จริยธรรมของพระโพธิสัตว์
จริยธรรมของพระโพธิสัตว์ ๑๐ ประการ
๑. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า ร่างกายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
๒. พระโพธิสัตว์ ครองชีวิต โดยไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีภยันตราย
๓. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีอุปสรรคในการชำระจิตให้บริสุทธิ์
๔. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีมารมาขัดขวางการปฏิบัติภารกิจ
๕. พระโพธิสัตว์ คิดว่า จะทำงานให้นานที่สุด โดยไม่ปรารถนาจะให้สำเร็จผลเร็ว
๖. พระโพธิสัตว์ จะคบเพื่อน โดยไม่ปรารถนาจะได้รับผล
๗. พระโพธิสัตว์ จะไม่ปรารถนาว่า จะให้คนอื่นต้องตามใจตนเองเสมอทุกอย่าง
๘. พระโพธิสัตว์ จะทำความดีกับคนอื่น โดยไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน
๙. พระโพธิสัตว์ เห็นลาภแล้ว ไม่ปรารถนาจะมีหุ้นส่วนด้วย
๑๐. พระโพธิสัตว์ เมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทาแล้ว ไม่ปรารถนาจะโต้ตอบ หรือฟ้องร้อง
พระโพธิสัตว์จะไม่นำเอาวิถีชีวิตของตนไปสู่เป้าหมาย คือ นิพพาน ก่อนที่จะโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ เพราะเมื่อใดถ้าอยู่ในวิถีทางของนิพพานแล้ว ไม่สามารถจะเป็นพระโพธิสัตว์ได้ เพราะจะหมดสิทธิ์ในการที่จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จึงต้องอยู่ในดุลพินิจ ความสามารถในการเรียนรู้ทุกอย่างที่พระพุทธเจ้ารู้ และปฏิบัติให้ได้ เป็นครู(ครุ)สอนคนอื่นได้ และต้องรู้จริง รู้แจ้ง ไม่ใช่รู้จำ ไม่ทำตัวเองให้หมดจากอาสวกิเลส เพราะจะต้องกลับมาเกิด โปรดสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ภัย เพียงแค่พระโพธิสัตว์เดินเข้าไปสู่เป้าหมายวิถีแห่งนิพพานขั้นพระโสดาบัน ก็หมดสิทธิ์จะมาเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว
ส่วนพระโสดาบันนั้นเข้าสู่กระแสของพระนิพพาน เกิดอีก ๗ ชาติ ก็จะบรรลุอรหันต์แล้ว แต่ผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์จะไม่เข้าสู่กระแสของพระนิพพาน คือเข้าสู่พระอริยบุคคลเบื้องต้น เพราะพระโพธิสัตว์ไม่ได้เกิดเพียงแค่ ๗ ชาติ แต่เกิดมาเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ไม่รู้จบ และความหมายของพระอริยโพธิสัตว์ ก็คือพระโพธิสัตว์ที่อยู่เหนือกว่าพระโพธิสัตว์ธรรมดา มีที่อยู่ที่เหนือจากสามัญชน คนธรรมดา ส่วนพระมหาโพธิสัตว์ คือผู้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล
สิ่งสำคัญหรือคุณสมบัติของพระโพธิสัตว์คือ การเรียนรู้ให้มาก และรู้ด้วยตนเอง โดยไม่อาศัยผู้อื่น พยายามศึกษาหาความรู้ ครูสอนมาหนึ่ง ต้องหาให้ได้สิบ มีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำ พระโพธิสัตว์ต้องเป็นผู้นำคนอื่น พระโพธิสัตว์ต้องมีวิปัสสนา ถ้าไม่มีวิปัสสนา ก็รักษาศีลไม่ได้ พระโพธิสัตว์ต้องมีคุณสมบัติรักษาศีล ต้องรักษาให้ได้ ต้องมีสมาธิจิตอันเลิศ เรียกว่ามี ฌานสมาบัติ เพื่อจะใช้เป็นเครื่องปลดปล่อยสรรพสัตว์
ความหมายของคำว่า "พระโพธิสัตว์"
เกี่ยวกับความหมายของคำว่า "พระโพธิสัตว์" ผมได้ศึกษาค้นคว้ามาว่า คำว่า โพธิสัตว์ หรืออาจจะเขียนได้ว่า โพธิสัตต์ มาจากคำว่า โพธิ+สัตต คำว่า"โพธิ" แปลว่า ความตรัสรู้หรือความรู้แจ้ง คำว่า"สัตต" ตามบาลีมิได้หมายถึงสิ่งมีชีวิต(สัตวะ) หรือมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้ความหมายคล้ายคลึงกับ "สัตวัน" (Sattavan) ในคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ ซึ่งหมายถึง ผู้ทรงพลัง ผู้นำ นักรบ ดังนั้นคำว่า "สัตต" ในคำว่า "โพธิสัตต์" จึงหมายถึง ผู้นำ หรือผู้มีใจเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ องอาจ เยี่ยงนักรบ ซึ่งให้ความหมายเดียวกับคำว่า โพธิสัตต์ ในภาษาธิเบต คือ byan chub sems-dpah โดยคำว่า byan chub หมายถึง โพธิ (bodhi), sems หมายถึง จิต (mind) และ dpah หมายถึง วีรบุรุษ ผู้กล้า หรือผู้เข้มแข็ง ดังนั้นคำว่า โพธิสัตต์ จึงควรจะแปลว่า ผู้มีใจยึดมั่นในสัมมาสัมโพธิญาณอย่างเด็ดเดี่ยว
จุดเริ่มต้นของอุดมการณ์โพธิสัตว์
