เพื่อนนายบอนที่คลิกไปอ่านบันทึกเก่าๆย้อนหลังของนายบอนติดใจและสอบถามมาว่า เดี๋ยวนี้ ไม่มีบันทึก เสวนาจานส้มตำอีกหรือ เพราะอ่านแล้ว ชอบมากๆ โดยเฉพาะเสวนาที่เขียนเกี่ยวกับนายรักษ์สุข คุณปภังกร วงศ์ชิดวรรณ

เสวนาจานส้มตำ ๘ : คุณค่าของคลังความรู้ การเจาะเวลากลับไปเสวนากับนายรักษ์สุข เมื่อเดือนที่แล้ว

เสวนาจานส้มตำ ตอนอื่นๆ

เพราะบันทึกในแบบเสวนาจานส้มตำ จะแตกต่างจากคนอื่นๆที่เขียนข้อคิดเห็นต่อท้าย เพราะเสวนาต้นทุนต่ำนี้ แทบจะหยิบทุกประเด็นมาวิเคราะห์ วิพากษ์ ลงลึกให้อ่านอย่างถึงใจ มากกว่า ข้อคิดเห็นที่ผู้อ่านท่านอื่นๆ ฝากรอยไว้ (เพื่อนเค้าว่าแบบนั้น)

แต่การบันทึกแบบเสวนาจานส้มตำ เมื่ออ่านบันทึกที่สนใจแล้ว จะไม่สามารถตอบได้ทันที ต้องรอให้ตกผลึก เหมือนการใส่เครื่องปรุง เป็นอาหารจานเด็ดเสียก่อน จึงดูเหมือนช้า ในการสะท้อนมุมมอง

ถ้ารวดเร็วทันใจ อาจจะฉาบฉวยไปบ้าง

เมื่อพรรคพวกเรียกร้อง นายบอนจึงต้องจัดให้
ซึ่งเพื่อนๆก็อยากให้เสวนาจานส้มตำ จากบันทึกของนายรักษ์สุขที่โดนใจพวกเค้า


AAR : Gotoknow “Blog Life Cycle” THE END
ปัจจัยด้านคุณอำนวยเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Blogger แห่ง Gotoknow

ขอเชิญเข้าสู่บรรยากาศของ เสวนาจานส้มตำครับ



นายรักษ์สุข : หลังจากที่มีบันทึกแรกเรื่องของ AAR : Gotoknow “Blog Life Cycle” Episode I เวลาผ่านไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาอยากบอกความรู้ในใจลึก ๆ แบบตรง ๆ ว่า “ไม่สบายใจ” เลยครับกับการอาจหาญไปวิพากษ์ Gotoknow และ สคส.


++++ คนที่มีสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆนี่ มีหลายสิ่งให้ค้นหา เป็นบุคคลที่มีความกระตือรือร้น มีพลังขับเคลื่อนสูงครับ คนอื่นๆก็ติดตามอ่านบันทึก ได้สัมผัส เห็น และรับรู้สิ่งต่างๆของ gotoknow และ สคส. เช่นกัน แต่คนอื่นๆ กลับเฉยๆ ไม่พยายามที่จะบอก ทักท้วง เสนอสิ่งที่ดีๆเพื่อการสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งใหม่ๆที่จะตอบสนองความต้องการของทุกคนให้ดียิ่งขึ้นออกมาบ้างเลย

หากไม่มีใครสักคนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ติติง เสนอแนะความเห็นที่ใหม่ๆบ้าง Gotoknow และ สคส. คงจะไม่มีการพัฒนา ไม่มีความคิดดีๆเกิดขึ้น

เหมือนผู้หญิงที่แต่งตัวด้วยชุดเดิมๆ ผู้คนรอบข้างก็พยักหน้าว่า ดีแล้ว เพราะเกรงใจ ให้เกียรติ ทั้งๆที่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้หญิงคนนั้น อ้วนขึ้น ชุดที่ใส่ดูไม่เหมาะสมแล้ว แต่ผู้คนรอบข้าง ไม่ยอมทักท้วง แต่คนในสังคมอื่นมองเห็นผู้หญิงคนนี้ นินทาว่า ยายคนนี้แต่งตัวไม่เข้าท่าจริงๆ ไม่รู้จักส่องกระจกดูตัวเองเสียบ้าง

