันไม่ได้อ่อนนุ่มสุขสบายเหมือนขนนกเสมอไป บางครั้งชีวิตก็มีลักษณะเหมือนหนามที่จะทิ่มแทงให้เจ็บปวด แต่ในขณะเดียวกันโดยสัญชาตญาณ ลูกนกก็จะเรียนรู้วิธีการหลบหลีก หลบหลีกหนามที่หลีกไม่ค่อยจะพ้นนั่นแหละ แต่อย่างน้อยก็คงจะรู้จักวิธีหลบหลีกเพื่อให้เจ็บปวดน้อยที่สุด จะเอนตัวลงนอนทางไหนดี ถ้าทำอย่างนี้จะถูกหนามแทงมาก ลูกนกก็จะได้เรียนรู้วิธีช่วยตัวเองที่จะหลบหลีกเอาตัวรอดให้ได้รับภัยน้อยที่สุด

ทีนี้พอลูกนกคุ้นเคย คือรู้จักลักษณะของหนามและอาการที่ถูกหนามแทงว่าเป็นอย่างไร แม่นกก็จะเอาหนามออก ถึงตอนนี้ลูกนกก็จะได้นอนอยู่บนกิ่งไม้ซึ่งมีความแข็งกระด้าง เพราะเป็นกิ่งไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้างที่หักมาซ้อนๆกัน แต่มันก็ยังไม่เจ็บปวดเหมือนกับอยู่บนหนาม ปล่อยให้ลูกนกอยู่บนกิ่งไม้อย่างนี้อีกสักระยะหนึ่งจนเคยชินกับการที่จะเดินไป เก้ๆกังๆ ซวนเซบ้างอยู่บนกิ่งไม้นั้น

พอเห็นว่าแข็งแรงดีพอสมควรแล้ว แม่นกก็จะดึงเอากิ่งไม้ออก ตอนนี้ก็จะปล่อยลูกนกให้อยู่บนแผ่นหินที่แข็งกระด้าง ร้อนเหมือนถูกไฟไหม้เมื่อถูกแสงแดดจ้า แล้วก็จะเย็นยะเยือกทีเดียวเมื่อถึงเวลาฝนตกหรือว่าลมพัดโชยมาอย่างแรงในตอนกลางคืนหรือเผอิญเป็นยามหนาว ฉะนั้นลูกนกก็จะได้เรียนรู้ชีวิตที่แข็งกระด้าง ชีวิตที่ร้อนเหมือนไหม้ ชีวิตที่เย็นยะเยือกจนสะท้านเข้าไปอย่างน่ากลัว จะได้เรียนรู้ชีวิตหลายรูปหลายแบบอยู่บนแผ่นหินที่แข็งกระด้างนั้น แม่นกก็จะดูแลตามกำลังที่สมควรแก่การที่จะฝึกความอดทนให้เกิดขึ้นแก่ลูกนก

พอแม่นกเห็นลูกมีกำลังสมควรแก่การฝึกหัดแล้ว ตอนนี้แม่นกก็จะคาบลูกนกนั้นบินขึ้นไปบนอากาศให้สูงที่สุดเท่าที่จะบินได้ ถึงจุดหนึ่งแม่นกก็จะปล่อยลูกนกให้หล่นลงมา หล่นลงมากลางอากาศนั้น แม่นกก็จับตาดูอยู่นะไม่ได้ปล่อยให้ลูกหล่นลงมาตามบุญตามกรรม ในขณะที่ลูกลอยเคว้งคว้างลงมาใกล้จะตกถึงพื้นดิน แม่นกก็จะโฉบลงมาโดยเร็วแล้วก็คาบขึ้นไปใหม่ ขึ้นไปบนอากาศให้สูงที่สุดอีกแล้วก็ปล่อยลงมาอีก พอลูกจะตกถึงดินก็โฉบลงมาคาบกลับขึ้นไปใหม่แล้วก็ปล่อยลงมาอีก พอลูกจะตกถึงดินโฉบลงมาคาบกลับขึ้นไปใหม่ ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ลูกตกถึงดิน ก็คงพอทราบ ถ้าหล่นลงมาจากความสูงขนาดนั้นตกถึงดินก็คงตายเพราะลูกยังอ่อนอยู่ ยังบินไม่ได้

แม่นกก็จะสอนลูกด้วยวิธีคาบลูกขึ้นสูงปล่อยลงมาแล้วก็โฉบคาบขึ้นไปอีก จนกระทั่งลูกค่อยๆบินได้ คือลูกก็จะค่อยๆเรียนรู้การฝึกโดยสัญชาตญาณ เพราะในขณะที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศนั้น มันย่อมจะเป็นภาวะที่น่ากลัว น่าตกใจสำหรับลูกนก เคยอยู่กับแผ่นหินเหมือนกับเป็นพื้นแผ่นดินที่สามารถจะยืนได้หรือว่ามีที่รองรับตัวอยู่ รองรับน้ำหนักอยู่ไม่ให้ล้มไป แต่บัดนี้จะต้องลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ไม่รู้ว่าจะไปหล่นตกลงที่ไหน หรือว่าจะตายไป ฉะนั้นลูกนกก็ย่อมจะต้องตะเกียกตะกายเป็นธรรมดา

เหมือนกับเด็กหัดว่ายน้ำใหม่ๆ ผู้ใหญ่พาออกไปกลางแม่น้ำแล้วปล่อยมือ ทำท่าเหมือนจะจม ไม่อยากจม ไม่อยากสำลักน้ำก็ต้องตะกุยตะกายน้ำด้วยมือและเท้า ตะกุยตะกายไปมาไม่ช้าไม่นานก็ว่ายน้ำได้ ลูกนกก็เช่นเดียวกันเมื่อแม่นกปล่อยลงมาอย่างนี้ เคว้งคว้างอยู่กลางอากาศก็ค่อยๆกระพือปีกน้อยๆของตัวทีละน้อยๆๆจนกระทั่งผลที่สุดก็บินได้ แล้วก็ค่อยๆบินได้แข็งขึ้นๆ เมื่อแม่นกเห็นลูกนกบินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว แม่นกก็สอนให้รู้จักวิธีที่จะหากิน หาเหยื่อที่จะเป็นอาหารของตน

เมื่อแม่นกเฝ้าฟูมฟักลูกนกอยู่สักระยะหนึ่ง จนมีความแน่ใจว่าลูกนกสามารถจะเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่แม่นกกับลูกนกจะจากกัน แม่นกก็จะบินไปลิบเลยไม่เหลียวมาห่วงหาอาวรณ์ลูกนกอีกต่อไป เพราะหมดหน้าที่แล้ว ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของลูกนกที่จะต้องเลี้ยงตัวเองแล้วก็เติบโตเป็นนกใหญ่ต่อไป แล้วก็คงจะไปสร้างรังมีครอบครัวของตัวต่อไป แล้วก็เลี้ยงดูฝึกอบรมฟูมฟักลูกตามวิธีแห่งเผ่าพันธุ์ของนกอินทรีต่อไป...

บทความนี้คัดจากหนังสือชีวิตงาม โดยอุบาสิการัญจวน อินทรกำแหง สวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สาระในธรรม



ความเห็น (0)