กินรี
วิญญาณของป่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตอยู่ในทุกที่ วิญญาณธรรมชาติที่หลวงปู่พูดถึงนี้ ถ้าเราทำจิตของเราให้เข้ากับวิญญาณธรรมชาติรอบๆตัวเรา รอบๆกายเรา รอบๆที่อยู่ในสรรพสิ่งใกล้เคียงเรานี้ เราจะเป็นคนที่เข้าใจธรรมชาติ รักธรรมชาติเหมือนกับชีวิตวิญญาณของเรา ธรรมชาติมีอยู่ทุกที่ทุกสิ่ง ธรรมชาติมีเทวดา มีนางฟ้า รุกขเทวดา มีคนธรรพ์ มีกินนร กินรี
เรื่องนี้หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า ดึกๆเวลาพระจันทร์เต็มดวง พวกกินนรีจะมาอาบน้ำเล่นอยู่แถวบ่อที่พวกผมไปเล่น แต่ท่านบอกว่าพวกเราไม่เห็นมันหรอก สมัยก่อนท่านเคยเก็บขนกินนรีที่เขาทิ้งไว้มาให้พระรุ่นเก่าๆดู ๑ ขน (ขนนั้นอยู่กับสมภารองค์เก่า รายละเอียดเป็นอย่างไรไว้นำเสนอในตอนต่อไป)
ท่านจึงบอกว่า อย่าไปคิดว่ารอบกายเราไม่มีใครเฝ้าดูเรา ท่านจึงบอกให้ฝึกสติ จะได้ไม่ทำผิด คิดผิด พูดผิด หากเผลอไปบ้างก็ไม่เป็นไร รู้ตัวเมื่อไรต้องเปลี่ยน ปรับปรุง แก้ไข โลกรอบกายเรามันเป็นโลกซ้อนโลก วิญญาณธรรมชาติอยู่รอบๆตัวเรา มันมาหลายรูปแบบ บางทีก็เป็นงู เป็นนก หากเราสัมผัสมันได้ จิตเราก็จะละเอียดขึ้น วิญญาณธรรมชาติมีจริง มันรักเราถ้าเรารักมัน มันจะทำร้ายเราถ้าเราทำร้ายมัน
การที่ท่านทำพลีกรรมมีพิธีบวงสรวงเทวดา ก็เพราะว่าเทวดาที่เป็นบริวาร เป็นญาติ เป็นมิตร ท่านก็อยากรับรู้ด้วยญาณวิถี อยากอนุโมทนา อยากรับเครื่องบวงสรวงบูชาของชาวบ้านผู้คนทั้งหลาย ท่านไม่ได้ทำด้วยความโง่งมงาย ทำเพื่อให้เห็นว่าเทวดายังมี อย่าคิดว่าไม่มีใครเห็น จะทำผิดทำถูก อย่าคิดว่าทำได้ทั้งนั้น ยังมีคนเห็นเวลาจะทำผิดทำถูก ที่เขาไม่ปรากฏตัวให้เห็น ทำร้าย ทำลายเรา ก็เพราะกรรมใครกรรมมัน
เรื่องการแผ่เมตตานั้นมีอานิสงส์มากมาย มิได้เป็นแบบไสยศาสตร์ เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนบทวิรูปักเขฯ บทกรณียเมตตสูตร ให้เรา โดยมีที่มาว่า ในสมัยพุทธกาล ภิกษุไปเจริญกัมมัฏฐานที่ป่าไม้สะแก ถูกรุกขเทวดาแกล้ง ภิกษุ ๓๐ รูปต้องรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนมนต์พระปริตเรื่อง กรณียเมตตสูตร ให้เจริญ ซึ่งขณะนั้นมีท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ เฝ้าอภิบาลพระศาสนา พระพุทธเจ้าผูกขึ้นบทหนึ่ง ท้าวจตุมหาราชก็ผูกขึ้นองค์ละบท เมื่อครบแล้วก็สอนให้แก่ภิกษุที่โดนรุกขเทวดาหลอก ในบทกรณียเมตตสูตร จึงเป็นคำพูดของท้าวจตุมหาราชด้วย เพราะโลกมนุษย์ วิญญาณธรรมชาติ เป็นที่อภิบาลของท้าวจตุมหาราชทั้งสิ้น ท้าวจตุมหาราชมียศ อำนาจ เป็นผู้ดูแลรักษาโลก และชั้นกามาพจรสวรรค์ ในทิศทั้งสี่ เพราะฉะนั้นทุกอย่างอยู่ในการดูแลของท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ เวลาท้าวจตุมหาราชผูกมนต์ขึ้นมา ลูกน้องจึงไม่กล้ามาทำร้าย
