ชีวิตหลังความตาย และโลกก่อนตาย จึงเป็นชีวิตที่ยากต่อการคาดเดา ถ้าจิตเรา สมาธิเรา สติเราไม่มั่นคง บางทีจะทำให้เราต้องอับเฉาเศร้าหมองได้ ดังนั้นท่านจึงเน้นว่าพยายามรักษาสติเอาไว้ ถ้าตราบใดที่เรายังไม่เป็นตัวของตัวเองเราก็ยิ่งต้องฝึกให้มากขึ้น

สติ ธรรมะ ไม่ได้มีไว้พกพาอวดใคร หลวงปู่สอนไว้ว่ามีเอาไว้ใช้เวลาเราเผชิญต่อกิจกรรมการงานหรือปัญหาของชีวิตแล้วเราตัดสินไม่ได้ แก้ไขไม่สะดวก ไม่ละเอียด รอบคอบ ธรรมะมันจะเกิดตอนนี้ เสียแล้วก็ไม่ร้องไห้ ได้ก็ไม่ดีใจจนกลายเป็นประมาท นั่นคือคนมีธรรมะ อายุเวลาล่วงเลยไปทุกวันๆ ไม่มีใครหนุ่มตลอดกาล มันต้องแก่ลงทุกวัน กาลเวลามันกลืนกินสรรพสัตว์ ท่านจึงเตือนเสมอว่า "พยายามรักษาสติให้ได้มาก" อย่าปล่อยให้ตัวเองหลงใหลได้ปลื้มไปกับสิ่งไร้สาระ

ความตาย (แบบธิเบต)

เรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับโลกหลังความตายนี้ ต่างที่ต่างถิ่นก็มีความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่มีอยู่ชาติ เผ่าพันธุ์หนึ่งที่เขาถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเรื่องสิ่งที่ต้องเรียนรู้ นั่นคือ ชนชาวหลังคาโลก หรือ ชาว "ธิเบต"

ตามความเชื่อของชาวธิเบตนั้น คนที่ตายไปแล้ว วิญญาณไม่ได้ออกจากร่าง วิญญาณยังสิงอยู่ในร่าง และสิงอยู่จนกว่าจะทำพิธีให้ออกไป เริ่มแรกทีเดียวผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต้องมาพูดกับศพว่า ขอให้เจ้ารู้ว่าบัดนี้เจ้าตายไปแล้ว ร่างกายอันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว (จิต) วิญญาณอย่าสิงสู่อยู่ต่อไปอีกเลย หรือบางทีก็ให้พระ (ลามะ) ที่เชี่ยวชาญชั้นอาจารย์มาทำพิธี

ตามประเพณีของชนทั้งหลายทั่วโลก "ย่อมไว้อาลัยแก่คนตาย" แต่ชาวธิเบตมีประเพณี ความเชื่อที่ตรงกันข้าม คือเมื่อตายไปแล้วก็ "เป็นที่รังเกียจ" ของครอบครัว พยายามที่จะขับไล่ดวงวิญญาณไปให้ห่างมากที่สุด โดยไม่มีความอาลัย ห่วงหา ซึ่งเขามีเหตุผล ความเชื่อว่า ถ้ายังปล่อยให้ดวงวิญญาณวนเวียนอยู่ ด้วยความรัก ความอาลัยครอบครัว ดวงวิญญาณนั้นจะไม่ไปเกิด และยิ่งกว่านั้น ยังจะหลอกหลอน สร้างความกลัวให้แก่ครอบครัวต่อไปด้วย

