สู่ธุดงคสถาน

วิถีชีวิตของพระภิกษุเรื่องที่สำคัญคือการปฏิบัติธรรม และหนึ่งในหนทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ตรงแนว คือการได้ออกเดินธุดงค์ เพราะพระที่ถือสมาทานธุดงค์ จุดประสงค์ก็เพื่อฝึกฝนตน กำจัดกิเลส ปฏิบัติตามข้อวัตรต่างๆ ที่สมัครใจจะสมาทานประพฤติปฏิบัติ และเป็นหนทาง อุบาย แนวทางที่จะขัดเกลากิเลสให้ลดน้อย ถดถอยลงไป ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความมักน้อย ความสันโดษ ปลูกฝังความสมถะ และเป็นการเผยแผ่ธรรมไปด้วย นับเป็นการประกาศศาสนาอีกอย่าง

ดังนั้นการที่พวกผมได้มีโอกาสมาบวชอยู่กับครูบาอาจารย์ คือหลวงปู่พุทธะอิสระ แล้วท่านเมตตาจะนำพวกเราไปธุดงค์เพื่อหาประสบการณ์ทางวิญญาณใหม่ๆ ทั้งยังให้มีโอกาส ฝึกฝนขัดเกลากิเลสตน ให้รีบนำเอาหลักของมหาสติปัฏฐานต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมา นำมาใช้ มาฝึก มาปฏิบัติ กับการใช้ชีวิตในป่า จึงถือได้ว่าเป็นโอกาส เป็นประสบการณ์อันล้ำค่าวิเศษสุด เป็นวาสนาอันสูงสุด สำหรับชีวิตในชาตินี้ที่ได้รับจากหลวงปู่

เริ่มต้นการธุดงค์ โดยเดินทางออกจากวัดอ้อน้อย จุดมุ่งหมายเพื่อไปพักที่ป่าธุดงคสถาน ลำอีซู จ.กาญจนบุรี ซึ่งในระหว่างที่นั่งรถนั้น เห็นสภาพป่าแล้วใจหาย ดูโล่ง เตียน แห้งแล้ง ทั้งๆ ที่อยู่ในหน้าหนาว ป่าที่สูญสิ้น ถูกบุกรุก จนทำให้สภาพอากาศแปรปรวน และก่อนเดินทางก็ได้ทราบมาแล้วว่าเมืองกาญจนบุรีนั้น มีสภาพป่าที่ไม่เหมือนใคร เป็นป่าร้อนชื้น ไข้ป่าชุกชุม สภาพอากาศแปรปรวน ถ้าฝนตกก็ตกมากจนน้ำท่วม ถ้าแห้งแล้งก็แล้งจนถึงที่สุด เป็นเหมือนป่าที่มีหลายมิติ หลากหลายพันธุ์ ไม่ค่อยเหมือนป่าทางภาคเหนือ หรือ ป่าดงดิบทั่วไปๆ อาจเป็นเพราะสภาพป่าแถวนี้อยู่ในแนวเส้นเขตศูนย์สูตร และอยู่ในร่องทางแผ่นดิน ที่มักจะมีข่าวแผ่นดินไหวเกิดบริเวณนี้มาก รวมทั้งเป็นแนวป่าเทือกเขาตะนาวศรีที่พาดผ่านชายแดนประเทศพม่า ขึ้นไปทางเหนือจนจรดแนวเทือกเขาหิมาลัย

เมื่อเดินทางถึงธุดงคสถาน กลิ่นอายแรกที่รับสัมผัสได้ คือความร่มเย็น สันติ จิตใจดูสงบขึ้น เพราะบริเวณป่าแถบนี้มีต้นไม้มาก ดูร่มรื่น เย็นสบายดี ทุกคนแยกย้ายกันหาทำเลที่ตั้งเพื่อปักกลด โดยแยกกันเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลดอยู่ห่างกันพอสมควร พอตอนเย็นหลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ หลวงปู่ได้ออกมาพูดคุย ดูแล สอบถามพวกเราด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นไงกันบ้าง มีที่นอนที่พักกันไหม ท่านบอกว่ามาอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา และแมกไม้ทั้งหลาย ก็ต้องเปลี่ยนรสชาติ เปลี่ยนประสบการณ์ทางวิญญาณที่จะเรียนรู้ในโอกาสต่อๆ ไป

ที่ธุดงคสถานนี้ หลวงปู่บอกว่าจะทำให้เป็นที่ธุดงคสถานของพระผู้สัญจรไปมา เพื่อเป็นที่สำหรับพัก สำหรับคนที่มีจิตใจอยากจะสงบสันติ เป็นสมณะผู้รักสงบ และสำหรับสามเณรที่บวชภาคฤดูร้อน แล้วท่านก็ได้เล่าถึงที่มาที่ไปของธุดงคสถานแห่งนี้ว่า มีเนื้อที่อยู่ประมาณเกือบสามร้อยไร่ ซึ่งซื้อต่อจากชาวบ้าน โดยที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อ สาเหตุเนื่องจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ท่านมาธุดงค์แถวนี้ ชาวบ้านที่ใส่บาตรหลวงปู่ประจำนั้นวันหนึ่งเขาเกิดปัญหาได้ไปขอความเมตตาจากท่านที่วัด ขอร้องให้ท่านช่วย โดยจะขอยืมเงิน แต่สุดท้ายเขาไม่มีเงินใช้ เลยยกที่แห่งนี้ให้ ตอนแรกที่หลวงปู่มาดูใหม่ๆ ก็ไม่อยากจะรับ ไม่อยากจะได้อะไร แต่พอท่านเห็นเก้งมันซุกอยู่ตามกอไผ่ แล้ววิ่งหนีคน ท่านเลยรับเอาไว้