บทบาทของนายรักษ์สุข เหมือนเป็นคนที่ยื่นกระจกให้ สคส. และ gotoknow ได้เพ่งพินิจ และแต่งเติม เสริมแต่งหน้าตาให้ดูดีตลอดไป

นายรักษ์สุข : เพราะประสบการณ์แบบฝังลึกเมื่อครั้งที่อยู่อุบลราชธานี กับการทำอะไรที่คนอื่นไม่ค่อยทำกันทำให้ความหวังดีกลายเป็นดาบทิ่มแทงตัวเอง ประกอบกับที่ผมเองในตอนนี้เป็นแค่นักวิชาการโลโซ (Lecturer Loso Syndrome)

++++ นี่คือผลของการที่หลายคนในสังคมเฉยเมย ไม่ตอบรับ หรือแสดงความรู้สึกอย่างที่นายรักษ์สุขได้แสดงออกมา ทำให้นายรักษ์สุขรู้สึกแปลกๆ ทั้งๆที่ในบางสังคมที่มีการพูดคุย ปรึกษาหารือกันทุกเรื่อง การพยายามเสนอแนะแบบนายรักษ์สุข กลับเป็นที่ยอมรับ ชื่นชมอย่างแท้จริง ความหวังดีนั้น กลายเป็นดอกกุหลาบช่อใหญ่ที่มอบให้แก่ผู้รับ (ผู้ที่ถูกทักท้วง) ทุกคน แต่ในอีกสังคมหนึ่ง ดอกกุหลาบช่อนั้น กลับกลายเป็นดาบที่ทิ่มแทงในความรู้สึกของนายรักษ์สุขจนได้

จะมีใครใน gotoknow หรือไม่ ที่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลง ความหวังดีจากดาบทิ่มแทงหัวใจของนายรักษ์สุขเอง (บันทึกทุกบันทึก ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่เป็นเอกลักษณ์ของนายรักษ์สุข)  ให้กลายเป็น ดอกกุหลาบช่อใหญ่ ขึ้นมาบ้าง

คำว่านักวิชาการโลโซ ดูเหมือนกับว่า คนเรามักจะมองคุณค่าของตัวเองให้ต่ำต้อยเกินจริง หรือประเมินตนเองต่ำเกินไป แต่การประเมินที่น่าจะเหมาะสมที่สุด คือ การประเมินด้วยสายตาคนอื่นครับ ก็เหมือนกับการเรียนรู้ การสอบไล่ตอนปลายเทอม ที่อาจารย์ผู้สอนต้องให้คะแนนจากคำตอบที่นักศึกษาเขียนตอบมา  ในความเห็นของนักศึกษา ก็จะบอกว่า คำตอบที่เขาเขียนไป นั้น ดีที่สุดแล้ว แต่ทำไมได้คะแนนน้อยจัง เมื่อเทียบกับคนอื่น ทำไมได้เกรด 1.80

ดังนั้น นายรักษ์สุขจะขนานนามว่า ตนเองคือ นักวิชาการโลโซ ก็ตาม แต่คนอื่นคงไม่เห็นด้วยแน่นอนครับ

นายรักษ์สุข : จาก Tacit Knowledge ของผมเองที่ผ่านมา จากการเริ่มต้นมาจนถึงทุกวันนี้ ผมได้ทำ AAR เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ผมสามารถเดินได้มาถึงจุดนี้ก็เพราะว่ามี “คุณอำนวย” นั่นคือเพื่อน ๆ พี่ ๆ และอาจารย์หลาย ๆ ท่านคอยชี้แนะ แนะนำ กระตุ้น ตักเตือนและให้กำลังใจในการเขียนบันทึก (ในช่วงแรก ๆ) จนทำให้มีจิตผูกพันธ์ที่จะทำงานในชุมชนแห่งนี้

