การฝึกจิต

จิตนี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก หลวงปู่เล่าให้ฟังว่าเมื่อไม่นานมานี้ ท่านไปแสดงธรรมที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง เผอิญมีหมาหลุดมา จะวิ่งมากัด ท่านจึงยืนอยู่เฉยๆ แล้วมองหน้ามัน สบตามัน แผ่เมตตาให้ แต่มันก็ไม่หยุด ท่านเลยคิดถึง พญาเสือโคร่งขึ้นมา ดังนั้นท่านจึงทำสายตาเป็นเสือ เพื่อทำให้สายตามีอำนาจขึ้น เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่หมามันหยุดเห่า หางตก หัวหด วิ่งหนีไป เหมือนกลัวอะไรสักอย่าง นี่เป็นธรรมชาติของจิตชนิดหนึ่ง หรือขณะที่เดินจงกรม ท่านก็เดินไปตามก้อนหินที่ลื่น ท่านบอกว่าให้ทำตัวเป็นหอยทากที่ไหลลื่นไปตามก้อนหิน ต้องตั้งตัวให้ตรง

จิตนี้จึงเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้ำตก ท่านเล่าให้ฟังว่า มีแมลงวันดูดเลือดมาเกาะที่ขา ตอนแรกท่านบอกมันว่า "กูอโหสิให้มึง" แมลงวันมันก็ดูดเลือด แล้วบินไป สักพักมันบินมาอีกท่านจึงบอกไปว่า "กูอโหสิให้แล้วนะ หากมากินกูอีกเดี๋ยว.."เหมือนกับมันฟังรู้เรื่อง มันเลยบินหนีไปเฉยๆ

ความมหัศจรรย์ทางจิตนี้ อาจสร้างทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น รักษาโรคภัย คุ้มกันอันตราย สร้างเดชอำนาจ ชักจูงหรือสะกดจิตผู้อื่น ความมหัศจรรย์ทางจิต อาจจะเป็นสิ่งแปลกประหลาดเหนือความคิดทั่วไป พิสูจน์ให้เห็นด้วยตา หรืออธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ ไม่ได้ แต่มีปรากฏการณ์บางอย่าง ที่แสดงออกมาซึ่งเราไม่สามารถจะปฏิเสธ

เรื่องการใช้พลังรักษาโรคนี้ ผมได้ประสบมามากตามชนบทของบ้านเรา โดยคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ จะไปหาหมอที่รักษาทางเวทมนต์ หมอจะให้คนไข้นั่งนิ่งๆสงบจิตใจ แล้วหมอจะทำปากขมุบขมิบ ท่องมนต์คาถา ท่องไปเป่าไปที่แผลหรือที่ตัวคนไข้ เจ็บแขนก็เป่าแขน เจ็บหัวเป่าหัว การรักษาอย่างนี้ทำให้คนไข้อาการดีขึ้นจนหายได้

แม้แต่การใช้สัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจของฟ้าและดิน หรือเครื่องหมายพลังของชาวยิวที่เรียกว่า สตาร์เดวิด (รูป) ซึ่งเป็นวิธีโบราณตามแบบชาวอียิปต์ ผมเคยอ่านในหนังสือว่ามีแพทย์ชาวฝรั่ง ที่ไปอยู่ใน อียิปต์ เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง จึงไปหาหมออียิปต์ให้รักษาแบบโบราณ หมออียิปต์ได้ใช้แผ่นไม้ขนาดกว้างราวหนึ่งฟุตสี่เหลี่ยม ทาสีขาว เอาไม้แผ่นนั้นมาลากเส้นรูปสามเหลี่ยมสองรูปซ้อนกันแต่วางกลับหัวกลับหางกันในช่องกลางและช่องมุมทั้ง ๖ นั้น ได้เขียนอักษรใส่ลงไป เสร็จแล้ว จึงเอาไม้แผ่นนั้นวางพิงเข้าที่ข้างฝา แล้วให้แพทย์ซึ่งกำลังปวดหัวอย่างรุนแรงเพ่งดูแผ่นไม้นั้น เขาเพ่งด้วยความตั้งอกตั้งใจ ช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาที

นัยน์ตาเขาก็มองเห็นตัวหนังสือภายในขีดวงกลมนั้นวิ่งวุ่นไปมา จนกระทั่งกลายเป็นจุดกลมดำ ขั้นแรกเป็นจุดเล็กๆ แล้วโตขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนรูปไปได้ต่างๆ ไม่อยู่กับที่ เต้นไปเต้นมา แล้วเปลี่ยนกลายเป็นสีเทา และค่อยมัวลงจนกลายเป็นหมอกไป อาการปวดหัวอย่างรุนแรงจึงค่อยบรรเทาหาย เขารู้สึกเหมือนง่วงนอนแล้วก็หายเป็นปลิดทิ้ง!!

หรือแม้กระทั่งการนับถือมนต์ เช่นมนต์คาถา "โพชฌงคปริต" เป็นมนต์ที่ทำให้หายโรคภัยไข้เจ็บได้ ข้อความของมนต์นี้มีว่า องค์แห่งการตรัสรู้นั้นมีอยู่ ๗ อย่างคือ ๑. สติ ๒. ธรรมวิจัย คือการคิดค้นข้อธรรม ๓. วิริยะ คือความเพียร ๔. ปีติ ความอิ่มใจ ๕. ปัสสัทธิ ความตั้งใจแน่วแน่ ๖. สมาธิ ๗. อุเบกขา

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้า เคยทรงแสดงโพชฌงคปริต แก่พระกัสสปะ และพระมหาโมคคัลลานะ และตอนที่พระองค์ประชวรหนักที่เวฬุวันมหาวิหาร ก็มีรับสั่งให้พระสาวกชื่อ พระจุนทะ มาสวดโพชฌงคปริตให้ทรงสดับ ก็หายประชวร

ถ้าอธิบายอย่างเป็นวิทยาการว่าที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นั้น คงเป็นเรื่องของการปลุกเครื่องต่อสู้ (พลัง) ในร่างกายให้มีชีวิต มีกำลังอำนาจมากขึ้น วิธีการหนึ่งที่คนโบราณใช้เพื่อให้มีกำลังต่อสู้ในร่างกายให้มี สมรรถภาพยิ่งขึ้น ก็คือ การถ่ายปราณเข้าไปช่วย คำว่า "ปราณ" มาจากคำบาลีว่า "ปาณะ" แปลว่าชีวิต เป็นการถ่าย (พลัง) ชีวิต เข้าไปช่วยในร่างกายอีกคนหนึ่ง

ในเรื่องวิธีการถ่ายปราณนั้นมีด้วยกัน ๓ ทางคือ

๑. ด้วยการแตะต้อง ซึ่งปกติจะใช้มือ โดยถือกันว่า ปราณอาจจะถ่ายออกได้ทางปลายนิ้ว
๒. ด้วยการเป่าลมออกทางปาก ให้ไปถูกตัวคนป่วย เป็นการส่งปราณเข้าไปให้อีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ลมปราณ (ลม+ปราณ)
๓. ถ่ายปราณลงไว้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเอาสิ่งนั้นไปแตะต้องคนไข้ หมายถึงการใช้ มีเดียม (Medium) หรือสื่อ (น้ำเป็นมิเดียม หรือเครื่องรับถ่ายปราณดีที่สุด) ดังนั้นเราจึงเห็นเขาเป่าลมปราณลงในน้ำ แล้วเอาน้ำพรมไปที่ตัวคนไข้ วิธีการรดน้ำมนต์ก็ได้กำเนิดมาจากความคิดนี้