และเช่นกันที่ประเพณีทั่วไปย่อมมีการสรรเสริญคุณงามความดีของผู้ตาย ถึงแม้ผู้ตายจะได้ประกอบคุณงามความดีไว้เพียงเล็กน้อย แต่ก็พยายามที่จะพรรณนา สรรเสริญให้มาก เพื่อเป็นเกียรติแก่ตระกูล หรือแก่ตัวผู้ตาย แต่ธรรมเนียมของชาวธิเบตนั้นผู้ตายจะถูกด่าแช่งต่อหน้าศพ ว่าไม่ได้ทำความดีอะไร ทุกคนดีใจเมื่อเห็นเขาตายไปแล้ว ไม่มีใครรัก ไม่มีใครห่วงใย ไม่มีใครอยากพบ อยากเห็นเขาอีก ให้เขาไปเสียให้พ้น ซึ่งในความเป็นจริงนั้นอาจจะรักและอาลัยผู้ตายเป็นอย่างมาก แต่ถ้าไปแสดงความรัก ความอาลัยเข้า อาจจะทำความลำบากแก่ดวงวิญญาณ คือทำให้ดวงวิญญาณไม่ไปเกิดใหม่ วนเวียนอยู่ด้วยความห่วงใย และอาจจะหลอกหลอนให้โทษแก่ครอบครัว

การเกิดใหม่ของดวงวิญญาณ

เหตุของการที่ต้องขับไล่ดวงวิญญาณของชาวธิเบตนั้น สืบเนื่องจากประเพณีที่ห่วงใยการเกิดใหม่ของดวงวิญญาณ พิธีการในทางศาสนาที่ทำ จึงไม่มีความสำคัญเท่าการที่จะทำให้ดวงวิญญาณไปเกิดและไม่ต้องเร่ร่อนอยู่ ทางที่ดวงวิญญาณจะไปเกิดนั้นมีอยู่หลายทาง ซึ่งมีหนทางตามแบบความเชื่อของชนชาติธิเบต คือ

๑. ไปเป็นเทพเจ้า ซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุด (ธิเบตมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้า เรื่องปีศาจมาก)
๒. เป็นอสูร ยักษ์ มาร ซึ่งดีที่สองรองลงมา เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นตัวร้าย ก็ยังมีฤทธิ์เดช
๓. เป็นมนุษย์ อย่างคนสามัญทั่วไป
๔. เป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งต่ำลงไปกว่ามนุษย์
๕. เป็นเปรต ซึ่งมีร่างกายใหญ่โตมหึมา ทนทุกขเวทนาด้วยการหิวกระหายอยู่เป็นนิตย์ และจะได้อาหารก็แต่เฉพาะที่ญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์ทำบุญส่งไปให้ (เรื่องของเปรตนี้ เป็นคติความเชื่ออันเดียวกันกับทางพระบ้านเราที่เชื่อถือกัน)

การทำลายศพ

เมื่อได้ทำพิธีขับดวงวิญญาณออกไปจากร่างเสร็จ ร่างนั้นก็เป็นของไม่มีคุณค่าอะไร จะเอาไปทำอย่างไรก็ได้ เพียงแต่ทำลายให้หมดไป ซึ่งมีวิธีทำได้ถึง ๕ อย่าง ตามท้องถิ่น หรือตามลัทธินิกาย กล่าวคือ

๑. เอาศพไปบนยอดเขา ตัดขา ตัดแขนออกจากร่าง ทิ้งไว้ให้แร้ง หรือสัตว์ใดๆ กินตามใจชอบ
๒. เอาศพทิ้งลงในแม่น้ำ แม่น้ำที่จะทิ้งศพนี้มีเพียงบางแห่ง ซึ่งถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ การเอาศพทิ้งลงในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ศพ หรือแก่ดวงวิญญาณ แต่เป็นเรื่องที่บูชาแม่น้ำ ตามปกติศพที่ทิ้งลงไปในแม่น้ำนี้ ย่อมจะไม่มีอะไรเหลือ เพราะปลากินเนื้อหมด
๓. ใช้วิธีเผา
๔. ใช้วิธีฝัง

ในบรรดาวิธีเหล่านี้ วิธีที่ใช้กันมากในธิเบต ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ ๑ เพราะเมื่อสัตว์กินเนื้อหมดแล้ว เหลือแต่กระดูก กระดูกนั้นนำมาทำประโยชน์ได้อีก โดยนำมาทำลูกประคำ ๑๐๘ ลูกสำหรับพระ

ปฏิบัติธรรม (๒) (เสียงแห่งสภาวธรรม)