ยาน (yanas) หรือเส้นทางซึ่งนำไปสู่การบรรลุโพธิ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑. สาวกยาน คือ ยานของพระสาวกที่มุ่งเพียงอรหันตภูมิ ซึ่งรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ด้วยการสดับจากพระพุทธเจ้า
๒. ปัจเจกยาน คือ ยานของพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้แก่ผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์ให้บรรลุมรรคผลได้
๓. โพธิสัตวยาน คือ ยานของพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้แก่ผู้มีจิตใจเมตตา ใจคอกว้างขวาง ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหันตภูมิ ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อโปรดสัตว์ได้กว้างขวาง และเป็นผู้รู้แจ้งในสุญญตธรรม ซึ่งทางมหายานถือว่าบุคคลใดจะบรรลุพุทธภูมิได้ ต้องผ่านการบำเพ็ญจริยธรรมแห่งพระโพธิสัตว์ก่อน จึงกล่าวได้ว่าโพธิสัตว์ภูมิเป็นเหตุ พุทธภูมิเป็นผล
ทั้งนี้อรรถของมหายานที่ว่าด้วยการขนสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร สืบเนื่องมาจากพุทธสาวกในระยะแรก และสามศตวรรษหลังจากพุทธปรินิพพาน ยึดมั่นในความเป็นอรหันต์ (Arahat) ซึ่งหมายถึงการขจัดเสียซึ่งอาสวกิเลส (asravas) เพื่อมิต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก และเมื่อได้เป็นอรหันตสาวกก็จะออกสั่งสอนธรรมแก่ชนทั่วไปตามพุทธประสงค์ ด้วยความมีเมตตากรุณา เพื่อช่วยสรรพสัตว์ก้าวสู่ความหลุดพ้น
แต่ต่อมาหลังจากนั้น สงฆ์สาวกเริ่มละเลยหน้าที่นี้ และมุ่งปฏิบัติเพื่อผลประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ ใส่ใจเฉพาะความหลุดพ้นของตนเองเป็นใหญ่ ดังนั้นอุดมการณ์โพธิสัตว์จึงเริ่มขึ้นจากสงฆ์อีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อเป็นการคัดค้านการกระทำที่มุ่งประโยชน์ส่วนตัว โดยย้ำในหลักการช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์ มิได้มุ่งอรหันตผลหรือความเป็นปัจเจกพุทธเจ้า แต่มุ่งหวังใน "อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" อันหมายถึงการตรัสรู้ในขั้นสมบูรณ์ที่สุด อันเป็นคำสอนดั้งเดิมครั้งปฐมเทศนา ที่พระพุทธองค์ได้บรรลุโพธิ และบรรดาสาวกก็ควรจะได้ถือเป็นเยี่ยงอย่างปฏิบัติตาม แทนที่จะมุ่งสู่นิพพานแล้ววางเฉยต่อสรรพสัตว์อื่นๆ ดังนั้นอุดมการณ์โพธิสัตว์จึงถือได้ว่าเกิดขึ้นเพื่อคัดค้านอุดมการณ์อรหันต์ ซึ่งมีข้อบกพร่องตรงที่ไม่แสวงหาสัมมาสัมโพธิญาณ และมุ่งสู่นิพพาน (nirvana) โดยไม่สนใจให้ความช่วยเหลือสรรพสัตว์ ดังในมหาปรัชญาปารมิตา อรรถกถา ที่คุรุนาคารชุนได้อธิบายไว้ว่า
"พระพุทธธรรมมีเอกรสเดียว คือ รสแห่งวิมุติ ความรอดพ้นจากปวงทุกข์ แต่ชนิดของรสมี ๒ ชนิด คือ ชนิดแรกเพื่อตัวเอง ชนิดที่สองเพื่อตัวเองและสรรพสัตว์ด้วย"
นั่นคืออุดมการณ์โพธิสัตว์ จึงเกิดขึ้นด้วยความเมตตา โดยคำนึงถึงหน้าที่หลัก ๒ ประการ คือ
๑. โพธิสัตว์นอกจากจะมุ่งช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์แล้ว ยังมุ่งในความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีในโลกนี้
๒. โพธิสัตว์ปรารถนาให้สรรพสัตว์ได้บรรลุนิพพาน โดยตนเองปฏิเสธการเข้าถึงนิพพานของตน เพื่อที่จะได้ยังมีโอกาสรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าจะต้องยังอยู่ในที่แห่งความทุกข์ยาก เพื่อสร้างคุณความดีช่วยเหลือสรรพสัตว์ ซึ่งนับว่าเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ โดยตั้งปณิธานสำคัญว่า
"ข้าฯจะไม่เข้าสู่ปรินิพพานจนกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะพ้นทุกข์ ข้าฯจะยังคงอยู่ที่นี่ตราบจนวัฏสงสารจะสิ้นสุดลง แม้ว่าข้าฯยังจะต้องอยู่ที่นี่อีก แม้เพียงชีวิตใดชีวิตเดียว"
ประเภทของพระโพธิสัตว์
ในทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แบ่งพระโพธิสัตว์ออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งกำหนดไม่ได้ว่ามาเกิดในโลกมนุษย์เมื่อใด แต่เกิดขึ้นก่อนกาลแห่งพระศากยมุนีพุทธเจ้า ซึ่งพระโพธิสัตว์เหล่านี้ ท่านได้บรรลุพุทธภูมิแล้ว แต่ทรงมีความกรุณาในหมู่สัตว์ ทรงตั้งพระทัยไม่เข้าสู่พุทธภูมิ ประทับอยู่เพื่อโปรดสัตว์ในโลกนี้ต่อไป ดังเช่น
- พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์แห่งปัญญา ในหัตถ์ขวาทรงถือพระขันธ์เป็นสัญลักษณ์ในการทำลายล้างกิเลสตัณหาและอวิชาทั้งปวง และในหัตถ์ซ้ายถือคัมภีร์บนดอกบัว
- พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่ทรงไว้ด้วยความกรุณา และได้ทรงตั้งปณิธานว่าจะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นจากกิเลสความผูกพันทั้งปวง หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการรื้อสัตว์ ขนสัตว์จากนรก
- พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา จะลงมาจุติในโลกมนุษย์เป็นครั้งคราว เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นภัย ความเมตตาของพระองค์แผ่ไปไกลและลึกแม้กระทั่งในดินแดนนรก ในประเทศจีนพระอวโลกิเตศวรเป็นที่รู้จักกันในปางสตรีคือ "เจ้าแม่กวนอิม" และชาวธิเบตเชื่อว่าองค์ประมุขทไลลามะ เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์พระองค์นี้
- พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ ทรงปัญญาเป็นเยี่ยม และทรงใช้ปัญญานี้เป็นเครื่อง บั่นทอนอวิชา
- พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ทรงตั้งปณิธานที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ยาก และเจาะจงช่วยโดยเฉพาะแก่เด็กและมิจฉาชน
- พระเมตไตรยโพธิสัตว์ (พระศรีอริยเมตไตรย มหาโพธิสัตว์) เชื่อว่าเป็นองค์อนาคตพุทธเจ้า และจะลงมาตรัสรู้ในกาลข้างหน้า เป็นผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา
๒. มนุษิโพธิสัตว์ คือ ผู้ปฏิบัติตนเพื่อบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ ปฏิบัติตนอยู่ในความบริสุทธิ์ ประกอบการบุญ เจริญศีล ทาน ภาวนา ทำประโยชน์แก่มวลมนุษย์ ช่วยชีวิตคนและสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ กระทำกัลยาณวัตร และบำเพ็ญกุศลเพื่อบารมีแต่ละชาติไป โดยมุ่งหวังบรรลุพระโพธิญาณในขั้นสุดท้าย เช่น อดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นโพธิสัตว์ จึงเป็นอุดมการณ์ของชาวพุทธมหายาน ที่พยายามดำเนินรอยตามแนวทางพระยุคลบาทสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งทรงเป็นมนุษิโพธิสัตว์ เพื่อให้ได้ถึงพุทธภูมิในที่สุด
และอุดมการณ์โพธิสัตว์นี้ยังมีสมบัติเป็นตัวเชื่อมทำให้ไม่มีช่องว่างมากนักระหว่างบรรพชิตกับฆราวาส เนื่องจากผู้ที่จะเป็นโพธิสัตว์ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นบรรพชิต แม้ฆราวาสเองก็เป็นโพธิสัตว์ได้ (ไม่ใช่ด้วยความอยากจะเป็น) เช่นกัน โดยหัวใจของการเป็นโพธิสัตว์นั้นขั้นแรกต้องมี โพธิจิต คือจิตตั้งมั่น ยึดพุทธภูมิเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต มีศรัทธาในโพธิ หรือความรู้แจ้งว่าเป็นอุดมการณ์สูงสุด และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์
นอกจากนั้นโพธิสัตว์จะต้องมีจรรยา ๔ คือ
๑. โพธิปักขิยจรรยา คือ ปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้ง อันประกอบด้วยคุณธรรม ๓๗ ประการ คือ
๑.๑ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม
๑.๒ สัมมัปปธาน ๔ คือ ความเพียรอันบุคคลตั้งไว้ชอบ ได้แก่ สังวรปธาน(เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน), ปหาปธาน(เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว), ภาวนาปธาน(เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน) และอนุรักขนาปธาน(เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม)
๑.๓ อิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
๑.๔ อินทรีย์ ๕
๑.๕ พละ ๕ ได้แก่ สัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ และปัญญา
๑.๖ โพชฌงค์ ๗ ได้แก่ สติ(ความระลึกได้), ธัมมวิจยะ(ความเฟ้นหาธรรม), วิริยะ(ความเพียร), ปีติ(ความอิ่มใจ), ปัสสัทธิ(ความสงบใจ), สมาธิ(ความมีใจตั้งมั่น), อุเบกขา(ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามความเป็นจริง)
๑.๗ มรรค ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ
๒. อภิญญาจรรยา คือ การปฏิบัติความรู้ทั้งมวล