สภาพป่าพื้นที่เดิมนั้นแห้งแล้ง เป็นป่าหัวโล้น ต้นไม้ไม่ค่อยมี หลวงปู่เลยหาคนมาช่วยทำงาน โดยท่านเป็นผู้คอยดูแล เอาใจใส่ ต้นไม้ นำคนงานไปขุดต้นไม้มาปลูก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่ต้นไผ่ และบริเวณนี้ก็เป็นด่านที่สัตว์ลงมากินน้ำ ท่านจึงได้สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ (ฝายน้ำล้น) ซึ่งยังประโยชน์ให้กับสัตว์ที่ลงมากินน้ำ และชาวบ้านแถวนี้ แต่มักจะมีชาวบ้านมาคอยดักยิงสัตว์กันเป็นประจำ เพราะว่าแถวนี้ยังมีสัตว์ป่าชุกชุม มีทั้ง หมาจิ้งจอก เก้ง เลียงผา กระจง กระต่ายป่า หมูป่าฯ

ดังนั้นระบบนิเวศน์ของธุดงคสถานแห่งนี้จึงมีหลากหลาย ทั้งเรื่องของพืชพันธุ์ไม้ ว่านยา ต้นยา ถึงแม้ว่าทางเข้าจะไม่ค่อยดีนัก ค่อนข้างทุรกันดาร แต่เงียบสงัด วิธีปลูกต้นไม้ของหลวงปู่นั้น ท่านจะสั่งคนงานว่า อย่าไปทำร้ายต้นไม้เก่า พยายามรักษาระบบธรรมชาติเดิมของมันให้ดีที่สุด เพียงแค่ริดกิ่งบ้าง ตัดบางต้นที่มันบังไม่ให้แดดส่องถึงต้นไม้ใหม่ที่ปลูก ท่านได้นำวิธีระบบน้ำหยด โดยได้ก่อสร้างบ่อน้ำ แท้งค์น้ำขนาดใหญ่ไว้บนเขา เอาน้ำขึ้นไปใส่ ไปเติมแล้วปล่อยให้มันหยดตามต้นไม้ที่กำลังปลูก เนื่องจากพื้นดินแถวนี้เป็นดินลูกรัง เวลาฝนตก น้ำจะไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว แรง แล้วจะไหลลงตีนเขาหมด นอกจากนี้ท่านยังให้ไปขุดบ่อน้ำ กักน้ำไว้ที่ตีนเขาอีกด้วย

จิตที่ฟุ้ง

หลวงปู่ได้พูดเตือนภิกษุที่ยังรักสนุก ชอบพูดคุย เล่น ซึ่งนักปฏิบัติกรรมฐานที่ดีต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้ เพราะมันอาจจะเป็นมารที่คอยเข้ามาผจญ ซึ่งเราต้องเอาชนะมันให้ได้ เหมือนอย่างวิถีชีวิตของท่าน สมัยบวชใหม่ๆ ที่อาศัยวัดเขาอยู่ ท่านจะไม่ยอมไปคุยกับใคร เมื่อทำกิจกรรมสังฆกรรมเสร็จ จะเข้ากุฏิ ปิดประตู สวดมนต์ภาวนาอ่านหนังสือ จะออกมาก็ตอนทำงานข้างนอกเท่านั้น คือกวาดลานวัด ขนขยะ ล้างโบสถ์ แสดงธรรมให้แก่ชาวบ้าน แสดงธรรมเสร็จ ก็เข้ากุฏิ ปัจจัยที่ได้จะนำไปใส่ตู้ของวัดเอาไว้ เพื่อเป็นค่าน้ำค่าไฟ

เหมือนเช่นตอนอบรมพระวิปัสสนาจารย์ หลวงปู่มานำสวดมนต์เป็นประจำไม่เคยขาด คอยกระตุ้นให้พวกเราฝึกฝนตัวเอง ถ้าคุยก็คุยเรื่องงาน มีเวลาพักท่านก็ไม่ไปคุยกับใคร จะมานั่งสมาธิเงียบๆที่กลด หรือเดินจงกรม ที่ทางเดินหน้ากลด

เพราะว่าการคุยกันนั้น มันทำให้คนจิตฟุ้ง ทำให้เราฟู นักปฏิบัติต้องไม่พูดมาก การพูดมากคือการทำร้ายทำลายพลังของเรา ดังนั้นท่านจึงบอกว่า พยายามสงบปากสงบคำ สงบเสงี่ยมเจียมตัว ใช้ระบบของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า สังวรระวัง สำรวมระวังในอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ สำรวมระวังตาเห็นรูป สำรวมระวังหูฟังเสียง สำรวมระวังจมูกดมกลิ่น สำรวมระวังลิ้นรับรส สำรวมระวังกายสัมผัส อย่าทำให้อารมณ์ใดๆ ปรากฏขึ้นในขณะตาเห็นรูป จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส

การที่มีโอกาสเข้ามาบวชในพระศาสนา นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ในครั้งหนึ่งของชีวิต หลวงปู่บอกว่าให้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่มาอยู่ป่า เพราะถ้าทำได้ถือว่าเป็นบารมีของตัวเอง เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่ตัวเองคิดจะมีชีวิตแล้วได้ประโยชน์ ท่านเตือนสติไว้ว่า "คนที่เขาทำได้ก็กินข้าว เราก็คนกินข้าวเหมือนกับเขา ทำไมจึงทำไม่ได้ ต้องถามตัวเอง" ซึ่งการที่ภิกษุบางรูปยังไม่ศรัทธา ไม่เอาใจใส่ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่สังวรระวัง ไม่สำรวมระวัง ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงมีความพยายาม สักวันหนึ่งต้องสำเร็จ ขอเพียงมีความหมั่นเพียร สักวันหนึ่งความศรัทธานั้นจะเต็มเปี่ยมขึ้นมาได้ เราก็สามารถจะปฏิบัติธรรมจนเห็นผลได้ วันนี้ไม่ศรัทธาไม่เป็นไร พยายามทำต่อไป พรุ่งนี้ก็ต้องศรัทธา พรุ่งนี้ไม่ศรัทธา มะรืนนี้ก็ต้องศรัทธา

