สมองวัยรุ่น (The Teenager Brain)

ตอนนี้ต่อยอดมากจากตอนที่แล้วครับที่ว่าด้วยเรื่อง Love Blood และสมองสี่ด้าน

ละคร HORMONES วัยว้าวุ่น เป็นอะไรที่มีมานาน แต่ผมไม่มีโอกาสวิจารณ์สักที ละครเรื่องนี้เปิดมิติใหม่ของละครครับ คือแต่ละตอนมีการเชื่อมโยงความว้าวุ่นของชีวิตวัยรุ่นเข้ากับธีมของฮอร์โมน ผู้ปกครองหลายคน บอกว่าดูเรื่องนี้แล้วจะได้เข้าใจวัยรุ่นยุคปัจจุบันให้มากขึ้น

ผมเองก็มีโอกาสได้ดูบ้าง เราจะเห็นพฤติกรรม ที่น่าตกใจของวัยรุ่นยุคปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันเราจะเห็นความกดดันที่มีอยู่อย่างมหาศาลในวัยนี้ครับ พ่อแม่จำนวนมาก ผมว่าไม่ว่าจะบ้านไหน ก็ต่างภาวนาให้ลูกหลานตนเองผ่านวัยว้าวุ่นนี้ไปอย่างราบรื่น

ละครเรื่องนี้ชี้ให้เราเห็นพฤติกรรมวัยรุ่นก็จริง ได้ความรู้ครับ แต่ยังไม่เห็นคำตอบว่าจะช่วยเขาอย่างไร ในฐานะพ่อและคณุก็ต้องค้นคว้าต่อครับ

ผมเองก็เป็นพ่อที่มีลูกสาววัยรุ่น ที่สำคัญมีโอกาสได้ไปให้ความรู้ด้านการพัฒนาองค์กรแนว Appreciative Inquiry ให้กับโรงเรียนหลายแห่ง ที่แน่นอนสอนเด็กว้าวุ่นทั้งมวล ผมจึงสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ พยายามศึกษาลงลึกมากขึ้น วันนี้ผมเลยเอาเรื่องราวที่ผมศึกษามาทั้งจาก Clip ด้านล่างนี้ลองดูนะครับ เป็นข้อมูลดีๆ จากนักวิจัยด้าน Teenager Brain หรือสมองวัยรุ่น

ไม่ต้องแปลกใจทำไมคุณปลุกลูกวัยรุ่นยาก มันเป็นเรื่องของสมองและฮอร์โมนนั่นเอง เป็นกันทั่วโลก

ขณะเดียวกันเนื่องจากผมได้มีโอกาสเรียนเรื่องสมองจากปรมาจารย์ด้านการพัฒนาองค์กรด้วยการใช้สมองสี่ด้าน Whole Brain Literacy (WBL) จาก Dr. Perla Rizalina M. Taykoแห่งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งผมก็สนใจเรื่องนี้มากๆ และพยายามเอาไปต่อยอดทำความเข้าใจปรากฏการณ์เรื่องวัยรุ่น WBL ต่อยอดมาจาก Whole Brain ของดัดลี่ย์ ลินช์ ซึ่งผมได้เขียนไว้ในตอนก่อนหน้านี้ เข้าไปดูในรายละเอียดก่อนนะครับ แล้วค่อยมาดูต่อไป สาระสำคัญคือสมองแบ่งเป็นสี่ด้าน แต่ละด้านทำหน้าที่ควบคุณ (I-Control) สร้างสรรค์ (I-Explore) สร้างสัมพันธ์ (I-Preserve) และปฏิบัติ (I-Pursue)

อาจารย์ Perla ได้พาพวกเราค้นหาความแตกต่างของสมอง แต่ขณะเดียวกันอาจารย์ต่อยอดไปเป็น Whole Brain Literacy ก็คือ เราสามารถพัฒนาการใช้สมองของเราให้ครบสี่ด้านได้ ซึ่งจะเริ่มที่ด้านตรงข้ามก่อน ซึ่งถ้าพัฒนาได้เราจะทำงานได้ผล ลดอุปสรรค์ลง แถมได้ผลงานที่ดีกว่า คุณภาพชีวิตจะดีกว่าเดิมมากๆ

ผมเองถนัดการพัฒนาองค์กรแนว Appreciative Inquiry (AI) หรือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ผ่านการค้นหาเรื่องดีๆ

วันหนึ่งผมมีโอกาสได้ทำวิจัยง่ายๆ กับคุณครูในโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยก่อนทำผมได้แนะนำเรื่องสมองสี่ด้านก่อน จากนั้นผมให้คุณครูสัมภาษณ์ลูกศิษย์ ผมก็เอาแนวคิด WBL เป็นตัวตั้ง โดยให้โทรถามคนที่มีบุคลิกโดดเด่นตาม WBL

เราทำอยู่สองเรื่องครับ คือเรื่องที่วัยว้าวุ่นมีปัญหาคือเรื่องเรียน กับเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางสร้างสรรค์ ซึ่งถ้าเรารู้ความลับ เราเชื่อว่าในท่ามกลางอารมณ์ที่พลุ่งพล่านตามฮอร์โมน ถ้าเรารู้เรื่องสมองและวิธีจัดการสมองแล้ว เราน่าจะทำให้ลูกศิษย์เรามีความสุข สามารถใช้ชีวิตที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ได้ครับ

จากการสำรวจครับ เราใช้เวลาเกือบหนึ่งวัน คนที่มีบุคลิกต่างๆกัน สามารถเรียนได้ดีที่สุดด้วยกระบวนการดังนี้ครับ