++++ ในช่วงเวลาแรกๆ ที่เริ่มทำความรู้จัก หลายสิ่งที่นายรักษ์สุขเขียนออกมา เป็นกุหลาบช่อใหญ่ในความรู้สึกของเขาทั้งนั้น แต่ทำไมเมื่อเวลาผ่านไป รู้จัก ผูกพันกับหลายท่านมากขึ้น ทำไมบันทึกหลายชิ้นของนายรักษ์สุข จึงเปลี่ยนกุหลาบช่อใหญ่ ที่มีหนามเล็กๆ เป็นดาบทิ่มแทงนายรักษ์สุขเองได้ล่ะ

บนเส้นทางของการเดินทางของแต่ละคน ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อนายรักษ์สุข ได้ทำ AAR เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ผมสามารถเดินได้มาถึงจุดนี้ นายรักษ์สุขน่าจะมองเห็นว่า ดาบที่ทิ่มแทงตัวเองนั้น เกิดขึ้นตรงจุดไหน ใครทำให้เกิด ตัวของนายรักษ์สุขเอง หรือใคร แล้วทำไมดอกกุหลาบช่อใหญ่ ถึงกลายเป็นดาบได้ล่ะ

เมื่อเวลาผ่านไป เกิดความคุ้นเคยกับการอ่าน คุ้นเคยกับสำนวนการตอบข้อคิดเห็นของหลายคนแล้ว ประโยคที่ให้กำลังใจของหลายคน เมื่อนายรักษ์สุขอ่านแล้ว คุณอาจจะรู้สึกเฉยๆ เพราะคุ้นเคยแล้ว จึงบอกว่า มีหลายท่านให้กำลังใจในการเขียนบันทึก (ในช่วงแรก ๆ) ….

ความจริงแล้ว ปัจจุบันก็ยังมีหลายท่านกำลังใจนายรักษ์สุขอยู่ แต่ ความคิดของนายรักษ์สุขเองต่างหาก ไม่เกิดความรู้สึกเหมือนครั้งแรกๆว่า ประโยคเหล่านั้น เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่จนเกิดแรงกระตุ้นมากมาย หลังจากอ่านข้อคิดเห็นจบลง เหมือนเมื่อครั้งที่นายรักษ์สุขยังเป็นสมาชิกของ gotoknow ได้ไม่กี่เดือน….



นายรักษ์สุข : ….ปัจจัย ในการมีคุณอำนวยคอยกระตุ้นนี้เอง เมื่อมองในทางกลับกันมีพี่ ๆ และน้อง ๆ อีกหลายคนที่เข้ามา ในสาขาหรือศาสตร์อื่น ๆ ที่ไม่มีคุณอำนวยคอยกระตุ้น ผลักดัน และจัดกระบวนการให้ เมื่อเข้ามาแล้วซักพักก็จากไป ซึ่งตามหลักการพฤติกรรมชาวบล็อก (Blogger Behavior) แล้ว 

+ + + ประเด็นคุณอำนวย คอยกระตุ้นจากมุมมองของนายรักษ์สุขนี้ จากความหลากหลาย การเกิดขึ้นของ “คนคอเดียวกัน” ซึ่งกว่าจะเป็นคอเดียวกันได้ ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนรู้ทางกันพอสมควร ยังมีอีกหลายท่านยังไม่สามารถที่จะค้นพบ “คนคอเดียวกัน” ได้

เพราะการออกแบบของ gotoknow และพฤติกรรมของชาวบล็อก ยังไม่เอื้อที่จะทำให้ค้นพบคนคอเดียวกันในสาขาหรือศาสตร์อื่นๆ

เพราะความรู้ที่มีกรอบ มีขอบเขต ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขานั่นเอง ถ้าเป็นบันทึกในบางเรื่อง หลายท่านสามารถที่จะเขียนข้อคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่มีอะไรเสียหาย แต่ในบางประเด็น หลายคนไม่กล้าเขียนข้อคิดเห็นมากนัก เมื่อเห็นคุณวุฒิ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานของแต่ละท่าน หลายคนเกรงขาม หลายคนให้ความเคารพนับถือ หลายคนชื่นชม หลายคนกลัวว่า เขียนอะไรออกไปแล้ว คนอื่นจะมองว่า ตัวเขาดูด้อยกว่าใครๆ