คำว่า "ศรัทธา" นี้ท่านบอกว่า ไม่ได้ให้มาศรัทธาในตัวท่าน แต่ให้ศรัทธาใน "วิถีแห่งนักปฏิบัติ" ศรัทธาที่จะสร้างสติให้เกิดขึ้นในการรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วคบกับมหามิตร เอกบุรุษแห่งสติ ไม่ไปพูดคุยกับผู้คนที่อยู่รอบข้างเรา พยายามพบปะพูดคุยกับสติของตัวเองให้มาก ไม่ควรเสียเวลาไปพบปะพูดคุยกับคนรอบข้าง หลวงปู่บอกว่า ระยะเวลาที่พวกเราไปอบรมพระวิปัสสนาจารย์มานั้นก็มีสติดี ได้รู้จักหน้าตาของสติ และคบกับมหามิตรที่ชื่อว่าสตินี้มาแล้ว จงอย่าได้ละเลย เพิกเฉยระยะเวลาที่อยู่ในป่านี้ ซึ่งในธุดงคสถานนี้ยังไม่ใช่ป่าจริง ป่าจริงยังรออยู่อีกไกล จึงต้องมาซ้อม เรียนรู้กติกาในการจะอยู่ป่าในอนาคต ดังนั้นจึงต้องพยายามเปิดประตูทางวิญญาณเข้าไปรู้จักหน้าตาแท้ๆ ของมหามิตร นั่นคือสติ และรบกับเขาให้ได้ตลอดเวลา ทุกย่างก้าวลมหายใจเข้าออก

วิสัยแห่งสมณะ

เหตุที่เป็นอย่างนี้ หลวงปู่บอกว่า เพราะพวกเรายังไม่มีวิสัยแห่งสมณะที่สมบูรณ์ วิสัยแห่งสมณะ นั้นคือ ผู้สงบ ผู้รักสงบ พยายามฝึกตนเอง เพราะที่ธุดงค์นี้มี "ไอ้ดำดง" ??? ซึ่งมักทำให้คนที่อยู่แถวนี้ ไม่กล้าเข้ามาบริเวณนี้คนเดียว เพราะว่ามันอาจจะเดินสวนคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง บางทีเดินสวนเราอยู่ หันไปดูอีกที หายไปแล้ว ท่านบอกว่าจะฝากให้ไอ้ดำดงช่วยดูๆ พวกเรา เผื่อพวกเราจะได้ไม่ประมาท แล้วท่านย้ำกับพวกเราว่าอย่าลืมสวดมนต์ทุกครั้งทุกวันที่อยู่ในป่าตามบทที่ท่านเคยนำสวด

หลวงปู่พูดถึงอำนาจและพลังของป่าว่า ป่ามีอำนาจและพลังตรงที่ "ความเงียบ และความมืด" ถ้าไม่หวาดกลัวต่อป่า ไม่อยากจะหวาดกลัวหรือสะดุ้งผวาต่ออำนาจและพลังของป่า เราต้องเงียบยิ่งกว่าป่าที่เงียบแล้ว ถ้าไม่อยากกลัวและเกรงความมืดของป่า เราต้องสว่าง มีความสว่างกระจ่างใสให้อยู่ในใจของเราตลอดเวลา ถ้าทำได้จะสามารถเดินป่าได้อย่างไม่หวั่นหวาด ไม่สะดุ้งผวา ไม่ต้องอาศัยไฟฉาย อยู่ได้อย่างองอาจสง่างามอย่างผู้กล้า เพราะฉะนั้นหัดฝึกความเงียบและความสว่างในใจให้เกิดขึ้นเสมอ แล้วเราจะรู้ว่า ป่านี้เป็นสวรรค์ของบุคคลที่เป็นสมณะ มีเพื่อนที่คิดอยากจะมาสนิทใกล้ชิดกับเราอยู่ในป่าเยอะแยะ มีมหามิตรอันยิ่งใหญ่อยู่ทั่วไปรอบๆ ตัวเรา ที่อยากจะพูดคุยกับเรา สำหรับสมณะผู้เจริญ ถ้าเราทำตัวเองให้เป็นผู้เข้าถึงอำนาจและพลังของป่าจริงๆ เราก็จะพบพาเจอะเจอ คำเตือนจากหลวงปู่นี้จึงเป็นการบอกกล่าวด้วยความอาทรสุดชีวิตจิตวิญญาณของท่าน เพราะชีวิตของคนเรานั้นการที่จะไปบังคับใครๆ คงทำไม่ได้ เพราะกรรมของแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าทิฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา คือมีความเป็นอันตรงเหมือนกัน มีข้อปฏิบัติอันตรงเหมือนกัน จึงเรียกว่า วาสนาเท่ากัน กรรมเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝึกฝน ปฏิบัติ หัดทำ ไปพร้อมๆ กันได้

ความมืด ความเงียบ

เกี่ยวกับการฝึกฝนตนเอาชนะความมืดนี้ ผมเคยศึกษาค้นคว้าพบว่า ที่ธิเบต มีวิธีการฝึกที่น่าสนใจมาก เพราะโดยทั่วไป การศึกษาของพระลามะ (คำว่า "ลามะ" นั้น เรามักเข้าใจว่าเป็นคำเรียกพระธิเบตทุกๆ รูป แต่ความจริง พระธิเบตไม่มีฐานะเป็นลามะทุกรูป ต้องมีอาวุโส หรือได้รับความนิยมนับถือ ว่าสามารถทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้พอสมควร จึงมีฐานะเป็น ลามะ ได้) ในธิเบตนั้นมีพวกหนึ่งที่ปฏิบัติ (ตามหลักพระวินัย) เพื่อความสุขทางจิตใจ เพื่อหวังผลเลิศในกาลข้างหน้า พวกนี้ไม่สนใจในการศึกษาให้ลึกซึ้ง เป็นแต่ปฏิบัติตามคำสั่งของครูบาอาจารย์ และอีกพวกหนึ่งศึกษาทางด้านปริยัติคล้ายกับทางบ้านเรา ที่เรียนหลักธรรม (ตามแบบมหายาน) อักษรศาสตร์ เรียนเพื่อเป็นปราชญ์ แต่ยังมีลามะอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการศึกษาทางวิปัสสนาอย่างแท้จริง โดยจะอยู่โดดเดี่ยว และเรียนวัตรปฏิบัติทางจิตใจอย่างเคร่งครัด