อีกเรื่องที่หลวงปู่เตือนก็คือ พวกเราเพิ่งออกมาจากป่า จิตยังสงบ บริสุทธิ์ เมื่อเข้ามาสู่เมืองก็ให้สำรวมระวัง สงบ อย่าปล่อยให้ตัวเองเผลอสติ ระลึกรู้ลมหายใจ รู้โครงกระดูก รู้อิริยาบถ หรือไม่ก็เดิน จงกรม ท่านมุ่งหวังให้พวกเราเป็นมนุษย์สมบูรณ์ ทำไม่ผิด พูดไม่ผิด คิดไม่ผิด มุ่งหวังให้เป็นคนฉลาด เป็นผู้รอบรู้ เข้าใจสรรพสิ่งรอบข้าง มองอะไรๆออก
หากวันใด เวลาใด นาทีใด ทำแล้วไม่เจริญ ก็ต้องวิจารณ์ วิเคราะห์ดู ใช้ อตีตังสญาณ มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นกัมมัฏฐานกลาง ทุกจริตสามารถทำได้ วิชาที่หลวงปู่ถ่ายทอดให้ วิธีที่สอนให้ มันทำได้ทุกจริต ถ้าทำแล้วไม่ดีก็แสดงว่า เรามีกรรมใหม่ หรือกรรมเก่าที่มันมาตัดรอน ต้องหาวิธีผัดผ่อน แก้ไข ไม่ให้กรรมมีอำนาจเหนือเราได้ ท่านจึงเน้นย้ำพวกเราว่าอย่าประมาท วันข้างหน้าไม่มีใครคอยเตือน ชีวิตเป็นของเรา ถ้าเราไม่ยอมรักษาก็จะกลายเป็นของคนอื่นไป โลกนี้มี ๒ สิ่งที่คอยแก่งแย่งกันและกัน คือฝ่ายดีกับฝ่ายชั่ว ยุคใดสมัยใดมารมีอำนาจ โลกก็ร้อนรน ทุรนทุราย ยุคใดสมัยใด ธรรมมีอำนาจ โลกก็จะสันติสุข สงบ ร่มเย็น เวลานี้มารมันเริ่มจะมีอำนาจ โลกและสังคมเลยดูสับสนวุ่นวาย แม้แต่ในวงการพระศาสนาก็ตาม เพราะถ้าพระสงฆ์ยังโลภในเครื่องผูกของโลก ลาภ ยศ ศักดิ์ศรี ชื่อเสียง สรรเสริญ มันก็ต้องเป็นทาสของมารไปแล้ว แม้แต่เรื่องที่เราคิดว่าเป็นมิตร บางครั้งก็กลายเป็นศัตรูเราได้
เพราะฉะนั้นการที่พวกผมได้มาอยู่กับหลวงปู่ นับว่าเป็นวาสนาอย่างมาก ท่านบอกว่าท่านไม่ได้สอนผิดไปจากพุทธพจน์ ไม่ได้สอนผิดไปจากสำนึกของพุทธะ ไม่ได้สอนผิดไปจากจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธะ หรือธรรมะศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธะ ท่านสอนถูกต้องตรงตามดำริแห่งพระพุทธะ อาจจะไม่เกี่ยวกับวจี อักขระ ในตำรามากนัก ค่อยๆรักษาสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา วันนี้ยังมีวาสนาเจอะเจอพบพา ไม่แน่วันหน้าอาจจะไม่มีวาสนาได้พบกัน ก็จำเอาแต่สิ่งดีๆไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ชีวิตเราก็จะได้ไม่สิ้นหวัง
ขั้นตอนในการเจริญสติ ฉบับรวบรัด
๑. อันดับแรก ระลึกรู้ รูปนั่ง รูปยืน รู้อิริยาบถ เป็นการระลึกรู้ภายนอก
๒. สำรวจตั้งแต่หัวจดปลายเท้า ค่อยๆเข้าไปจับโครงกระดูก ระลึกรู้โครงกระดูกข้างใน