มนต์ทุกบทล้วนช่วยทำให้ดวงใจของเราผ่องใส บริสุทธิ์ ปราศจากความคิดร้าย หรือให้โทษภัยแก่ผู้อื่น ในอดีตครูบาอาจารย์ อาจจะไม่มีการแปล ไม่สนับสนุน คงใช้แต่บาลี โดยไม่รู้ความหมาย อาจจะเกรงว่าเมื่อรู้ข้อความแปลแล้ว จะไม่เลื่อมใส ไม่ขลัง แต่หากเราได้ลองค้นคว้ามนต์บางบท เช่น บทกรณียเมตตสูตร ว่าที่มาเป็นอย่างไร และรู้ความหมาย ทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง เราจะยิ่งเลื่อมใสยิ่งขึ้น มีใจหนักแน่นมากขึ้น

กระบวนการของจิตที่ฝึก ถ้าเราไปเคร่งเครียดกับมัน บางครั้งก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าผ่อนคลายเบาๆ สบาย มันจะมีสติขึ้นมาโดยฉับพลันทันที เพราะตอนที่เราเคร่งเครียดมันไม่ได้เป็นสัมมาสติ มันเป็นมิจฉาสติ เป็นสติที่โดนกดทับบังคับให้อยู่ แต่สัมมาสติจะไม่มีกระบวนการปรุงจิต ไม่มีความอยาก อยู่ในสตินั้นๆ แต่จิตที่อยู่ในความเคร่งเครียดจะประกอบไปด้วยความอยากมี อยากดี อยากได้ เพราะฉะนั้นการฝึกจิตนี้ต้องมีความฉลาด รู้เท่าทันสภาวะและอารมณ์ของมัน อย่าฝึกแบบคนโง่ เพราะความเคร่งเครียด จดจ่อ จับจ้อง จริงจังมากไป จะกลายเป็นมิจฉาสติ พระพุทธเจ้าจึงให้เราอยู่ในป่าช้า ไม่ให้อยู่ในหมู่คณะ ในสังคม ถ้าอยู่กับธรรมชาติ ป่าเขา เรือนว่าง ป่าช้า ป่าชัฏ ถ้ำ คูหา เมื่อเราผ่อนคลายอิริยาบถ "จิต" จับอยู่กับป่าเขา ลำเนาไพร แมกไม้ ธรรมชาติ ความปล่อยวางของจิตก็จะปรากฏ

ต้องหาทางทำให้จิตมีงานทำ ในส่วนที่เป็นสัมมาสติ เป็นส่วนกุศล หลวงปู่บอกว่าตอนกลางวันท่านจะลงไปแช่ในน้ำ ให้มันนวดตัว ผ่อนคลาย แช่แค่คอ อยู่ในน้ำที่ไหลแรงๆ และขณะที่พยุงตัวในน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำพัดพาไปนั้น เป็นการฝึกสติอย่างดียิ่ง วิธีฝึกสติ จึงมีสารพัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องนั่ง มหาสติต้องมีทุกอิริยาบถ ครูบาอาจารย์ที่ดีต้องไม่สอนศิษย์ให้อยู่ในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่ง เพราะเป็นการคิดว่าอิริยาบถกำกับสติ แต่จริงๆ แล้วหลวงปู่ท่านสอนว่า สติต้องเป็นผู้กำกับอิริยาบถ มหาสติต้องมีอยู่ในทุกอิริยาบถ การฝึกสติเปรียบดั่งเรากำมือ หากมันเครียด ก็ผ่อนคลายมันบ้าง สำคัญต้องรู้ว่าเรากำลังจะผ่อนคลาย แล้วพร้อมกำมันเข้ามาใหม่

เย็นวันนั้น หลวงปู่เล่าชาดกให้ฟังเกี่ยวกับ พระเทวทัต ที่อาฆาตแค้นกับพระพุทธเจ้าเป็นชาติแรก สมัยเป็นพ่อค้าวาณิช และตั้งจิตว่า ข้าจะขอจองเวรกับท่านไปทุกชาติ แค่จิตเดียวที่ละโมบ ตะกละ เห็นแก่ตัว อยากได้ มันก็ติดตามพระเทวทัตไปไม่รู้กี่ชาติ หลวงปู่จึงย้ำให้พวกเรารู้ว่าการเจริญปฏิบัติธรรมต้องระวังเรื่องการผิดศีลด้วยใจ เพราะมันสร้างสม สะสม ทำให้เกิดขบวนการต่อเนื่องไม่จบสิ้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราระวังรักษาใจ จิตนี้จึงมหัศจรรย์นัก หากเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นมลภาวะ ก็จะกลายเป็นมลภาวะตลอดไป ถ้าเริ่มต้นด้วยกุศล ก็จะเกิดกุศลเรื่อยไป