๓. ปารมิจาจรรยา คือ ปฏิบัติเพื่อการสร้างสมบารมี ซึ่งในทางเถรวาทจะกล่าวถึงทศบารมี ๑๐ ประการ แต่ฝ่ายมหายานจะกล่าวถึงบารมีหรือปารมิตาที่สำคัญ ๖ ประการ ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ ฌาน ปัญญา โดยสาระที่แท้จริงแล้วก็คือการพัฒนาหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง ส่วนเนกขัมบารมี ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุไว้ในบารมีของฝ่ายมหายาน แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่า ในการบำเพ็ญฌานบารมีนั้น เมื่อปฏิบัติในขั้นสูง ผู้ปฏิบัติจะรักษาพรหมจรรย์ ซึ่งใกล้เคียงกับการออกบวชในประเด็นที่เป็นผู้ออกจากกามเช่นกัน ๔. สัตตวปริปาจรรยา คือ การอบรมสั่งสอนสรรพสัตว์
ความกรุณาของพระโพธิสัตว์
มีเรื่องเล่าไว้ว่าครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าชาดกอันเป็นเรื่องราวสมัยทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนจะตรัสรู้เป็นพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง มีโอรสสามองค์ พระองค์เป็นพระโอรสองค์สุดท้อง มีพระนามว่าพระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์เป็นเด็กน้อยที่มีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีใจกรุณา ทั้งปฏิบัติต่อสรรพชีวิตเหมือนบุตรของพระองค์
วันหนึ่งพระจักรพรรดิและข้าราชบริพารได้เสด็จประพาสอุทยาน ส่วนพระโอรสทั้งสามไปเล่นในป่า ไม่นานก็พบเสือแม่ลูกอ่อน เสือตัวนั้นไม่มีเรี่ยวแรงเพราะหิวโซ จนกระทั่งคิดจะกินลูกของตน พระมหาสัตว์จึงตรัสถามพระเชษฐาว่า
"เสด็จพี่ เสือต้องกินอะไรถึงจะมีแรง"
"เนื้อสด หรือไม่ก็เลือด" พระเชษฐาทั้งสองตรัสตอบ
"ใครจะให้เนื้อและเลือดของตนแก่แม่เสือ เพื่อให้แม่เสือและลูกๆมีชีวิตรอดบ้าง?" พระมหาสัตว์ตรัสถาม
"ก็ใครล่ะ?" พระเชษฐาตรัสตอบ
พระมหาสัตว์สงสารแม่เสือและลูกน้อยมาก จึงคิดขึ้นว่า "เป็นเวลาช้านานแล้วที่เราท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏอย่างไร้ประโยชน์ ความโกรธ โลภ หลง ของเราชาติแล้วชาติเล่า ช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นได้น้อยมาก ในที่สุดโอกาสสำคัญก็มาถึงแล้ว"
ขณะที่พระโอรสองค์อื่นกำลังจะกลับไปหาพระบิดา พระมหาสัตว์ตรัสขึ้นว่า "เสด็จพี่ทั้งสองจงเสด็จกลับก่อน หม่อมฉันจะตามไปทีหลัง" แล้วพระองค์ก็คลานกลับไปหาแม่เสืออย่างเงียบเชียบ จากนั้นจึงนอนกับพื้นต่อหน้าแม่เสือเพื่อเป็นอาหารให้มัน แม่เสือมองมาที่พระมหาสัตว์ แต่อ่อนระโหยจนไม่สามารถเปิดปากได้ ดังนั้นพระองค์จึงหาไม้แหลมมาแทงร่างกายให้เลือดไหล แม่เสือจึงได้เลียกิน และมีเรี่ยวแรงพอที่จะเปิดปากและกินพระมหาสัตว์
พระมหาสัตว์ได้มอบร่างให้แม่เสือเพื่อช่วยลูกน้อย ด้วยอานิสงส์แห่งเมตตาอันยิ่งใหญ่นี้เอง พระองค์จึงได้เกิดใหม่ในภพที่สูงขึ้น และเข้าใกล้การตรัสรู้มากขึ้นเป็นลำดับ จนได้เสวยพระชาติเป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด พระกรุณาของพระองค์แรงกล้ากระทั่งได้ทำให้ทั้งหมดนี้มีกรรมผูกพันต่อเนื่องไปอีกหลายชาติ ซึ่งแม่เสือและลูกน้อยที่ได้กินร่างของพระมหาสัตว์เป็นอาหาร ได้เกิดใหม่เป็นพระปัญจวัคคีย์ อันเป็นสาวก กลุ่มแรกที่ได้ฟังธรรมจากพระองค์หลังจากตรัสรู้ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าอานิสงส์ของกรุณานั้นช่างยิ่งใหญ่และลึกล้ำยิ่งนัก
กลียุค
มีช่วงหนึ่งที่หลวงปู่ได้พูดถึงวิกฤตการณ์ต่างๆที่อาจทำให้เกิดความสับสน แก่โลกและสังคมได้ในอนาคตว่า
"...พวกเรามีปัญญาญาณ พอที่จะรับรู้สิ่งต่างๆที่จะอบรมสั่งสอน หรือถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ได้เยอะแยะ กาลข้างหน้า สังคมและโลก กำลังจะสับสน มันจะเกิด"กลียุค" ถ้าพวกเราเรียนรู้อย่างจริงๆจังๆ มหาสติปัฏฐานที่เรามี หรือกำลังฝึกอยู่นี้ มันสามารถช่วยโลกได้"
"ถ่ายทอดเข้าไปสู่สังคมข้างนอก ให้มีสติยั้งคิด จะทำ พูด คิด ก็ต้องไม่ผิดพลาด ความรัก โลภ โกรธ หลง ทั้งหลายที่กำลังเร่าร้อนอยู่ในสังคม มันจะลดน้อย ถดถอยลงไป ความยื้อแย่ง อวดดี อวดฉลาด แก่งแย่งชิงดี เอารัดเอาเปรียบ แล้วโหดร้าย อาฆาตพยาบาท ฆ่าหั่นกัน มันก็จะลดน้อยลงไป การฝึกมหาสติเป็นสูตรที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถจะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ภัยได้ ถ้าเราฝึกมันอย่างจริงๆจังๆ..."