๓. หางานให้สติเพิ่ม นึกในใจ ภาวนาในใจว่า "กระดูกกำลังหายใจ กระดูกหายใจเข้า กระดูกหายใจออก"
๔. เมื่อจับลมหายใจชัด ก็ไม่ต้องมีคำภาวนา รู้แต่ลมหายใจเข้ากระทบจมูก ออกกระทบจมูก
ตอนเย็นวันหนึ่งหลวงปู่ได้ออกมาพูดคุย โดยก่อนหน้านี้ ท่านได้สั่งให้คนงานไปตัดมัน กล้วย เพื่อจะนำไปเลี้ยงคนที่จะมาบวชเนกขัมมะ ในวันมาฆบูชาที่จะมาถึง ท่านบอกว่าที่มาปลูกต้นไม้ในฤดูแล้ง เพราะชอบเอาชนะธรรมชาติ ฤดูฝนธรรมชาติเลี้ยงเราตลอด มันทำให้เราขี้เกียจ ไม่ขวนขวาย ไม่หาวิธีเอาตัวรอด ไม่ทำให้เราคิดจะต่อสู้ ยืนหยัด เชื่อมั่น ตอนที่ท่านสร้างวัดอ้อน้อย ก็ทำอย่างนี้ โดยมีธรรมชาติสอนเราว่าจะทำอย่างไร
ที่ธุดงคสถานลำอีซูนี้ ท่านได้นำพันธุ์กล้วยหายากมาปลูกหลายพันธุ์ เช่น กล้วยทองมาเอง กล้วยหักมุก กล้วยน้ำว้า กล้วยหก กล้วยห้า กล้วยแปด กล้วยสิบสอง กล้วยยี่สิบสี่(หวี ในเครือหนึ่ง) ฯ เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์เอาไว้ ท่านกำลังเตรียมที่จะขุดสระน้ำโดยใช้พลาสติกปูที่พื้นล่าง ซึ่งท่านก็ได้เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนที่ท่านธุดงค์ไปแถวมุกดาหาร หมู่บ้านนั้นยากจนและขาดแคลนน้ำ ท่านได้ไปตั้งวัดหนึ่งชื่อวัดนาอุดม และไปช่วยชาวบ้านขุดสระน้ำ โดยเอาถุงพลาสติกมาปะกับแผงไม้ไผ่ที่สานไว้ แล้วเอาขี้เลนมาแปะให้หนาขึ้น ซึ่งทำให้สามารถเก็บกักน้ำได้ หาพันธุ์ปลา ต้นบัว มาปล่อยมาปลูกไว้ ทำให้เกิดความเจริญแก่หมู่บ้าน ท่านให้เหตุผลว่า พระศาสนา พระธรรมจะเจริญได้เมื่อท้องมันอิ่ม จริยธรรมมันไม่เกิด และหาไม่ได้กับคนอด คนหิว ต้องให้ลดความอยาก ความหิวลงไปก่อน เราจึงจะไปค้นหาจริยธรรมจากคนพวกนี้
วิริยะเจดีย์
ตอนเช้าวันหนึ่ง หลวงปู่นำให้พวกเรานั่งสมาธิ โดยให้อยู่ในท่าที่พร้อมสบาย ผ่อนคลาย สะดวก รู้สภาพการนั่ง รู้รูปนั่ง ส่งความรู้สึกลึกๆลงไปดูสภาพรูปนั่งของตน หายใจเข้าลึกๆ ขณะที่ดูรูปนั่งก็หายใจออกยาวๆ ผ่อนคลาย ส่งความรู้สึกลึกๆเข้าไปในกายของตน ที่เรียกว่า กายรวมใจ รวบรวมความคิดทั้งปวงให้อยู่ภายในกาย ไม่มีความคิดเรื่องอื่น สิ่งอื่น
เมื่อรู้โครงสร้างของกาย รับรู้สภาพว่ากำลังนั่ง แล้วเอาจิตไปจับที่โครงกระดูกของกาย ให้สัมพันธ์ สัมผัสได้ถึงกระดูกของกายตน ค่อยๆไล่ไปทีละจุด ตั้งแต่ศีรษะ หน้าผาก เบ้าตา สันจมูก โหนกแก้ม ริมฝีปาก คาง แล้วไล่ย้อนกลับมาทางกระดูกต้นคอ กระดูกบ่า ต้นแขน ข้อศอก ท่อนแขนด้านล่าง กระดูกมือ นิ้วมือ แล้วไล่ขึ้นมาตามมือทั้งสองข้าง(เราจะรับรู้ได้ด้วยไออุ่นมันจะตามไป) กระดูกสันหลัง ข้อที่ ๑ ถึง ข้อที่ ๑๗ แล้วมาถึงก้นกบ มองรูปกระดูกให้ชัดตั้งแต่ก้นกบจนถึงกลางกระหม่อม