มีอยู่วันหนึ่งหลวงปู่ได้นำปฏิบัติธรรม ท่านเน้นให้พวกเรามีสติตั้งมั่นรู้ตัวทุกขณะจิตทุกอิริยาบถ แล้วท่านก็ได้พูดถึงประโยชน์ของลมเจ็ดฐาน ว่าทำให้เราเป็นคนรอบรู้ ฉลาดตามกระบวนการของเหตุปัจจัย ถึงเราจะไม่เคยได้เรียนมา ไม่เคยได้ฟังมา ไม่เคยท่องจำมา แต่เราก็จะรู้มันได้ ทำให้เรามีอำนาจเหนือธรรมชาติ ท่านบอกว่า

"...จะระลึกรู้ลมหายใจ (อานาปานบรรพ) หรือว่าจะดูโครงกระดูก (วิชากระดูก) ของตน พิจารณาโครงสร้างของกายหรือว่าจะรู้รูปอิริยาบถนั่งก็แล้วแต่ แต่การระลึกรู้รูปอิริยาบถนั่ง จิตมันจะเคลื่อนง่าย สติมันจะหายไปง่าย เพราะรู้แค่แว้บเดียว มันไม่มีรายละเอียดในการจับต้องอิริยาบถ เพราะเพียงแค่รู้ว่านั่งเฉยๆ มันก็จบ เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้ให้ละเอียดรู้ลึกลงไป ต้องถลกหนังออกเข้าไปดูโครงสร้างของกาย มันก็ถือว่าเป็นการรู้อิริยาบถได้เหมือนกัน..."

ท่านได้บอกวิธีการระงับเวทนา ซึ่งท่านเคยประสบมาหลังจากที่ท่านเลิกอบรมวิปัสสนาจารย์มาแล้วว่า ท่านจะปวดลึกๆ เข้าไปในเนื้อสมองบริเวณสมองซีกซ้ายด้านหลัง แล้วตาจะมองภาพไม่ค่อยเห็น มือจะชา ท่านมีวิธีระงับเวทนาโดยการ "เจริญสติให้อยู่ในองค์ฌาน" แล้วคิดด้วยวิถีพุทธว่า

"กระดูกท่อนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ กระดูกท่อนหนึ่งกำลังยืนอยู่ กระดูกท่อนหนึ่งกำลังเดินอยู่ กระดูกกองหนึ่งกำลังนอนอยู่ เมื่อเป็นกระดูก ความเจ็บปวดจะมีจากไหน"

เมื่อท่านคิดได้อย่างนี้ เวทนาจากการเจ็บปวดที่เกิดในเนื้อสมองซีกซ้ายด้านหลัง ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง เหล่านี้คือความมหัศจรรย์ของจิต ความมหัศจรรย์ของมหาสติปัฏฐาน และเป็นความมหัศจรรย์ของลมเจ็ดฐาน ตอนที่ท่านมาอบรมพวกเราใหม่ๆ ท่านจะมีอาการไม่สบายมาก ไอ ดูท่าทางจะหมดแรง ท่านบอกว่าท่านกระทบกับไอเย็น (ตอนหัวค่ำใกล้จะมืด อากาศจะเย็นเร็วมาก จากที่เคยร้อนอบอ้าวกลางวัน) แล้วก็จาม รู้สึกว่ากำลังจะไอ ท่านจึงคิดว่า "กระดูกกองหนึ่งกำลังพนมมือไหว้พระพุทธเจ้า กระดูกกองหนึ่งกำลังจะกราบพระพุทธเจ้า" อาการจามของท่านจึงหายไป

ท่านได้สอนพวกเราไว้ว่า ร่างกายที่เกิดความบีบคั้นจากบรรยากาศที่หนาวเหน็บ ในเวลานี้ ถ้าคิดว่ากระดูกกองหนึ่งกำลังนั่งอยู่ เมื่อมันไม่มีเลือดไม่มีเนื้อไม่มีชีวิต ไหนเลยมันจะมีความรู้สึก มันจะเกิดเวทนาได้อย่างไร คิดอย่างนี้ไม่ใช่คิดโกหกตัวเองหรือหลอกตัวเอง แต่คิดให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จากนั้น ทุกคนก็ปฏิบัติธรรม...