พวกนี้จะมีวิธีการที่เคร่งครัดรุนแรงมาก เริ่มตั้งแต่การที่ไม่พบหน้าใครเลย นอกจากศิษย์หรือคนที่คอยรับใช้ ไม่พูดอะไร ถ้ามีความจำเป็นต้องการสิ่งใดก็เขียนหนังสือส่งให้แก่ศิษย์ ปิดบัง ขังตัวเองไม่ให้เห็นภูมิทัศน์ หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก นอกจากท้องฟ้า ห้องที่อยู่มีเครื่องกำบังสูงพอที่จะไม่เห็นภาพแม้แต่ภูเขาในระยะไกล ให้มองเห็นแต่ท้องฟ้าเท่านั้น ต่อมาแม้แต่ท้องฟ้าก็ไม่ให้เห็น คงมีเพียงแสงสว่างลอดเข้ามาในห้องช่วงเวลากลางวันเท่านั้น

ในระยะหลังๆลามะจะไม่พบใครเลยแม้แต่ศิษย์ที่ปฏิบัติ โดยศิษย์จะนำอาหารและสิ่งที่ต้องการ มาส่งลอดเข้าทางช่องข้างฝาที่ทำไว้เป็นพิเศษเพื่อการนี้ รับประทานอาหารแล้วสอดภาชนะออกไปวางข้างนอก หรือมีอะไรที่ต้องการให้เอาไปเทไปทิ้ง ก็ส่งลอดออกไปตามช่องนี้

จากนี้ไปจึงตกอยู่ในความมืดอย่างแท้จริง โดยปิดบังแสงสว่างทั้งหมด คงมีแต่อากาศสำหรับหายใจซึ่งมาจากปล่องที่ทำไว้ด้วยกรรมวิธีพิเศษที่เข้าใจคิด เข้าใจทำ คือทำปล่องให้คดเคี้ยวเพื่อให้อากาศเข้าได้เพียงพอ แต่ไม่ให้แสงสว่างเข้าได้เลย ไม่จุดโคมไฟ เทียน หรือแม้แต่ธูป มืดจนไม่รู้ความแตกต่างระหว่างกลางคืน และกลางวัน เป็นการเก็บตัวอยู่แต่ในความมืด

การที่เราอยู่ในความมืดเป็นเวลานานๆ อย่างนี้ ทำให้เรารู้จักและเข้าใจแน่ชัดในความหมายของคำว่า การที่ไม่มีอะไรจะสิ้นสุด (Eternity) ทำให้เชื่อแน่ในความมีอยู่ของดวงวิญญาณ ให้เข้าใจว่าการที่ดวงวิญญาณลอยล่องท่องเที่ยวอยู่ในจักรวาลนั้นมีสภาพอย่างไร ทำให้เชื่อว่าดวงวิญญาณคงจะลอยอยู่ในความมืด ในจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราเองก็เป็นเพียงดวงวิญญาณดวงหนึ่ง เมื่อยู่ในความมืดก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนา ทำให้จิตมีสมาธิ ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน หงุดหงิดรำคาญ การทำอย่างนี้ทำให้กำลัง พลังของจิตมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ในทันทีที่ทำให้ดวงจิตตั้งมั่นแน่วแน่ได้นั้น จะรู้สึกตัวเองได้ว่า ลอยคว้างอยู่ในความมืด อยู่ในความไม่มีที่สิ้นสุดของจักรวาล ทำให้เชื่อมั่นว่า การใช้พลังทางจิตทำสิ่งใดนั้น ไม่เป็นเรื่องพ้นวิสัยที่จะทำ

การฝึกฝนอยู่ในความมืดของลามะธิเบตนั้น ต้องอยู่มากกว่า ๓๖๕ วัน และการจะออกจากความมืด ก็ทำอย่างแนบเนียน คือให้เห็นแสงสว่างทีละน้อยด้วยการเจาะรูที่หน้าต่าง ให้เป็นรูเล็กๆ เพื่อให้แสงสว่างลอดเข้ามาเพียงนิดเดียว ต่อมาวันหลังจึงเจาะรูเพิ่มขึ้น หรือทำให้รูใหญ่ขึ้นๆ จนกระทั่งเปิดหน้าต่างได้ เรียกว่าเป็นวิธีการที่รอบคอบ เพราะถ้าได้รับแสงสว่างอย่างเต็มที่ในทันทีทันใด อาจทำให้นัยน์ตาบอดได้!!