แง่มุมนี้ หลายคนที่นายบอนได้คุยด้วย พวกเขาเกิดความรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ที่ที่เหมาะสำหรับพวกเขาในการที่จะมาแสดงภูมิปัญญา ความรู้ หรือข้อคิดเห็นใดๆ gotoknow ดูจะเป็นที่ที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ที่มีคุณค่าเพียงพอที่จะถ่ายทอดมากกว่า

มุมมองของพวกเขาคงจะยากที่จะเปลี่ยนความคิดได้ นายบอนเลยเขียนบันทึกแบบเบาๆ ที่หลายบันทึกดูไม่คู่ควรกับ gotoknow ดังมุมมองที่หลายคนที่เพื่อนๆนายบอนคาดหวังไว้

แล้วเขาก็ยังคงติดตามอ่านบันทึกในแบบเบาๆต่อไป และเมื่อเขาติดตามอ่าน gotoknow ต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาจึงได้ค้นพบประเด็นที่พวกเขาชอบอ่าน ซึ่งประเด็นแบบเบาๆ ที่พวกเขาต้องการนั้น บันทึกเหล่านั้น มีอยู่เรื่อยๆ แต่เป็นบันทึกที่ไม่ค่อยมีคนเขียนความคิดเห็นเลย อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องดาดๆพื้นๆ เป็นบันทึกของ blogger หน้าใหม่ Noname เป็นบันทึกที่ blogger ท่านนั้น นานๆจะเขียนสักบันทึกหนึ่ง ซึ่งจะต้องตระเวนหากันพอสมควร จึงจะพบบันทึกลักษณะนี้

จากบันทึกที่มีมากมายในแต่ละวันใน gotoknow หลายท่านมักจะเลือกอ่าน บันทึกที่ได้รับข้อคิดเห็นล่าสุด ซึ่งจะไม่เห็นบันทึกอีกมากมายที่ไม่เคยได้รับข้อคิดเห็นเลย

คนที่คุ้นเคย เคยติดตามอ่าน และเคยตอบบันทึกของ blogger ที่อ่านประจำ จะมีแนวโน้มที่จะติดตาม คอยตอบคอยเฝ้าดูคำตอบของ blogger ที่ติดตามอ่านอยู่เป็นประจำ ทำให้ blogger มือใหม่ ไม่มีคุณอำนวยที่คอยกระตุ้น ผลักดัน และจัดกระบวนการให้ เมื่อเข้ามาแล้วซักพักก็ต้องจากไป เพราะคุณอำนวยแต่ละคน ก็จะมีแฟนคลับประจำที่จะต้องคอยดูแล เอาใจใส่ เสริมสร้างมิตรภาพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอยู่แล้ว

นายรักษ์สุข : “สิ่งที่ยากที่สุดคือการให้เขาเดินเข้ามาในบล็อก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการที่จะให้ชาวบล็อกอยู่กับเราตลอดไป”

+ + + ในความเป็นจริงแล้ว หลายคนเดินเข้ามารู้จัก gotoknow จากการค้นพบใน google มากมาย ในประเด็นนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดมากกว่า หลายท่านเริ่มรู้จัก gotoknow จากการอบรม หลังจากอบรมผ่านไปไม่นาน ก็ลืมไปเลย เหมือนกับการอบรมเรื่องอื่นๆที่หลายคน มักจะลืมเลือนไป เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน

คงไม่ใช่แต่เฉพาะชาวบล็อกอยู่กับเราตลอดไปเท่านั้น แม้แต่ความรู้ที่บุคลากรหลายท่านได้รับจากการไปอบรมต่างๆ ก็ยังยากที่จะทำให้ความรู้ที่ได้ อยู่กับทุกคน ตลอดไป

นายรักษ์สุข : จาก Tacit Knowledge ของผมทั้งสองประการข้างต้นนั้น ปัจจัยสำคัญที่จะอยู่ที่ “คุณอำนวย” ซึ่งอาจจะเป็น Blogger รุ่นพี่ รุ่นก่อน หรือกูรูในสาขาวิชานั้น ๆ คอยกระตุ้นและจัดกระบวนการ ทำให้ Blogger หน้าใหม่เกิดความมั่นใจและถ่ายทอด Tacit Knowledge ออกมาได้มากที่สุด

