นักเรียน นักศึกษา และผู้มีการศีกษา (บัณฑิต) ต่างกันอย่างไร

การเรียนรู้สามระดับ

************************
มีคนจำนวนมากมาบอกผมว่า "อยากเรียน" เรื่องดูพระบ้าง เรื่องทำนาบ้าง หรือ อื่นๆ ฯลฯ
แต่พอผมบอกวิธีการเรียน หรือชวนมาเรียนกลับหนีไปเลย

หรือแม้ไม่หนีก็อยู่เฉยๆ ไม่ยอมเรียน อย่างมากก็นำพระเก๊ๆ ระดับตาเปล่ามาโพสต์ถาม "ผ่านไหมครับ" เท่านั้นเอง

ทั้งนี้เพราะนักเรียนหลายท่านยังไม่เข้าใจว่าการเรียนนั้นมีสามระดับ คือ

1. ภาคทฤษฎี (ปริยัติ) ที่เป็นการอ่านเอกสาร หรือจับหลักต่างๆให้ได้ ท่องให้ได้ จำให้ได้ ถ้าชัดแล้วก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที ถ้าท่านทำได้สมบูรณ์ในระดับนี้ ท่านจะได้ชื่อว่าเป็น "นักเรียน" เต็มตัว มิเช่นนั้นก็แค่ "กำลังเรียน" เป็นอย่างมาก ยังไม่ใช่ "นักเรียน" จริงๆ

2. ภาคปฏิบัติ (ปฏิปฏิ หรือ ปฏิบัติ) คือการนำหลักทฤษฎีต่างๆมาลองใช้ ไต่ระดับไปเรื่อยๆ ที่ผมใช้คำว่า "บ่มเพาะความรู้" เพราะไม่มีความรู้ใดเกิดในตัวได้โดยไม่ปฏิบัติ ที่จะทำให้นักเรียน พัฒนาตัวเองเป็น "นักศึกษา"

3. ภาคสรุปผลการเรียน หรือการศึกษา (ปฏิเวธ) คือการนำความรู้ทั้งภาคทฤษฎี และผลจากการปฏิบัติมาใช้ เพื่อการพัฒนาตนเอง (การศึกษา) ถ้าท่านทำได้ในระดับนี้แล้วก็จะได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "ผู้มีการศึกษา" คือพัฒนาตัวเองแล้ว

ทั้งสามระดับนี้ อาจจะทำแบบกลมกลืนกันไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องทำทีละขั้นให้หมดเสียก่อน ที่ในชีวิตจริงๆเราก็ทำเช่นนั้น

ที่เป็นปัญหาก็แค่ บางท่านทำอยู่ แค่แบบเดียว ระดับเดียว แต่ไปคิดว่าตัวเองทำสามระดับแล้ว

และคนจำนวนมาก แค่หลักทฤษฎีจริงๆ ก็ยังไม่สนใจเลย เอาแต่ท่องตำรา ท่องตัวหนังสือไปสอบอย่างเดียว ก็ยังกล้าเรียกตัวเองว่า "นักศึกษา" แล้ว

และบางท่าน แค่ทำข้อสอบ "ผ่าน" ทุกวิชา ก็คิดว่าตัวเองเป็น "ผู้มีการศึกษา" (บัณฑิต) แล้ว
ที่ทำให้การพัฒนาตัวเองตีบตัน หยุดอยู่แค่นั้น

แต่การเรียน และการศึกษา มิใช่แค่ ทฤษฎี หรือ ปฏิบัติ เพียงอย่างเดียว ต้องมีทั้งสามอย่างจึงจะพัฒนาได้จริงและรวดเร็วครับ

ผมคิดอย่างนี้ และผมทำอย่างนี้ มาตลอดชีวิตจนถึงปัจจุบันครับ
อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (0)