เมื่อออกจากความมืดแล้ว ผู้ฝึกฝนจะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้เกิดใหม่ ชีวิตในความมืดซึ่งทำให้เห็นสติตนเองเป็นดวงวิญญาณล่องลอย อยู่ในความไม่สิ้นสุดแห่งจักรวาลนั้น เมื่อออกจากความมืดมาแล้ว ก็รู้สึกเหมือนว่าดวงวิญญาณกลับเข้าสู่ร่างเป็นคนใหม่ บางทีเกิดความรู้สึกเหมือนว่าเวลาหนึ่งปีในที่มืดนั้น เป็นเวลาที่นอนหลับตลอดปี และเพิ่งตื่นขึ้น เป็นความรู้สึกสดชื่น เหมือนหนึ่งได้สะสมพลังไว้หนึ่งปีเต็ม ความรู้สึกเหมือนเกิดใหม่นี้ มีผลทางจิตใจเป็นอันมาก ทำให้รู้สึกว่าความมืดอันนั้นได้ช่วยล้าง ขัดเกลา กล่อมเกลา ความผิดบาปชั่วดีทั้งหลายให้หายมลายล้างออกไปจากหัวใจ เมื่อออกมาสู่แสงสว่างใหม่ ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเกิดใหม่ จึงมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะมุ่งทำแต่ความดี (วิธีนี้ดูคล้ายกับการดัดนิสัยสันดานของอาชญากรบ้านเราที่เอามาขังคุกมืด ซึ่งไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไร กลับเป็นการกดดันทางด้านจิตใจมากกว่า เพราะสักแต่ว่าขัง โดยไม่มีจุดหมาย หากแต่ได้ทำโดยขบวนการ วิธีการตามหลักวิชาของลามะธิเบตแล้ว เชื่อแน่ว่าจากคนร้าย จิตใจโหดเ**้ยม ยังไงซะต้องมีความรู้สึกที่ดีขึ้นด้วยจิตใต้สำนึก จากน้ำใสใจจริงแท้ของตน)

ระหว่างที่อยู่ในธุดงคสถานนี้ ภิกษุบางรูปเกิดป่วยเพราะยังปรับตัวกับอากาศที่นี่ไม่ได้ เนื่องจากกลางวันจะร้อนและแดดจัดมาก พอตอนเย็น พระอาทิตย์ตก อากาศจะเริ่มเย็นทันทีอย่างเห็นได้ชัด พอดึกๆ อากาศจะเริ่มหนาวมากขึ้น จวนใกล้สว่างยิ่งหนาวจัด จนถึงมีไอหมอก ไอความเย็นออกจากปาก จึงทำให้ภิกษุบางรูปป่วย หลวงปู่จึงแนะวิธีไว้ว่าให้พยายามเดินลม ทำ "ลมเจ็ดฐาน" แล้วจะค่อยยังชั่วขึ้น โดยให้ลมเดินไปตามจุดต่างๆ ของกาย อย่างมีสติรับรู้มัน จะทำให้ดีขึ้น สามารถอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้นได้ และท่านยังแนะอีกว่า เช้าๆ ให้มาเดินจงกรมที่โบสถ์ (โบสถ์ที่ธุดงคสถานจะเป็นลานกว้างใต้ต้นไม้ มีหินกรวด ก้อนเล็กๆ กลมๆ อยู่ที่พื้น) จะช่วยระบบขับถ่ายได้ดี เพราะกรวดเหล่านี้จะช่วยจี้ไปตามจุดต่างๆ ในกาย โดยเฉพาะฝ่าเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งมีทั้งหมดตั้ง ๑๘๐ จุด แต่ละจุดจะเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนโลหิต การเหยียบกรวดจะทำให้สุขภาพดี และเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย

ปฏิบัติธรรม (๑)

คืนแรกที่มาอยู่ธุดงคสถาน หลวงปู่ได้นำพวกเราปฏิบัติธรรมดังนี้

"...ผ่อนคลาย ลุกขึ้นยืน แล้วก็ผ่อนคลาย ผมอยากแนะนำว่าอย่าพยายามดูคนอื่น จงดูตัวเอง จัดระเบียบของตัวเอง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เวลายืนอย่าพยายามยืนให้เท้าชิดกันมากนัก เพราะถ้าเมื่อใดที่เราหลับตา มันจะเซ แล้วก็ผ่อนลมออกยาวๆ ทางลมหายใจสัก ๔-๕ ครั้ง เพื่อเรียกสติหรือมิตรอันประเสริฐกลับมาก่อน เมื่อรู้สึกตัวทั่วพร้อม เราคิดว่าความรู้สึกมันอยู่ในกายนี้แล้วก็ลองถ่ายเทน้ำหนักดู ถ่ายเทน้ำหนักโดยการยกส้นเท้าขวา ค่อยๆ ยก และให้น้ำหนักมันเทเข้ามาอยู่เท้าซ้าย ยกส้นเท้าขวาโดยปลายเท้ายังแตะพื้นอยู่ ให้ทำความรู้สึกว่าน้ำหนักตัวทั้งหมดนั้น ยืนหยัดได้ด้วยเท้าซ้ายรับน้ำหนักทั้งหมด เท้าขวาเบา เสร็จแล้วค่อยๆ ถ่ายน้ำหนักจากเท้าซ้ายเข้าไปอยู่เท้าขวา โดยยกส้นเท้าซ้ายขึ้นแล้วลดเท้าขวาลง ทำไปอย่างนี้สักสิบนาที

ถ้าหากรู้สึก สติ ความคิด จิตวิญญาณ มันล่องลอยออกไปนอกกายนี้ อย่าไปยืนโยกอยู่ ให้หยุดอยู่กับที่ แล้วสูดลมเข้าไปใหม่ รู้ว่าพลาดหรือผิด ต้องเปลี่ยนต้องแก้ไข ไม่ใช่ทำมันไปทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิด ฝึกให้เป็นคนจริงจัง ทำอะไรอย่างตั้งใจ..."