+ + + ในมุมมองนี้ ดูเหมือนว่า คุณอำนวยที่ว่านี้ จะต้องเป็นบุคคลที่เสียสละมากพอสมควรจึงจะรับบทบาทเช่นนี้ได้ คงจะต้องค้นหาคุณอำนวยอย่าง  ดร.จันทวรรณ ดร.ธวัชชัย ฯลฯ ให้พบแล้วล่ะครับ

แต่ในบางครั้ง คุณอำนวยเองก็เช่นกันที่สมควรจะได้รับการกระตุ้น กำลังใจด้วย เพราะบุคคลทุ่มเท ลงมือ ลงแรงเสียสละ ย่อมจะมีบางช่วงแห่งความรู้สึกที่เกิดความท้อแท้ หวั่นไหว ได้เช่นกัน เหมือนกับบางความรู้สึกที่นายรักษ์สุขถ่ายทอดออกมาบางประโยคในบันทึกก่อนๆ

นายรักษ์สุข : ดัง นั้นจาก Blog Life Cycle ช่วงของการแนะนำตัว (Introduction) และเดินเข้าสู่ช่วงการเจริญเติบโต (Growth) การชักชวนทั้งใน G2K แห่งนี้ก็ดีหรือการประชาสัมพันธ์และเดินทางไปชักชวน เชิญชวน อบรมสมาชิกทั่วประเทศไทยก็ดี การที่จะให้ผู้ที่ตัดสินใจเข้ามาสมัครสมาชิกแล้วสามารถเขียนบันทึกจาก Tacit Knowledge ได้ดีที่สุดก็คือการมีคุณอำนวยใน G2K

+ + + + บางที เราอาจจะทำในสิ่งที่ง่ายกว่านั้น อะไรที่ดูเป็นทางการ ย่อมทำให้เกิดความรู้สึก เกร็ง เหมือนกับถูกบังคับให้ทำ แต่ความรู้สึกเป็นกันเอง จะทำให้ผู้ที่เข้าร่วมนั้น ยินดีที่จะทำในสิ่งนั้นด้วยความเต็มใจ เต็มที่โดยอัตโนมัติ

นายรักษ์สุข  : เพราะ ถ้าสมาชิกเข้ามา หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป เดือนนึงผ่านไป สองเดือนก็แล้ว สามเดือนก็แล้วถ้าขาดพี่เลี้ยงคอยกระตุ้นและนำทางก็อาจจะเดินหลงทางหรือไม่ ก็จะเดินออกไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เพราะนั่นเป็น Negative Emotional Bank Account (การติดลบในสมุดสะสมอารมณ์ใจ) จากการเดินเข้ามาในชุมชน G2K

ถ้า มีพี่เลี้ยงคอยจัดกระบวนการ ชี้แนะและนำทางในทุก ๆ Moment of Truth แล้วนั้น ก็จะทำให้เกิด Positive Emotional Bank Account (EBA+)ดั่งเช่นที่ผมยังมียอดบัญชีบวกกับ G2K แห่งนี้อยู่


+ + + + ไม่เห็นด้วยครับ เพราะหลายคนมีทักษะการถ่ายทอด การเขียนบันทึกที่แตกต่างกัน ถ้าเปลี่ยนเป็นการส่งเสริมให้เข้าร่วมเขียนข้อคิดเห็นต่อท้ายบันทึก จะง่ายยิ่งขึ้น เมื่อได้อ่าน ได้ร่วมแลกเปลี่ยน อ่านมากๆ จนถึงจุดหนึ่ง จะเกิดความอยากที่จะเล่าบ้าง ยิ่งถ้าได้พบกับบันทึกที่ตรงกับสิ่งที่เขาอยากจะเล่า ไม่ต้องมีพี่เลี้ยงกระตุ้น หรือนำทางแต่อย่างไร เขาก็จะเล่าออกมาเอง