เรื่องของจิตนี้หลวงปู่ได้อธิบายไว้ว่า ในจิตเรานี้ มีจิตซ้อนจิตอยู่ ประกอบกันอยู่เป็นอกุศลจิต กุศลจิต โลภมูลจิต อโลภมูลจิต เป็นพยาบาทจิต อพยาบาทจิตฯ มันสัมพันธ์ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน มากมายมหาศาล ที่มีทั้งหยาบ ปานกลาง ละเอียด สุขุม ประณีต ขบวนการของจิตมีอานุภาพมหาศาล ถ้ารู้จักฝึกให้ดี จะยังความสุขมาให้แก่สังคมและตัวเอง

การเรียนรู้ "มหาสติปัฏฐาน" เป็นหัวใจของพระศาสนา สูตรใดๆ ก็ไม่เทียบเท่าสูตรแห่งมหาสติปัฏฐาน แม้แต่ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ก็ไม่มีอานุภาพเทียบเท่า พระศาสดาจึงเรียกว่า เอกายนมรรคโค (ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และบรรลุนิพพาน ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ) เป็นหนทางแห่งบุคคลผู้เดียว เป็นทางเดียว ที่เข้าสู่เป้าหมายของชีวิตสูงสุด และในมหาสติปัฏฐานก็มาจากขบวนการของสัมมาสติ อย่างน้อยช่วยคนอื่นไม่ได้ ก็ช่วยตัวเองได้

กำเนิดพระศากยบุตร

ในระหว่างนั้น หลวงพ่อพิศิษฐ์ (พระดอกเตอร์) ก็ถามหลวงปู่ว่า ความรู้ที่พวกเรามีก็แบบกระท่อนกระแท่น แล้วจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร หลวงปู่จึงบอกว่าให้เริ่มต้นจากตัวเอง ต้องมีสติก่อน ในขณะที่มีเหตุการณ์ใดๆ บีบคั้น ต้องตั้งมั่น ยืนหยัด อย่างไม่หวั่นไหว อย่างเช่น ตอนที่ท่านอบรมพระวิปัสสนาจารย์ จะเห็นว่ามีแต่คนจ้องจับผิด แต่ท่านไม่ได้สะดุ้ง ผวา หวั่นไหว และยังทำให้ใครๆ ยอมรับในสิ่งที่ท่านชี้นำ แสดง อบรมสั่งสอนได้

ถ้าทุกคนมีสติตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน ดังขุนเขาที่ยืนตระหง่าน ต้านแรงลม พายุร้าย ได้อย่างไม่โยกโคน มีหรือใครจะไม่ยอมทำตาม มีหรือใครจะไม่ยอมรับ สำคัญอยู่ว่าเราเป็นผู้นำที่ดี ซื่อตรง ไม่โยกโคน โอนเอนไปตามขบวนการฉุดกระชากลากถูทั้งหลายนั้น ต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน

ถ้าตัวเองทำได้ ถึงที่สุดก็จะรู้ว่า เราเป็นผู้ชนะ เราจะภาคภูมิในสิ่งที่เราทำ เริ่มต้นจากตัวเอง สังคมรอบข้าง ขยายวงกว้างออกไปสู่สังคมอื่น แค่นี้ก็สามารถจะช่วยเหลือโลกและสังคมได้แล้ว ขอเพียงโลกและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีสติ ไม่เบียดเบียน เบียดบัง เอารัดเอาเปรียบ ไม่เห็นแก่ตัวมากเกินไป ก็จะเกิดสันติสุข ร่มเย็นขึ้นมาเอง

