การสอนบรรยาย 4 ชม.ในวันที่ 1 + การสอนปฏิบัติ 4 ชม. ในวันที่ 2

การสอนแบบเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ: นศ.ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังชมวิดีทัศน์ตัวอย่างการปรับความคิด-พฤติกรรมของผู้ป่วยใน 15 นาที และตัวอย่างการจัดการความปวดด้วยการประเมินองค์รวม 5 ข้อ (ใช้สัญลักษณ์ความสำคัญตามนิ้วมือทั้ง 5) ต่อด้วยการยกตัวอย่างประโยคสนทนาระหว่างกรณีศึกษากับนักบำบัด ต่อด้วยการจัดกลุ่มระดมสมองให้ตอบประเภทการวางเงื่อนไขปรับพฤติกรรม ซึ่งมีอาจารย์ผู้ช่วยเป็นพี่เลี้ยง

ผลการสอบปรนัย 3 ชม. 30 ข้อๆละ 1 คะแนน เกณฑ์ 60% ให้นศ.ตอบประเภทการวางเงื่อนไขปรับพฤติกรรม พบว่า ไม่มีนศ.ท่านใดสอบผ่าน

อาจารย์ประจำรายวิชาจึงแนะนำให้ผมสอบซ่อมนศ.แล้วเฉลยข้อสอบ

ผมขอเลือกทำด้วยวิธี "การสอบเสริม" มิใช่ "การสอบซ่อม" เพราะผมเชื่อว่า ยิ่งนศ.เปิดใจเรียนรู้ นศ.ยิ่งเกิดความเข้าใจในการเห็นคุณค่าของการนำสิ่งทีี่เรียนรู้ไปใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ นศ.มิควรเรียนในกรอบห้องเรียนแล้ววัดกันแค่คะแนน"

การสอบเสริมคือ การสอนแบบปรับความคิดให้เห็นภาพเร็วที่สุดก่อนทดสอบตัวเองแบบเปิดตำรา ผมมีเวลาเพียง 1 ชม. จึงออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่ง่ายคือ "ตารางการปรับความคิด-พฤติกรรม" ซึ่งผมไม่สามารถคิดได้ในการสอนครั้งแรก ตารางนี้ยกตัวอย่างจากข้อสอบที่นศ.ทำไม่ได้มากที่สุดจำนวน 5 ข้อ แล้วค่อยๆสอนนศ.ให้แยกว่า ผู้ป่วยคิดอะไรก่อนหลังเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผู้บำบัดได้ทำอะไรลงไปก่อน (บวกหรือลบ) ที่ผู้ป่วยอาจจะปรับพฤติกรรมหรือไม่ปรับพฤติกรรม ตามด้วยการทดสอบตัวเองพร้อมสะท้อนความรู้สึกว่า "ใน 1 ชม.นี้ได้เรียนรู้อะไร" พร้อมมีการทำรายงานโดยผมแนะนำหลักการตอบโจทย์รายงานและให้เฉลยข้อสอบที่นศ.เคยทำไม่ผ่านจนหมดสิ้น ที่สำคัญระหว่างการสอน ผมขอให้นศ.ทำสมาธิและเปิดใจสู่การรับความรู้สึกเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นบวก ซึ่งขอบพระคุณพี่ก๋วยกับทีมงานมะขามป้อมที่ถ่ายทอดกระบวนการละครให้กับผม

ผลการสอบอัตนัย 1 ชม. 5 ข้อๆละ 6 คะแนน เกณฑ์ 60% ให้นศ.วิเคราะห์ตอบจากข้อสอบเดิมที่เคยทำไม่ได้โดยใช้ตารางฯที่ผมคิดขึ้น พบว่า นศ.สอบผ่าน 64 คน ในคอลัมน์แรกเปรียบเทียบกับคอลัมน์สาม ตรงกลางเป็นคะแนนรายงาน (ถ้าใช้เกณฑ์ 50% ผ่านหมด ยกเว้นขาดสอบ 1 คน)

ผมรู้สึก...หายเหนื่อยเมื่อเห็นนศ.เติบโตทางปัญญา ปนกับ ท้อแท้ ... ปิ้งแว๊บในใจว่า "นศ.กำลังถูกใช้หัวสมองมากกว่าหัวใจ เมื่อการสอนหัวข้อเชิงพฤติกรรมต้องมาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม บนโลกนี้เค้าสอนกับการลงมือสื่อสารกับผู้ป่วยจริงๆ และควรยกตัวอย่างใกล้ชีวิตนศ.ถ้าเค้ายังไม่เห็นผู้ป่วย ที่สำคัญไม่ควรวัดผลเป็นคะแนนถึง 60% ตามมาตราฐานการศึกษาที่อาจารย์คิดฝ่ายเดียว"

ผมคิด...การเรียนรู้ที่ทำให้นศ.ตกยกชั้นมันสอนทักษะชีวิตแห่งการรู้คิดปัญญาที่ว่า "มนุษย์มีพื้นฐานสมองเพื่อเชื่อมโยงการรับความรู้สึก (sensory) กับการเคลื่อนไหวร่างกาย (motor) ที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะใช้สมองซีกเดียวกัน ย่อมพัฒนาสู่ทักษะการเรียนรู้บนความตระหนักรู้ในตัวเองที่มีคุณค่าสองทางคือ ทางสร้างสรรค์ (เข้าใจตัวอย่างของอาจารย์แล้วคิดประยุกต์เป็นตัวอย่างของตัวเอง) หรือ ทางสร้างซ้ำ (ลอกเลียนแบบตัวอย่างของอาจารย์แล้วปรับคำเล็กน้อยเป็นตัวอย่างของตัวเอง)" ทำให้ผมนึกย้อนที่ตัวเองเรียนกับอาจารย์แพทย์ถึง "มนุษย์สมองมหัศจรรย์ชื่อ Homoculus" ที่มีศักยภาพทางการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน แม้เป็นสมองซีกเดียวกันในคนๆเดียวกันก็ตาม

Acknowledgment cited at http://www.reddit.com/r/treeofsavior/related/32ceot/does_tos_have_anything_like_the_homunculus_ai_in/ [upper figure] and http://posturologyblog.com/the-brain-muscle-connection/ [lower figure]