เพียงแต่เขายังไม่ค้นพบในสิ่งที่ทำให้เขาเกิดความอยากที่จะเล่าเท่านั้นเอง

การที่มีพี่เลี้ยงคอยกระตุ้น และนำทาง ถ้าหากกระตุ้นมากเกินไป คนที่ถูกกระตุ้นบางส่วน สามารถตีความได้ว่า พี่เลี้ยงคาดหวังอยากจะเห็นผลจากการนำทางอย่างสูง ทั้งๆที่พี่เลี้ยงอาจจะไม่ได้คิดเช่นนั้น เมื่อผู้ถูกกระตุ้น ทำไม่ได้อย่างที่ถูกกระตุ้น อย่างที่คาดหวัง ส่วนหนึ่งก็อาจะค่อยๆหายจากไป เพราะความรู้สึกที่ทำตามความคาดหวังของคนอื่นไม่ได้นั้น ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองด้อยลงไปทันที

แต่สำหรับคนที่กระตือรือร้น พี่เลี้ยงที่คอยกระตุ้น และนำทาง จะทำให้บุคคลนั้นเกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้น

นายรักษ์สุข : จากยอดบวกในใจที่ยังมีอยู่นี้ก็จะทำให้สมาชิกที่เข้ามายังสามารถทำงานที่สร้างสรรค์ได้ตลอดไป

+ + + + การรักษายอดบวกในใจนี้เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ไม่ได้มองไกล มองที่นายรักษ์สุขนี่เอง ทำไมในบางบันทึก จึงได้เกิดความรู้สึกที่ว่า “ดาบทิ่มแทงตัวเอง” อย่างที่นายบอนได้เขียนไว้ในตอนต้นของบันทึกนี้  

บันทึกที่นายรักษ์สุขเขียนนั้น ล้วนสร้างสรรค์ แต่บางบันทึกที่ออกมาได้สร้าง ยอดลบในใจเช่นกัน  แต่ยังดีที่ยังมียอดบวก ที่มากกว่า ลดทอนส่วนนั้นลงไป

เมื่อเวลาผ่านไป ความต้องการ ความคาดหวังของหลายท่าน มักจะเพิ่มขึ้น ความรู้สึกในบล็อกก็เช่นเดียวกัน การรักษาจุดยืนและความมั่นคงในจิตใจนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน

นายรักษ์สุข : ช่วง ชีวิตของบล็อก (Blog Life Cycle) จะอยู่ในขั้นการเจริญเติบโต จนถึงเจริญเติบโตอย่างสูงสุดได้เพียงใดขึ้น อยู่กับชาวบล็อก (Blogger) ฉันใด

+ + + + เหมือนวัฏจักรชีวิตทั่วไปแหละครับ  ๑)เริ่มต้น ๒)รุ่งเรือง ๓)คงที่  ๔)ถดถอย  

การรักษา๒) และ ๓) ไว้นั้นควรจะทำอย่างไร ในขณะที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลายคนต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ทำไมสิ่งที่นายรักษ์สุขเขียนที่นายบอนเรียกว่า เป็นกุหลาบช่อใหญ่ แต่นายรักษ์สุขจึงบอกว่า เป็นดาบทิ่มแทงตัวเองได้ล่ะ

แสดงว่า ในวัฏจักรที่นายบอนมองนายรักษ์สุข กับในมุมที่นายรักษ์สุขมองตัวเองนั้น เป็นคนละช่วงหรือเปล่า???

นายรักษ์สุข : การ ทำงาน การเขียนบันทึก การเดินอย่างถูกทางของ Blogger เพื่อสร้างผลงานจาก Tacit Knowledge อันสร้างสรรค์นั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณอำนวยซึ่งเป็นกัลยาณิมตร ฉันนั้น

+ + + +  นายบอนเห็นว่า ความพอเหมาะพอดี ความสมดุล  จะทำให้การเขียนบันทึกของนายรักษ์สุข และความรู้สึกในใจของนายรักษ์สุขเอง ไม่มองกุหลาบช่อใหญ่ที่คนอื่นมอง เป็นดาบทิ่มแทงตัวเอง เพราะกัลยาณมิตรมองเห็นว่า สิ่งที่นายรักษ์สุขหยิบยื่นให้ ล้วนเป็นช่อกุหลาบที่มีกลิ่นหอมทั้งสิ้น

mr. kamphanat archa : ผม เริ่มเขียนblog ครั้งแรกเมื่อประมาณต้นปี49 ประมาณ 3 เดือนผ่านไปก็เริ่มชักขี้เกียจ มาเริ่มเขียนอีกครั้ง(สมัครใหม่) ก็สัปดาห์นี้นี่เอง ซึ่งผมจะพยายามไม่ให้ประวัติศาสตร์ของตัวเองซ้ำรอยครับ…กัมปนาท