จากนั้นท่านจึงนำพวกเราแผ่เมตตา ไหว้พระกรรมฐานหนึ่งที แล้วนั่งลง ท่านบอกว่า การที่เราจะเอาชนะความฟุ้งซ่าน หงุดหงิดรำคาญ เหนื่อย เมื่อย เบื่อ เซ็ง หรืออารมณ์ฟุ้งฟูทั้งหลายนั้น บางครั้งมันก็ยาก แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ ไม่หยุด ทำด้วยความเพียรมานะ ทำบ่อยๆ สักวันหนึ่งเราต้องชนะมันจนได้ อย่าเพิ่งไปท้อแท้ อย่าเพิ่งไปหวาดกลัว เบื่อหน่ายที่จะไปทำ วันนี้เวลานี้ไม่ได้ อีกชั่วโมงหน้า นาทีหน้า เวลาหน้าอาจจะได้ เดือนหน้าอาจจะได้ แต่อย่าไปผลัด ต้องทำมันทุกเวลาถ้ามีโอกาส แล้วชัยชนะก็จะปรากฏขึ้น

ความเพียร

บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร หลวงปู่ได้บอกพวกเราไว้หลังจากการปฏิบัติธรรมว่า บุคคลมีความสำเร็จได้ เพราะความเพียร ซึ่งคุณเครื่องยังให้ประสบความสำเร็จนี้พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ มีทั้งหมด ๔ อย่าง

อันดับแรกคือ "ฉันทะ" ต้องสร้างความรักก่อน พอใจรักที่จะทำ หรือก็คือ ศรัทธา ทำให้เกิดศรัทธา เชื่อมั่น พร้อมที่จะทำมัน และทำมันบ่อยๆ อันดับที่สอง "วิริยะ" ทำด้วยความเพียร เพียรที่จะทำประจำ ทำเรื่อยๆ ทำอย่าปล่อยวาง แล้วต้องมี "จิตตะ" ที่หลวงปู่มักบอกไว้ว่า ตือ จดจ่อ จริงจัง จับจ้อง และตั้งใจ เมื่อมีใจที่จดจ่อกับมันแล้วจึงใช้ "วิมังสา" คือ ใช้ปัญญาใคร่ครวญ พิจารณา

ดังนั้น ท่านจึงเน้นย้ำว่า อย่ามาเสียเวลากับการคบหาสมาคมในสิ่งที่ทำให้เราฟูฟุ้ง เอาเวลามาทำให้เกิดสาระเกิดประโยชน์ อย่าไปยืนอยู่กับคมมีดที่มันดูขาว วาววับแต่จริงๆ แล้วมันบาดตัวเรา บางครั้งอยู่บนแผ่นดินดำๆ สกปรก มันยังทำให้ตัวเราตั้งมั่นอยู่ได้ คนดีนะบางครั้งดูไม่ออกหรอก ถ้าเราไม่จับไม่ต้องไม่สัมผัส ไม่เรียนรู้ไม่ศึกษา คนดีจริงๆ เขาไม่มาอวดดี พระธุดงค์ นักปฏิบัติธรรมจะต้องคิดยาว คิดไกล คิดละเอียด เพราะพระปฏิบัติธรรมต้องรู้จักประหยัดเวลา รู้จักประโยชน์ในการมีชีวิต แล้วทำให้มันมีประโยชน์ทุกขณะจิตที่ลมหายใจเข้าออก พยายามขยัน คือ ขยันคิด คิดมากๆ ขยันที่จะทำ อย่าหยุดมัน และก็มีความเพียรมากๆ

สัญชาตญาณในป่า

ก่อนที่จะเดินทางสู่ป่าใหญ่ข้างหน้า หลวงปู่ให้พวกเราพักอยู่ที่ธุดงคสถานอีกหนึ่งคืน โดยท่านบอกว่ามีเหตุที่บอกไม่ได้ การมาอยู่ป่าต้องรู้จักสังเกต แม้แต่เรื่องไฟป่า ที่ท่านมักบอกว่า ไม้ขีดก้านเดียวก็สามารถจะมองเห็นได้ในระยะ ๕ กิโลเมตรเมื่อจุดในที่มืด เสียงก็สามารถได้ยินไกลไปถึงสิบๆ กิโลเมตร พระที่อยู่ป่าจึงต้องรู้จักพัฒนาจิตวิญญาณ ให้ตนเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสละเอียด และต้องไม่ไปกวาดใบไม้ เศษไม้ กิ่งไม้ รอบๆ กลด ออกไปหมด เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องป้องกันภัย เป็นปราการด่านแรก เวลาที่งูหรือสัตว์อื่นมันมากลางคืนเราจะได้ยินเสียงใบไม้ดังกรอบๆ แกรบๆ

เรื่องสัญชาตญาณการอยู่ป่านี้ ท่านได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว มีนักศึกษาแพทย์ ๒ คน อยู่สงขลาคนหนึ่ง อยู่สุรินทร์คนหนึ่งตามท่านไปเดินธุดงค์ เพื่อขอเรียนวิชาจากท่าน เวลาไปธุดงค์ก็นำเสบียงอาหาร พวกปลากระป๋อง มาม่าไปกินตอนปักกลด ด้วยความที่เป็นคนเมืองไม่รู้จักสัญชาตญาณของป่า พอกินมาม่า กินปลากระป๋องอิ่มแล้ว เกิดความขี้เกียจ จึงโยนเศษอาหารไว้ข้างๆ กลด เวลาประมาณสัก ๓-๔ ทุ่ม จึงเข้านอน สักพักมีเสียงร้องลั่นขึ้นว่า

"หลวงปู่ช่วยด้วยครับ!! หลวงปู่ช่วยด้วย!!"