ผมเองสมัยก่อนเป็น I-Explore ผมลุยอย่างเดียวครับ เรียนฟิสิกส์ สู้เพื่อนไม่ได้ แถมได้คะแนนต่ำสุดในห้อง จำได้ว่ามิดเทอมได้ 32 เต็ม 60 เกรดปลายเทอมออกมานี่แทบอยากลาออกกลับไปบ้านนอกไปเลย แต่ความเป็น I-Explore ผมเลยทดลองบางอย่าง ผมไปหาหนังสือคำนวนเลขเร็ว แล้วลองหัดคำนวนใหม่ หัดตั้งแต่บวกเลขเลย แล้วที่สุดก็มาชอยเทคนิกการบวกเลขจากหน้าไปหลัง

คนทั่วไปบวกจากหลังมาหน้า หนังสือบอกว่าบวกอย่างนี้ระยะยาวจะเร็ว ผมก็เลยลองบวกไปเรื่อยๆ ลองสร้างโจทย์ฝึกสมองวันละ 200 โจทย์ บวกเล่นๆไปเรื่อยๆ แล้วก็ลองทำโจทย์เลข ทำไปทำมาสมองเหมือนมันคล่อง ตอนหลังผมเองสามารถคูณจากหน้าไปหลังได้ มันมากๆ ครับ ทำไปทำมาพอเทอมสอง ผมก็ตกใจ ผมได้ฟิสิกส์เต็มครับ

ผมมันส์กับเลข และฟิสิกส์มากๆ จนนตัดสินใจเปลี่ยนเข็มมาเรียนวิศวะครับ นี่ไงครับตรงไหมครับ ถ้าเป็น I-Explore จะเรียนได้ดีก็ต้องหาวิธีการใหม่ๆ ให้เข้ามีโอกาสทดลองวิธีการใหม่ๆ เราอาจหาหนังสือวิธีการเรียนดีให้เขาอ่านครับ และก็ชอบทดลอง ผมไม่ชอบอะไรในตำราอย่างเดียว อยากเห็นภาพ ผมเองก็ทดลองทำกล้องดูดาวเองมาตั้งแต่ม.ต้น ดูได้จริงครับ นี่ครับสมอง I-Explore

ส่วนคนที่มีลักษณะพฤติกรรมเด่นเป็น I-Control ก็ ต้องทำโจทย์ซ้ำๆ ครับ หาแบบฝึกหัดให้เขาทำประมาณคุมอง ถ้าเป็นพวก I-Pursue ก็พาลุยครับ เขาไม่คิดมากอยู่แล้ว ส่วนคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีๆ ก็ให้ทำงานเป็นกลุ่ม จะออกมาดีครับ

แน่นอนคนเป็นครู ก็ต้องดูถ้าคุณเป็น I-Constrol คุณก็อาจใช้กระบวนการแบบ I-Control เกินไป ลูกศิษย์แบบ I-Control ก็จะไปกับคุณได้ ที่เหลือประสาทกินครับ ผมมองว่าถ้าเรารู้วิธีการทำงานของสมองลูกศิษย์ก็จะทำให้เราวางแผนการสอนได้ดีกว่าครับ ลูกศิษย์ก็จะไปได้ไกลกว่าเดิม คนเราไม่เหมือนกันจริงไหมครับ

มาว่ากันอีกเรื่องเป็นเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรม จากงานวิจัยเราสรุปได้ดังนี้ครับ

เช่นเพื่อนผมสมัยเรียนที่เตรียมอุดม เป็นประเภท I-Pursue คือชอบลุย เธอไปได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนเรื่องชีวิตหมออุดมการณ์ เลยลุยครับไ่ม่พูดพล่ามทำเพลง เธอไปจบหมอทหารมา แถมได้มารักษาคุณแม่ผมอีก ที่เหลือ I-Control ก็ต้องให้เขาได้โอกาสได้คิดได้ทำ I-Explore ต้องมีทางเลือกให้เขา ส่วน I-Preserve ก็ต้องหใ้เขาได้มีบทบาทสำคัฐ อย่าลูกสาวผมเธอเป็น I-Preserve มีครั้งหนึ่งย้ายโรงเรียน เธออ่านหนังสือออกมาก่อน แต่เพื่อนโรงเรียนใหม่ยังอ่านไม่ได้ ปรากฏว่าเธอไม่อยากเรียนที่นี่แล้ว ปรากฏว่าครูให้เธอไปอ่านการบ้านให้เพื่อน คือให้เธอมีบทบาทสำคัญ เท่านี้ครับ เธอรักโรงเรียนใหม่ ปรับตัวได้เลย เห็นไหมครับมันนิดเดียวจริงๆ ง่ายๆถ้ารู้นี่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนดีๆให้ลูกคุณได้เลย

ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจมากๆครับ อนาคตผมจะศึกษาเพิ่มเติม แล้วเขียนมาเล่าท่านผู้อ่านนะครับ

สรุปจะครับ วันรุ่นว้าวุ่นแน่ ถ้าเราไม่แน่วแน่จะศึกษาเขากันครับ ในมุมมองของผม เราต้องช่วยกันสังเกตว่าอะไรที่จะทำให้เขาสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้นและมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น บางทีหนังสือเล่มเล็กๆ เช่นการคำนวณเลขเร็ว เรื่องราวของคนเก่งๆ การจัดสภาพการเรียนรู้ที่หลายสมองก็เรียนรู้ได้ นั้นสำคัญมากๆครับ

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