+ + + + ต้องคอยแอบดูว่า คุณกัมปนาทจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ คงต้องรับช่อกุหลาบจากนายรักษ์สุขบ่อยๆแล้วล่ะครับ

คุณ Thawat  : Gotoknow  จึงเป็นธรรมชาติเหมือนสังคมทั่วๆไป   แต่ที่น่าสนใจ   ว่ามีใครคนใดหยิบเอา  platform นี้  มาใช้อย่างชาญฉลาด   ใช้จนเกิดประโยชน์ต่อชุมชนของเขาเอง  นั่น คือ tacit k ที่น่าเรียนรู้ยิ่งกว่า   ที่ผ่านมา  หลายๆ nobody  กลายเป็น somebody ในองค์กรขึ้นก็มีให้เห็น,    หรือคนที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน  แต่ก็ได้เรียนรู้จากกันและกันก็มีหลายคน   และอีกหลายเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องดีเกิดขึ้น     ข้างในนี้แหละ  คือ tacit k  ล้วนๆ ที่น่าเรียนรู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร?   how-to ข้างในนั้นมันมีอะไรพอเอาไปปรับใช้กับบริบทอื่นได้บ้าง?       

+ + + +  นึกถึงการเลือกซื้อผัก เนื้อสัตว์ในตลาดสดครับ ที่มีวางขายเยอะแยะหลายเจ้า นายบอนจะพยายามเลือกให้เป็น เลือกให้ได้ของที่ดีมากกว่า  เพราะมีความรู้เพียงเท่านั้น เมื่อเลือกของดีได้แล้ว ก็ขจะมาถึงส่วนที่คุณ Thawat  ว่ามาครับ


คุณ Thawat  : การมอง หาด้านดี  แม้จะเล็กๆก็ตาม   แล้วหยิบขึ้นมาเขย่าสังคมใหญ่  ให้เรียนรู้   นี่ก็เป็นแนวทางหนึ่งของ KM ที่เชื่อและผมชอบในตอนนี้

การเลือกแต่นักเรียนที่เรียนดีเอาไว้ในวง   ก้คงจะดีนักเรียนกลุ่มนั้น

แต่การดึงเอา how-to ของนักเรียนที่เรียนดีมาให้นักเรียนคนอื่นได้เรียนด้วย  น่าสนใจยิ่งกว่า


+ + + + +  แบบนี้คงต้องรีบถอยออกจาก gotoknow โดยทันที เพราะนายบอนและเพื่อนอีกหลายคน  เป็นนักเรียนที่เรียนไม่ดี เรียนอ่อนมากๆ  วัดตามหลักสูตร ก็คาบลูกคาบดอก ก็คงจะไม่ได้รับเลือกให้อยู่ในวงไม่ว่าจะในกรณีใดๆ

<h3>คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่สามารถเขย่าสังคมเล็กๆที่อยู่ได้ ในขณะที่สังคมใหญ่ๆ มองว่า เป็นเรื่องธรรมดาๆ ก็มีความหมายเช่นกันนะครับ</h3>
คุณทรัพย์ศิริ ศิริฤกษ์รัตนา : ที่ ผ่านมา ผมลองใช้งานของหลายๆ Blog แต่ก็มีปัญหาการใช้งานเยอะมาก และไม่มีใครเลยใน Blog นั้นที่จะให้คำแนะนำได้  อย่างที่อาจารย์บอกครับ”ไม่มีพี่เลี้ยง”
ลองผิดลองถูกหลายที บ่อยๆเข้า จากความพยายามกลายเป็นความท้อแท้ สิ้นหวัง
ที่ G2K นี้มีสังคมที่เปิดกว้างมาก มีหลากหลายสาขาอาชีพ สามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ซับซ้อน