หลวงปู่เล่าว่า ทั้งสองคนนอนอยู่ในกลด มดป่าเป็นล้านๆ ตัว จะเข้ามารุมกินสองคนนั้น แล้วอีกอย่างไปปักกลดบนรูมดเข้าด้วย ซึ่งเป็นมดงานป่า มดใต้ดิน เขาถามว่าจะทำอย่างไรดี ท่านบอกว่าอย่างนี้แผ่เมตตาก็ไม่มีหวังแล้ว ดังนั้นตัวใครตัวมัน วิ่งลงน้ำกันเอาเอง นี่แหละพระธุดงค์เขาจึงห้ามเก็บของกิน เพราะเก็บไว้แล้วมันจะเป็นภัยตามมา พอมดมา คางคกก็มา กบมา อึ่งมา เพื่อมากินมด กินแมลง พอกบมาอึ่งมากินมด "งู" ก็มากินกบกินอึ่ง แล้วจะเป็นเรื่องตามๆ กันมาอย่างนี้ ดังนั้นอยู่ป่าจึงต้องใช้สัญชาตญาณของธรรมชาติสอนเรา

ความสุขแห่งชีวิต

ธรรมชาติเป็นเหมือนบิดามารดาเกิดของเรา เป็นอาหาร เป็นที่อยู่อาศัย เป็นยารักษาโรค เป็นเครื่องนุ่งห่ม เป็นทุกอย่างที่เราต้องการให้มันเป็น แต่เราก็ทำร้ายทำลายมันโดยไม่ค่อยใส่ใจต่อมัน ถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่าหลวงปู่เป็นคนที่รักต้นไม้มาก ถึงแม้จะปลูกไว้ แต่ก็ไม่ได้ปลูกเพื่อตัวเอง ปลูกเพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์จากมัน ซึ่งท่านบอกว่ารู้สึกเป็นสุขใจ ภูมิใจ ท่านปลูกต้นไม้และพืชพันธุ์ต่างๆ ที่ธุดงคสถานนี้มาก แม้แต่ทุเรียนที่ท่านแพ้กลิ่น ก็ยังปลูก ท่านให้เหตุผลว่าถ้าพืชชนิดไหน เจริญงอกงามดี ชาวบ้านในละแวกนั้นจะได้นำไปเป็นแบบอย่าง และเป็นการสอนให้ชาวบ้านอยู่อย่างพึ่งตนเองแบบพอมี พอกิน พอเพียง ถ้าเหลือแล้วก็นำออกขายเป็นรายได้ เก็บเล็กผสมน้อย แค่นี้ชีวิตก็เป็นสุขได้ ซึ่งอาจจะตรงข้ามกับหลักเศรษฐศาสตร์ หลักอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหลาย ที่ท่านบอกว่าเป็นการทำร้ายต้นทุนเดิมของสังคม ที่มักจะไถทำไร่ ปลูกอย่างเดียว ขายแล้วได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งเป็นการฝากความหวังไว้กับสิ่งๆ เดียว การเป็นอยู่แต่ละวัน ไม่ได้คำนึงถึง แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาสังคม เพราะพึ่งตัวเองไม่ได้ ต่างคนต่างต้องไปพึ่งอย่างอื่น ซึ่งในอดีตกาลโบราณ บรรพบุรุษเรา สมัยก่อนๆ เขาทำกันมาพึ่งตัวเองมาตลอด มีบ่อปลา มีที่นา มีพืชผักสวนครัว มีไม้ผลกินประจำปี กินครึ่งปี กินกลางปี เหลือก็ออกไปขายข้างนอก ขายได้มาก็เก็บหอมรอมริบเอาไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น ครอบครัวจึงร่มเย็นเป็นสุขอยู่กันอย่างสงบสันติ ชีวิตไทยๆ ดำเนินมาอย่างนี้ เป็นชีวิตวิญญาณของความสุข สงบ

ท่านจึงสอนพวกเราไว้ว่า ความสุขของชีวิตมันอยู่ที่ความพอใจ พอมี ถ้ารู้จักทำให้พอดี พอมี มันเป็นสุขได้ทั้งนั้น แต่ถ้าไม่รู้จักพอ แม้แต่นอนอยู่บนกองทอง ดิ้นแล้วดิ้นอีก ทองทับตัวเองตายก็ยังไม่รู้สึกเป็นสุข

อนาคาริก

วันนี้หลวงปู่ได้ตำหนิ โวยวาย (สอน) ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เข้ามาอยู่ในป่าแล้วยังมีสีกามาเยี่ยม ตามมาพูดคุย เหตุเพราะชีวิตของพระภิกษุนั้นเป็นผู้ออกจากเรือนไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว (อนาคาริก) สิ่งที่ต้องทำคือ ดำรงความเป็นสมณะให้สงบสันติ ท่านจึงบอกว่าอย่าไปทำให้วิถีของพระธุดงค์หรือพระป่าเขาเสียหาย ควรจะเอาแบบอย่าง ดังเช่น "พระมหากัสสปะ" ท่านเป็นสุดยอดของนักธุดงค์ในโลก ขนาดเทวดาแปลงกายมา นางฟ้าแปลงกายมา ทำความสะอาดกุฏิให้ ตักน้ำไว้ให้ จัดหาอาหารมาถวายให้ พระมหากัสสปะยังตวาดขับไล่ไป เพราะว่าจะผิดจารีต เดี๋ยวคนรุ่นหลังๆ จะอ้างได้ว่า ขนาดพระมหากัสสปะยังทำได้ ถือธุดงค์แล้วยังมีคนมาดูแลเอาใจใส่ แถมยังเป็นผู้หญิงอีก

แล้ววันนี้หลวงปู่ยังได้สั่งเณรไปบอกผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมาทำด้อมๆ มองๆ แอบมองท่านอยู่ ท่านย้ำไปว่าอย่าให้กูเห็นหน้าเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะซวยตลอดชาติ ผู้หญิงคนนั้นเลยรีบหนีหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะท่านบอกว่านิสัยของท่าน ไม่ชอบที่จะทำตัวเองเป็นคนไปติดในตระกูล เอาใจชาวบ้าน ให้ชาวบ้านมาคอยจับตามอง เหมือนกับว่าท่านกำลังจะเป็นอะไร (เป็นผู้วิเศษของใครๆ : ผู้เขียน)