พระโพธิสัตว์

หลวงปู่ได้อธิบายความหมายของพระโพธิสัตว์ กับพระโสดาบัน ว่า พระโพธิสัตว์เจ้าหรือพระมหาโพธิสัตว์นั้นต้องประกอบด้วยปณิธาน คือ ความตั้งใจอย่างมั่นคง ๔ ประการ อย่างนี้

๑. เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมด
๒. เราจะต้องตั้งใจศึกษาพระธรรมทั้งหลายให้เจนจบ (ไม่กล่าวถึงศีล หรือวินัย)
๓. เราจะไปโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้สิ้น
๔. เราจะบำเพ็ญตนให้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (แสดงว่ายังไม่ตรัสรู้อริยสัจ อันเป็นเหตุ เป็นเครื่องช่วยให้พ้นทุกข์)

คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์

๑. มหาปัญญา มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
๒. มหากรุณา มีกรุณาไม่มีขอบเขตจำกัด พร้อมที่จะเสียสละตนเองทนทุกข์แทนผู้อื่น
๓. มหาอุบาย มีความฉลาดในการหาวิธีสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายให้เข้าถึงสัจธรรม


ทศภูมิของพระโพธิสัตว์

ทศภูมิของพระโพธิสัตว์ คือ ภูมิจิตของพระโพธิสัตว์ มี ๑๐ ภูมิ ดังนี้

๑. มุทิตาภูมิ พระโพธิสัตว์มีความยินดีในความไร้ทุกข์ของสัตว์(ภูมินี้บำเพ็ญหนักในทานบารมี)
๒. วิมลาภูมิ (ปราศจากมลทิน) พระโพธิสัตว์ละมิจฉาจริยาได้เด็ดขาด ปฏิบัติแต่ในสัมมาจริยา (ภูมินี้มีศีลบารมีเป็นใหญ่)
๓. ประภาการีภูมิ (มีความสว่าง) พระโพธิสัตว์ทำลายอวิชชาได้เด็ดขาด มีความอดทนทุกประการ (ภูมินี้มีขันติบารมีเป็นใหญ่)
๔. อรรถจีสมดีภูมิ (รุ่งเรือง) พระโพธิสัตว์มีความเพียรในการบำเพ็ญธรรม (ภูมินี้มีวิริยะบารมีเป็นใหญ่)
๕. ทุรชยาภูมิ (ผู้อื่นชนะยาก) พระโพธิสัตว์ละสภาวะแห่งสาวกยาน กับปัจเจกโพธิญาณ ซึ่งเป็นธรรมเครื่องกั้นพุทธภูมิ (ภูมินี้มีฌานบารมีเป็นใหญ่)
๖. อภิมุขีภูมิ (มุ่งหน้าต่อทางนิพพาน) พระโพธิสัตว์บำเพ็ญยิ่งในปัญญาบารมี เพื่อรู้แจ้งเห็นชัดในปฏิจจสมุปบาท (ภูมินี้มีปัญญาบารมีเป็นใหญ่)
๗. ทูรังคมาภูมิ (ไปไกล) พระโพธิสัตว์มีอุบายอันฉลาดแม้บำเพ็ญกุศลน้อย แต่ได้ผลแก่สรรพสัตว์มาก (ภูมินี้มีอุบายบารมีเป็นใหญ่)
๘. อจลาภูมิ (ไม่คลอนแคลน มั่นคง) พระโพธิสัตว์บำเพ็ญหนักในปณิธานบารมี
๙. สาธุบดีภูมิ พระโพธิสัตว์แตกฉานในอภิญญา และปฏิสัมภิทาญาณ(ภูมินี้บำเพ็ญหนักในพลบารมี)
๑๐. ธรรมเมฆภูมิ พระโพธิสัตว์บำเพ็ญหนักในญาณบารมี มีจิตอิสระ ไม่ติดในรูปธรรม นามธรรม (บำเพ็ญหนักญาณบารมี)
เมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญทศภูมิเต็มบริบูรณ์แล้ว ย่อมมีพระคุณเทียบเท่าพระพุทธเจ้า เหลืออีกชาติเดียวก็จักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์