จากนั้นท่านจึงนำสวดคาถาเจริญพระพุทธมนต์ ว่า
"ข้าแต่เทพเจ้าทั้งหลาย เทพยดาทั้งหลาย ทั่วสากลพิภพ พญายมราช เทพเจ้าผู้ปกปักษ์รักษาพระศาสนา ท่านท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ บัดนี้ข้าและลูกหลานทั้งหลายของข้า ได้ร่วมกันสร้างพระธรรมขันธ์ เพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา บูชาธรรมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ บูชาพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ บูชาพระสงฆเจ้าทุกพระองค์ ขอการบูชาครั้งนี้ ด้วยวาสนา บารมีของลูกหลานของข้า จงเติบโต งอกงาม ไพบูลย์ เปรียบประดุจดั่งเจดีย์ที่กำลังเจริญเติบโตทุกทิวาราตรีกาล
เจดีย์ครั้งนี้ ข้าขอตั้งนามให้ชื่อว่า วิริยะเจดีย์ เป็นเจดีย์ที่แสดงออกถึงความเพียร ความมานะบากบั่น ความอดทนอดกลั้น ต่อสู้ฝ่าฟัน จนกระทั่งเอาชนะอุปสรรคทั้งหลายได้
ขอลูกหลานของข้าที่มีชีวิตอยู่ก็ดี กำลังเจริญเติบโตก็ดี จงมีความเจริญรุ่งเรืองในกิจกรรมการงาน มีอำนาจ ตบะ ชัยชนะ ความสำเร็จ ทรัพย์ ลาภ กำลัง และความสุข ไม่ว่าเขาจะเกิดในชาติใด ภพใด อยู่ ณ สถานที่ไหนๆ จงอย่าแคล้วคลาดในพระธรรมวินัยของพระศาสดา จงมีดวงตา ปัญญาญาณ รู้ทั่วถึงธรรมของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว และรู้แล้ว จงมีที่พึ่งอันประเสริฐที่สัตว์ทั้งหลายพึ่งแล้วพ้นทุกข์ได้ จนมีชัยชนะต่อหมู่มาร อริราชศัตรู และอุปกิเลสทั้งปวง เปรียบประดุจดั่งพระศาสดาที่มีชัยชนะต่ออุปกิเลสทั้งปวงแล้ว จนมีปัญญาญาณหยั่งรู้สรรพสิ่ง สรรพชีวิต และสรรพสัตว์ มีความเจริญมั่นคง มั่งคั่ง คิดและหวังสิ่งใด จงสำเร็จ สัมฤทธิผล สมความปรารถนาทุกประการเทอญ..."
"สาธุ..."
"ขออำนาจธรรมะศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้า จิตศักดิ์สิทธิ์แห่งพระศาสดาเจ้า วิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งพระโพธิสัตว์เจ้า จงสถิตสถาพร อยู่ในตัวลูกหลานของข้าทุกตน ทุกคน ให้พ้นจากมลทินทั้งหลาย มีความผาสุข ความสำเร็จ มีดวงตา ปัญญาญาณ รู้ทั่วถึงธรรม ตลอดกาลนานเทอญ..."
"สาธุ..."
"ขอเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ เจ้าป่า เจ้าเขา รุกขเทวดา พระภูมิเจ้าที่ ผีสางนางไม้ และเปรต อสุรกายทั้งหลาย โปรดช่วยปกปักษ์ อภิบาลรักษา วิริยะเจดีย์นี้ให้เจริญรุ่งเรือง สูงเทียมฟ้า มีความงอกงามไพบูลย์ เป็นที่สืบอายุขัยพระศาสนา สืบไปในอนาคตกาล ขอพระโพธิญาณที่ข้าปรารถนาแล้ว จงสำเร็จ สัมฤทธิผล สมความปรารถนาทุกประการเทอญ..."
"สาธุ..."
จบภาคธุดงค์ .....