"...ช่วงชีวิตของพวกเรานี้ เราจะเห็นกลียุคของโลก ถ้าวันนี้เราไม่รู้จักเตรียมตัว ฝึกความมีสติ ถึงวันกลียุคของโลกแล้ว เราจะช่วยตัวเองไม่ได้ และก็เป็นภาระแก่สังคม ต้องรู้จักฝึกเพื่อไปช่วยโลกและสังคมได้บ้าง ลำพังหลวงปู่คนเดียว คงทำอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ ทุกคนที่นั่งอยู่นี่ มีส่วนช่วยโลกและจักรวาล และปลูกฝังลูกหลาน ญาติผู้ใกล้ชิด หลวงปู่ไม่อยากเห็นกลียุคของโลกและสังคมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า..."
"นักปกครองของโลกคิดว่า วิธีนี้รักษาความตั้งมั่นของจักรวรรดิ วิธีนั้นรักษาความยิ่งใหญ่ของประเทศตน แต่จริงๆแล้วหารู้ไม่ว่าที่ผ่านมา จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่และตั้งมั่นของประเทศที่เขาล่มสลาย มันมีดีกว่าปัจจุบันเยอะแยะ วิวัฒนาการของคนยุคสมัยก่อน ถึงขนาดไม่ต้องมีภาษาพูด ใช้จิตคุยกัน มันก็มีเยอะแยะ แต่ก็ล่มลงไปในจักรวรรดินั้น แล้วเราก็ไม่ใช้ตัวอย่างอย่างนี้สำหรับการศึกษา ค้นคว้า เพื่อเป็นครูสอนเรา เรากำลังจะเดินอยู่กับที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความผิดพลาด เสียหาย โดยมีความอยาก ความมีกิเลส และตัณหาอุปาทาน มาเป็นเครื่องชี้นำความเจริญของวัตถุและบุคคล รวมทั้งจักรวรรดิของตน สุดท้ายก็มีความล่มสลายในที่สุด"
"ที่ผ่านมาเราก็ทำอย่างนี้มาตลอด จักรวรรดิแต่อดีตที่ล่มสลายไปแล้ว ก็มีความเจริญถึงขีดสุด ถึงขนาดเขาสร้างพระอาทิตย์ขึ้นใช้ได้ ลองไปค้นดูก็ได้ว่ามีไหม โดยสร้างใช้ถึง ๗ ดวงได้ ภายในจักรวรรดิของตน (ข้อมูลเพิ่มเติมจะนำเสนอในโอกาสต่อไป : ผู้เขียน) ใช้พลังงานที่มีอยู่ในดวงอาทิตย์ที่สร้างขึ้นนั้น มาแปรสภาพเป็นพลังงานทุกอย่างที่ตัวเองจะใช้ และสุดท้าย ก็โดนเผาไหม้เพราะดวงอาทิตย์ และล่มสลายตามอายุขัยและความอยากของตน ขนาดจักรวรรดิที่เจริญสูงสุดยังล่มสลายมาแล้ว แล้วโลกกับสังคมก็กำลังจะเดินเข้าไปสู่ตรงนั้นอีก"
"วิธีเดียวที่จะช่วยโลกได้ คือ ความร่มเย็นเป็นสุข จากจิตวิญญาณที่ใสสะอาดและสงบ หลวงปู่ไม่ได้มุ่งหวังให้ไปสู่ยุคทอง ยุคทองของพระศรีอริยเมตไตรย ที่มีแต่ความสุขสมบูรณ์"
"พวกเรามีโอกาส ก็เร่งปฏิบัติ อย่างน้อยก็ช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ภัยและสัตว์ อย่างน้อยก็ภัยที่เกิดจากอารมณ์เลวร้ายที่มาฉุดกระชากลากถู ไปทำชั่ว ไม่ดี ไม่งาม ทั้งหลาย โลกและสังคมก็จะร่มเย็น กลียุคก็จะไม่ปรากฏ..."