+ + + + ในหลายเวบ หลายบล็อก ความจริงมีคำแนะนำอยู่บ้าง แต่การวางตำแหน่ง ให้ค้นพบง่ายนี่เอง ครับ  บางแห่ง เขียนเป็นภาษาอังกฤษ บางแห่งเขียนไว้ในส่วนของคำถามที่ถามบ่อยๆ (FAQ) เพราะเรื่องที่สมาชิกใหม่สอบถาม มักจะเป็นเรื่องที่เคยตอบแล้ว ก็ยังมีคนถามเรื่อยๆ จนพี่เลี้ยง หรือผู้ดูแลเวบ รำคาญ บางเวบก็ให้คำแนะนำทำนองที่ว่า “คุณลองใช้ความพยายามค้นหาหรือยัง ใช้คำค้นว่า …….. สิครับ แล้วคลิกอ่านดู”

บางเวบออกแบบไว้ ใส่คำแนะนำการใช้ใครครบถ้วน โดยคิดว่าสมาชิกใหม่ ต้องรู้ ต้องเห็น

แต่ทักษะของคนเราแตกต่างกันครับ

ในส่วนของ gotoknow มีพี่เลี้ยงที่ช่วยให้คำแนะนำที่ดีมาก และการออกแบบส่วนที่อธิบายการใช้งาน ใน gotoknow version 1 จะมีส่วนที่รวบรวมไว้เด่นชัด ในเวอร์ชั่นปัจจุบัน รวบรวมในรูปแบบของคำหลักบ้าง และ planet บ้าง ซึ่งทำให้สะดวกในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเขาะลึกมากขึ้น

ดร. จันทวรรณ : สังคม GotoKnow เป็นสังคมของการเรียนรู้ การต่อยอดแลกเปลี่ยนเรื่องประสบการณ์ที่ blogger ถ่ายทอดออกมาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ ดิฉันเคยเขียนบันทึกว่า ไม่เขียนอย่างน้อยก็ขอให้อ่าน และ KM กับการอ่านบล็อกอย่างตั้งใจ (Deep reading)

แต่ สคส. และ สมาชิก GotoKnow ก็พยายามช่วยๆ กันคนละไม้ละมือค่ะ รวมทั้งคุณปภังกรด้วยค่ะ แต่ก็แผ่วลงบ้าง เพราะสมาชิก GotoKnow ส่วนใหญ่เป็นสมองของพื้นที่ในส่วนต่างๆ ของประเทศ และเป็นเรี่ยวแรงสำคัญขององค์กรค่ะ งานก็เลยเต็มไม้เต็มมือกันไปหมด จนในที่สุดก็ไม่มีเวลามาเขียนบล็อกหรือมาช่วย comment ค่ะ


+ + + + + ที่ว่าแผ่วลงนั้น ไม่น่าจะแผ่วนะครับ เมื่อเปรียบเทียบกับบล็อกในเวบไซต์อื่นๆ blogger ท่านหนึ่งจะเขียน 1 บันทึกใน 1 วัน และจะทิ้งช่วงไประยะหนึ่ง บางคนขยันเขียนทุกวัน แต่เขียนวันละ 1 บันทึก

แต่ ใน gotoknow บางท่านใน 1 วัน เขียนมากกว่า 1 บันทึก และระยะห่างในการเขียนบันทึกในครั้งต่อไป มีความถี่มากกว่า และที่สำคัญ blogger ใน gotoknow มีงานเต็มไม้เต็มมือมากกว่า blogger ในเวบอื่นๆ ที่มีเวลาว่างมากกว่า แต่เขียนบันทึกได้น้อยกว่า…

<h2>ไม่แผ่วครับ ถือว่า เสมอตัวมากกว่า เมื่อเทียบความถี่ + เวลา +  ภาระงานต่อคนแล้ว ยังเหนือกว่า blogger ที่อื่นๆตั้งเยอะ</h2>

เนื่องจากเป็นวันหยุดครับ เลยบันทึกได้อย่างเต็มที่ไปเลย ซึ่งเป็นมุมมองในแบบลูกทุ่งที่นำมาบันทึกไว้ครับ


พบกับ เสวนาจานส้มตำ ครั้งหน้า เมื่อโอกาสเหมาะๆ (เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เช่นกัน…..)