สิ่งที่ท่านทำนั้นก็เพื่อให้พวกเราสงบ สันติ เป็นการช่วยป้องกันจริยาของสมณะเอาไว้ ท่านมาช่วยรักษาบุญของพวกเราให้สงบสันติ ซึ่งเป็นบุญที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพร้อม พระพุทธเจ้าเคยสอนพระอานนท์ไว้ว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่ามองหน้าผู้หญิง อย่าอยู่ใกล้ อย่าพูดด้วย ถ้าจำเป็นต้องอยู่ใกล้ ต้องมองหน้า ต้องพูดด้วยสติ แล้วพูดไม่กี่คำ มีเรื่องจำเป็นถึงจะพูด พูดแล้วจงสำรวม สังวร ระวัง กิริยาอาการท่าทาง นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนพระอานนท์

วันนี้ท่านบอกว่า เฝ้าสังเกตดูพวกเรา เห็นว่าสงบลงเยอะ ท่านคิดว่าอยากตะโกนบอกให้ "รักษาสติ" แต่มานึกอีกทีว่า ฮื้อ... นี่มันทรัพย์ของท่านนี่นา ประโยชน์อะไรต้องเอาทรัพย์ไปแจกคนอื่น เขาไม่พอใจจะเอาแล้วต้องไปตะโกนบอกเขาทำไม นึกอย่างนี้ท่านเลยปลูกต้นไม้ต่อ แต่พอตกเย็นท่านมาคิดได้ว่าไม่ถูก เราเป็นครูบาอาจารย์เป็นพ่อเป็นแม่ ในฐานะของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ต้องรักลูก ต้องใส่ใจ ต้องเอื้ออาทรและเมตตา เมื่อเห็นทำผิด ต้องชี้นำบอกกล่าว (นี่แหละคือหัวใจของคุรุที่แท้)

ท่านเลยมาบอกพวกเราอีกครั้งว่า พยายามเตือนตัวเอง อย่าให้คนอื่นเขามาเตือนเรา บางครั้งความง่วง ความเพลีย ความสนุกสนาน ความอยากพูด อยากคุยมันก็มี แต่ต้องแบ่งเวลาบ้าง รู้จักแบ่งเวลาหามุมสงบบ้าง เดินจงกรมบ้าง เจริญภาวนาบ้าง และเจริญสติกันให้มาก ท่านบอกว่าอย่าประมาท ชีวิตหลังความตายเป็นเรื่องลำบาก สำหรับคนที่ยืนหยัดอยู่บนความประมาท ที่พวกเราเป็นกันอยู่ทุกวันนี้มันไม่พ้นนรกไปสักเท่าไร อย่างดีก็เพียงแต่ทำให้เราไม่ต้องทุกข์ทรมานเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสูรกาย แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราทำได้แค่ไหน

ชีวิตหลังความตาย

หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนี้ตอนท่านไปอยู่ปราจีนบุรี กิ่งอำเภอสระมรกต ผู้ใหญ่บ้าน ชื่อ ตาหง่า มีอาชีพตีไก่ ต่อมาไม่นานตาหง่าเป็นโรคที่ต้องเจาะคอรูเบ้อเร่อ ขากเสลดไม่ได้ ต้องเอาขนไก่แยงเข้าไปในคอ แล้วดึงออกมา รีดเอาเสลดออกจากขนไก่ เวลาจะพูดก็ต้องอุดรูที่คอก่อน ปากก็เน่า ตอนนอนคนอื่นเขากรนครอกๆ ตาหง่ากรนเหมือนกันแต่เสียง ก๊อก ก๊อก เหมือนไก่ร้อง

ก่อนจะตายลูกหลานซื้อฟูกอย่างดีให้นอน แต่ไม่นอน กลับไปเอาไม้ไผ่มาผูกเป็นคอน แล้วขึ้นไปนอนบนคอนไม้ นั่งจับเจ่าอยู่บนนั้น ทำกิริยาเหมือนไก่ ตอนใกล้ๆ จะตายเข้าขั้นตรีฑูต นอนฟูกอย่างดีก็ไม่ได้ ต้องเอาทรายเอาฟางมารองนอน ข้าวที่เขาใส่จานมาให้ก็กินไม่ได้ ต้องโปรย แล้วเอาลิ้นเอาปากไล่แทะไล่จิกเหมือนไก่ เหตุเพราะว่าตาหง่าชอบกินไก่นรก ซึ่งวิธีการทำไก่นรกนั้น เขาเอาไก่ไปฝังดินโผล่แค่คอแล้วกรอกน้ำกะทิ ไก่ยังเป็นๆอยู่เลย กรอกน้ำกะทิทุกวันๆ และกรอกอะไรอีกสารพัด เวลาตาหง่าจะตาย มือทั้งสองจะชนกัน ปากก็ไล่จิกข้าว ลูกหลานเลยต้องผูกเอาไว้ที่เสาเรือน ผูกมือสองข้างกับขาสองข้างโยงคนละเสา ดึงจนกระทั่งเชือกบาดเข้าไปในเนื้อเห็นกระดูกขาวเหวอะหวะ

มีคนนิมนต์ให้หลวงปู่ไปช่วย ซึ่งตอนนั้นตาหง่ายังมีไก่อยู่เป็นร้อยๆ ตัว ท่านจึงบอกว่าปล่อยไก่ไปเถอะ เขาเลยนำไก่ไปปล่อยที่วัด แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ จึงทำให้ตาหง่าจากที่เคยร้องก๊อกๆ ตอนกลางคืนก็หยุดร้อง จากที่เคยเอามือเคาะกันเสียงดังโป๊กๆ จนเนื้อหมดเหลือแต่กระดูกเคาะก็หยุดเคาะ หลวงปู่จึงบอกให้ถวายสังฆทานกรวดน้ำแผ่เมตตา ตาหง่าจึงค่อยสงบลง ร่างกายก็ค่อยดีขึ้นหน่อย