ถ้าเราศึกษาพระไตรปิฎก ไตรภูมิพระร่วง และพระเจ้าห้าร้อยชาติ ก็จะรู้ว่า พระสาวกทุกพระองค์ทำบุญร่วมกับพระพุทธเจ้า ทำบุญร่วมชาติกันมา หลวงปู่บอกไว้ในวันอบรมพระวิปัสสนาจารย์ว่า "พวกท่านต้องเกิดร่วมกับผม เกลียดอย่างไรก็ต้องเกิดกับผม รักผมอย่างไรก็ต้องเกิดร่วมกับผม เพราะท่านอยู่กับผม ฟังธรรมที่ผมสอน ถึงจะเกลียด จะรัก ก็ต้องเกิดร่วมกัน เพราะมันเป็นกรรม กรรมที่ผูกพันกันมา พยายามขยันทำดีหน่อย พยายามฝึกให้เป็นส่วนที่ดี สุดท้ายจะรู้ว่า ชีวิตนี้เป็นเรื่องที่หวังได้ ความสุขของชีวิตสามารถที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาได้"
จะทำดีก็ตาม ทำชั่วก็ตาม ถ้าได้มีโอกาสฟังธรรมของกันและกัน มีโอกาสสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน หรือสร้างความโกรธแค้นต่อกัน ต้องได้มีโอกาสกลับมาเกิด เจอกัน ส่วนจะเจอในสถานภาพของความสุขหรือทุกข์นั้น หลวงปู่บอกว่า สุดแท้แต่กรรมใครกรรมมัน แต่อย่างไรก็หนีกันไม่พ้น สุดแต่ว่าจิตเราตั้งความปรารถนาไว้ตรงไหน
เจริญสติ
จากนั้นหลวงปู่ก็ให้พวกเราลุกขึ้นยืนเจริญสติ ท่านได้นำว่า
"...ให้เกิดความรู้สึกว่า กายนี้เป็นเหมือนนคร จิตกับสติเหมือนกับแขกหรือเจ้านคร ส่งความรู้สึกทั้งปวงเข้าไปในกายนี้ อย่าให้ออกไปนอกกายนี้ โยกตัว ยกส้นเท้าซ้ายถ่ายน้ำหนักมาที่ขาขวา ยกส้นเท้าขวาถ่ายน้ำหนักมาที่ขาซ้าย รับรู้น้ำหนักและไออุ่นที่ปรากฏ สลับไปมา ซ้าย ขวา ถ้ามันจะหลุดออกไปจากกาย ก็ให้ยืนอยู่กับที่ แล้วภาวนาอยู่ในใจว่า กระดูกท่อนหนึ่งกำลังยืนอยู่ มีอะไรที่ออกไปจากกระดูกหรือ ถ้าหลับตาแล้วเซก็ให้ลืมตา แล้วส่งความรู้สึกเข้ามาภายใน ถ้าแล่นออกไปข้างนอก ก็ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆกักทิ้งไว้ แล้วถามตัวเองว่า กระดูกท่อนหนึ่ง กำลังเสียสมดุลหรือ แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออก เมื่อความรู้สึกตัวมันกลับมา เราก็เริ่มใช้ให้มันทำงานต่อ
พระพุทธเจ้าใช้คำว่า "ฝึกสติ" แสดงว่ามีสติอยู่แล้ว แต่มันไม่แข็งแรง มันไม่รอบรู้ มันไม่เชี่ยวชาญ มันไม่มีศักยภาพ ไม่มีความสามารถ เราจึงจำเป็นต้องฝึก คอนโทรลมัน หัดที่จะเป็นนายมัน จนกระทั่งมันแกร่งและกล้าแข็งขึ้น จนกลายเป็นสมาธิ เมื่อสมาธิปรากฏ ปัญญาก็เกิด จิตก็จะใสสะอาด ปราณ จิต ปัญญา สมาธิ สติ ก็จะรวมกันเป็นหนึ่ง อำนาจและพลังของเราจะเหนือฟ้าและดิน..."
นิมิตสอนศิษย์
เมื่อหลวงปู่พาทุกคนเจริญสติแล้ว ก็แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ท่านได้เล่าประสบการณ์ทางวิญญาณให้ฟังว่า
เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ท่านไปธุดงค์แถวทุ่งคำสะอี ทางภาคอีสาน ตอนนั้นผ่านหมู่บ้านหนึ่ง มีเด็กคนหนึ่งกำพร้าพ่อ อายุประมาณสัก ๑๐ กว่าขวบ หลวงตาแก่ๆเอามาฝากท่านไว้ เพราะเห็นว่าท่านมีความรู้ที่จะให้เด็กได้เรียนรู้บ้าง จึงบวชเณรให้เด็กแล้วให้มาอยู่กับท่านชื่อ เณรจิ๋ว หลวงปู่ก็สอนมหาสติปัฏฐาน อย่างที่สอนพวกผม เณรจิ๋วจึงเป็นศิษย์คนแรกของหลวงปู่
สมัยนั้นท่านจะเคร่งครัดในการอบรม ถ่ายทอด สั่งสอน แต่ท่านก็ไม่ได้ดูอายุขัยของเณรว่า จะตายเร็วหรือตายช้า ท่านพาเณรไปอยู่ถ้ำแสงเพชร ท่านบอกว่าตลอดเวลาที่อยู่ในถ้ำให้เจริญสติ อย่าให้ขาดสติ แล้วสั่งว่าตอนกลางคืนเวลามีใครมาเรียกก็อย่าลุก เณรจิ๋วก็เจริญสติได้พอสมควร
มีอยู่คืนหนึ่งหลวงปู่ทดลองทำนิมิตให้ปรากฏเป็นแม่ของเณรจิ๋วมาเรียก ด้วยความคิดถึงแม่ เณรจิ๋วจึงขาดสติ เดินออกมาจากเขตอาคมที่หลวงปู่จัดเอาไว้ เมื่อออกเดินตามแม่มา เณรจิ๋วก็พบกับภาพอันสยดสยอง คือ จากแม่ตัวเองกลายเป็นเสือสมิง ไล่กัดเณรจิ๋ว จนหนีไป ๒-๓ ลูกเขา เช้าขึ้นมาหลวงปู่ต้องออกไปตาม ไปเจอเณรจิ๋วหนีตายไปอยู่บนยอดไม้ ยอดไม้ที่ขึ้นไปคือต้นงิ้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านจึงปฏิญาณว่า จะไม่ใช้วิธีนี้ในการสอนศิษย์ โดยการจับความรู้สึกทุกขณะจิต เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องโหดเกินไป จึงไม่ค่อยได้สอน เพราะมีความคิดว่ามันอยู่ที่บุญ บารมี ของแต่ละคนในการเรียนรู้
ท่านบอกว่าอาจจะเป็นเพราะช่วงนั้น ท่านต้องการให้เณรจิ๋วมีความรู้ พร้อมที่จะไปช่วยสรรพสัตว์ ต่อมาท่านจึงดูอายุขัยของเณรจิ๋ว พบว่ามีอายุได้ไม่เกิน ๑๖ ปีก็ตาย ท่านเลยไม่ได้สอนมหาสติปัฏฐานแก่ใครอีกเลย แม้แต่พระที่อยู่ในวัดอ้อน้อย ก็ไม่ได้สอน เพราะคิดว่าเมื่อสอนไปแล้ว อาจต้องไปตาย และอีกอย่างการปฏิบัติก็ลำบากด้วย มันจะทำให้ท่านเสียความรู้สึกที่ต้องมาทุ่มเท คือ สอนแล้วทำไม่ได้
การขจัดความกลัว
การขจัดความหวาดกลัวนั้น ตามแบบของการฝึกฝนในธิเบต มีวิธีการฝึกที่เคร่งครัด รุนแรง เฉียบขาดมาก เพราะผู้ที่ฝึกสำเร็จแม้เพียงขั้นต้นจะเป็นผู้ที่ไม่กลัวอะไรอีกต่อไป โดยอาศัยความเชื่อเรื่องภูติผีปีศาจ หรือดวงวิญญาณ ถ้าเป็นลามะก็สอนให้มีจิตใจเมตตากรุณา ให้แผ่เมตตาจิตแก่ดวงวิญญาณ เป็นการทำให้ความเห็นแก่ตัวน้อยลง เห็นว่าตัวเองไม่มีความสำคัญอะไร เพราะในจักรวาลนี้เต็มไปด้วยวิญญาณเร่ร่อนมากมายทุกหนทุกแห่ง และลงท้ายตัวเองก็จะต้องเป็นอย่างนั้น ทำให้เกิดความคิดเรื่องความไม่เที่ยง อันเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา
ในขั้นต้นของการฝึกฝน ต้องถูกฝึกหัดอย่างร้ายแรง เฉียบขาด ในสิ่งที่จะไม่ให้กลัว วิธีการฝึกนั้นอาจจะดูว่าเป็นวิธีป่าเถื่อนหรือโหดเ**้ยม เช่น จับมัดแล้วเอาไปไว้ในที่ซึ่งร่ำลือว่าดุ แล้วทิ้งไว้ตลอดคืน จะกลัว จะร้องอะไรก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะไม่มีใครไปช่วยก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น บางทีมัดไว้ตลอด ๓ วัน ๓ คืน โดยไม่ให้น้ำ ไม่ให้อาหาร และซ้ำไม่ให้นอนหลับอีกด้วย พอตกกลางคืนอาจารย์ก็ไปแกล้งหลอกหลอน คนที่ประสาทไม่แข็งพอ ก็เจ็บไข้ได้ป่วยล้มตายไปเป็นอันมาก
หรือบางครั้งใช้วิธีเอาเชือกผูกคอเหมือนแขวนคอ แล้วผูกโยงไว้กับกิ่งไม้ วิธีการอย่างนี้ทำให้ต้องยืนอยู่ตลอดคืน ไม่สามารถจะนั่งได้ เพราะถ้าทิ้งตัวให้น้ำหนักตัวถ่วงลงไป เชือกก็จะรัดคอถึงแก่ความตาย
เรื่องราวความเชื่อ คำสอน หลักปฏิบัติของทางธิเบตที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี้ เพราะเห็นว่าอิทธิพลของธิเบตได้เข้าถึงดินแดนล้านนา ชาวสยาม มากพอสมควร ในด้านความเชื่อ ประเพณีเก่าแก่โบราณ โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะว่าวัฒนธรรมทั้งจีน ธิเบต หลั่งไหลเข้ามาทางพม่า ซึ่งพรมแดนไทย พม่า ลาว ต่อเชื่อมกัน คงจะได้มีการเผยแพร่ความเชื่อมาต่อๆกัน และพม่า(บางเผ่า)ก็สืบเชื้อสายมาจากธิเบตแท้ ความเชื่อ คำสอน หลักทางศาสนาจึงยังคงเผยแพร่ผสมผสานเข้ามาถึงดินแดนสยามเรา
วิธีการฝึกฝนการขจัดความกลัวของธิเบตพอแบ่งออกได้เป็น
การฝึกขั้นที่ ๑
การฝึกเพื่อให้หมดความกลัวนั้นต้องทำกันอย่างมาก ถึงที่สุด และเป็นธรรมดาของผู้ที่เป็นศิษย์ เมื่ออยู่ในที่เปลี่ยวและยิ่งถูกมัด โดยไม่มีทางหนี ก็ย่อมมีความรู้สึกมองเห็นไปต่างๆนานา ภาพที่หลอกตาตนเอง ย่อมจะมีขึ้นได้เป็นอันมาก การฝึกใจไม่ให้กลัวก็เป็นวิธีการฝึกอย่างดีวิเศษอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่กลัวในสถานการณ์ ในกรณีอย่างนั้นแล้ว จะทำให้ใจกล้ามากขึ้น มีกำลังใจที่เข้มแข็ง แต่ข้อที่ควรระวังคือ เนื่องจากไม่มีวิธีฝึกหัดแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้นก็ใช้วิธีหักโหมเช่นนี้ ถ้าเป็นคนประสาทอ่อน ก็อาจเจ็บป่วย พ่ายแพ้ หวาดกลัวมากขึ้นก็ได้
การฝึกขั้นที่ ๒
เมื่อได้ฝึกหัดขจัดความกลัวอยู่นาน จนเป็นที่พอใจของครูบาอาจารย์แล้ว ขั้นที่สองนี้จะฝึกฝนในลักษณะที่คล้ายกับการเลี้ยงวิญญาณ อาศัยหลักปรัชญาเข้ามาปะปนแอบแฝงอยู่ โดยมีวิธีการคือ อาจารย์ให้มนต์ไปท่อง เมื่อท่องได้ จำได้เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ก็อธิบายความหมายให้ฟัง แล้วสั่งให้น้อมจิตคิดนึกให้เป็นไปตามความหมายของมนต์นั้น ซึ่งวิธีการของชาวธิเบตนี้เขาจะชี้แจงความหมายให้เข้าใจโดยตลอด และสอนให้ทำใจนึกไปตามความหมายนั้นด้วย ไม่ใช่ท่องอย่างเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แต่ท่องด้วยการทำใจคิดไปตามถ้อยคำของมนต์ทุกประการ
แล้วจึงใช้มนต์นั้นไปนั่งภาวนาสร้างมโนภาพอย่างแจ่มใส โดยอาจารย์จะสั่งให้ไปหาที่ริมแอ่งน้ำ ป่าช้า ที่ฝังศพ เผาศพ ที่ทิ้งศพให้สัตว์กิน ป่าเปลี่ยว เมื่อเลือกที่ได้เหมาะสมแล้วก็ให้นั่งอย่างสงบ และให้เป่า ปี่ที่ทำด้วยกระดูกแข้งของมนุษย์ การเป่าปี่เป็นการเรียกภูตผี จิตวิญญาณ เมื่อเป่าปี่แล้วจึงให้นั่งเข้าฌาน
การเข้าฌานนั้น ให้สร้างมโนภาพเป็นเทพธิดา ภาพของเทพธิดาจะต้องสร้างให้ถือดาบคมไว้ในมือ จะต้องเห็นภาพเทพธิดาใช้ดาบนั้นตัดศีรษะผู้ฝึกหัด เมื่อตัดศีรษะแล้วก็ผ่าออก แหวะท้อง มีปีศาจมารุมแทะ ฉีก ทึ้ง แล้วก็ว่าคาถามีข้อความอธิบายความหมายได้ คือ "ข้าเกิดมาแล้วหลายครั้ง หลายหน จากเลือด จากเนื้อของคนอื่น ข้าเป็นหนี้เลือดเนื้อของคนทั้งหลาย ได้อาหาร เสื้อผ้า ความผาสุก จากการเลี้ยงดู จากแรงของคนอื่น ในวันนี้ข้าขอใช้หนี้เอาตัวของตัวเองออกทำลาย ร่างกายที่ข้าพเจ้ารักขอสละให้เป็นอาหารของภูติผีปีศาจทั้งหลาย ข้าจะให้เนื้อแก่ผู้ที่หิว ให้เลือดแก่ผู้ที่กระหาย ให้หนังปกป้องความหนาวเป็นผ้านุ่งห่ม ให้กระดูกสำหรับจุดไฟทำฟืน ให้ความอบอุ่น ข้าให้ความสุขแก่คนที่ทุกข์ ให้ลมหายใจของข้าแก่คนที่ตายไป ให้กลับฟื้นคืนมา"
เรื่องที่เล่ามาข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นว่า การฝึกหัดตามลัทธินิกายของธิเบตนั้น เป็นการฝึกอย่างจริงจัง เพื่อขจัดความหวาดกลัว แต่ถ้าเรามีสติซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ในมหาสติปัฏฐาน เราก็จะเป็นผู้ที่ไม่หวาดกลัว สะดุ้งผวา ต่อสิ่งใด สถานการณ์ใดๆ
หลวงปู่จะเจริญสติทุกครั้ง จะสังเกตเห็นว่า ท่านจะเดินทุกวัน โดยเฉพาะช่วงฉันใหม่ๆ จะเดินดูพระใหม่ นอกจากเดินแล้วยังตะโกนอีก คืนนี้ก็ให้พระลุกขึ้นมาทำสติ กลับไปเจริญสติ แล้วนอน กำหนดจิตเอาไว้ว่า เราจะตื่นกี่โมง เมื่อถึงเวลานอนอิ่ม จะตื่นขึ้นมาเอง ไม่ง่วงด้วย จิตมันจะอิ่ม ความอิ่มมันปรากฏ
จะมีปีติสุข ขนพอง ขนลุกซู่ซ่า ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย อาการเหล่านี้มันเฉียดองค์ฌานแล้ว อยู่ระหว่าง อุปจารสมาธิ กับ ปฐมฌาน กำลังขนาดนี้ เจริญวิปัสสนาญาณเพื่อบรรลุ มรรคผล นิพพานได้ ถ้ามีขั้นตอนองค์ฌานที่มั่นคง หรืออุปจารสมาธิที่ตั้งมั่น ก็พิจารณาไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เริ่มต้นจากโครงกระดูก แล้วแปรเปลี่ยนสภาพไป จนกลายเป็นความว่าง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เมื่อเจริญวิปัสสนาจนกระทั่งรู้ชัด เห็นแจ้งตามความเป็นจริง ก็จะบรรลุมรรคผล มีดวงตาปัญญาญาณเห็นธรรม เข้าขั้นพระโสดาบันได้