มีแค่นี้เองหรือ....เท่านี้เองหรือ

ในระหว่างที่กำลังนั่งสมาธิกันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงว่า "มีแค่นี้เองหรือ" คล้ายๆ เป็นคำอุทานจากหลวงปู่ แต่เป็นเสียงจากสภาวธรรมของท่านในขณะนั้น แล้วท่านเมตตาบอกกล่าว เป็นคำพูด ถ่ายทอดสภาวธรรมนั้นออกมา สั่งสอนให้พวกเราได้รับรู้รับทราบ เพื่อให้เกิดความแจ่มกระจ่างชัด ขจัดความโง่เขลาของพวกเรา

"มีแค่นี้เองหรือ" เป็นคำอุทานในขณะที่ หลวงปู่กำลังวิเคราะห์กระดูกของท่าน แล้วก็ป่นกระดูกของตัวเองเป็นผุยผง ค้นหาชีวิตอินทรีย์ในผงกระดูกนั้น แต่ไม่พบ จึงทำให้ท่านรู้ว่ามันไม่มีจริงๆ มีแต่ผงกระดูกเท่านั้น ท่านจึงเปล่งเสียงแห่งสภาวธรรมนั้นออกมาว่า "มีแค่นี้เองหรือ เท่านี้เองหรือ" ความหมายของมันก็คือ หนึ่งชีวิตของท่านที่สร้างสิ่งสาระมากมาย สุดท้ายมีเพียงผงกระดูกกองหนึ่งเท่านั้น หนึ่งชีวิตของคนหนึ่งคน ทำทั้งดีทั้งเลว สุดท้ายก็จบลงตรงเพียงแค่ มีกองกระดูกกองหนึ่งเท่านั้น!

จริงๆ แล้วท่านยังไม่อยากจะหยุด อยากจะนั่งอยู่อย่างนี้ยันสว่าง แต่ท่านสงสารพวกเรา และอยากจะอุทานบอกพวกเราอีกครั้งหนึ่งว่า "สันติคือความสุขอย่างยิ่ง ความสุขที่บุรุษบุคคลดื่มด่ำได้จากความสงบและสันติ เป็นความสุขสุดยอด" ท่านบอกว่าพูดเพื่อให้พวกเราได้เห็นถึงสาระประโยชน์ของการมีชีวิตอย่างจริงจัง ตั้งใจ จดจ่อ และก็จับจ้องมัน ในการที่จะเอาชนะสรรพสิ่งรอบกาย และในตัวเราเอง ท่านอยากให้พวกเราได้รู้ว่า ความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่ในจักรวาล มันไม่ได้จบแค่คำว่าตำรา แต่มันจบลงตรงคำว่า "ท่านทำได้หรือเปล่า รู้จริง แค่ไหน ได้สาระจากมันมากน้อยอย่างไร"

ชีวิตของสมณะผู้สงบต้องยืนอยู่ในความหมายของความปล่อยวาง สลัดหลุด ไม่ปล่อยอะไรให้มาฉุดเรา ท่านได้อธิบายว่า การที่ท่านพยายามจ้ำจี้จ้ำไช ห้ามปรามในบางเรื่องบางราวหรือหลายเรื่องหลายราว ก็เพราะอยากให้พวกเรามีกุศลผลบุญติดตัวบ้าง อย่างน้อยก็เป็นบารมีสร้างสมอบรมไว้ เกิดกับเขามาชาติหนึ่งเป็นคน ได้มีโอกาสบวชในพระพุทธศาสนา ได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ขอเพียงมีสักครั้งหนึ่ง ช่วงหนึ่งของชีวิตหรือลมหายใจ ที่เราคิดจะทำดี พูดดี คิดดี พยายามละเลิก ละเลย หนีห่างไกลจากความอัปรีย์ทั้งหลาย ก็เป็นบุญกุศลแล้ว อย่างน้อยมันจะติดตามตัวเรา ถึงวันนี้มันจะนิดหน่อย ได้เห็นแสงสว่างแค่งูแลบลิ้น ถ้าเราไม่ตาบอด เราจะต้องเห็นแสงนั้น แล้วเราก็จะเชื่อว่า แสงสว่างยังมีอยู่ในที่มืด

แสงสว่างแห่งธรรม

เพราะความเชื่อในแสงสว่างที่ยังมีอยู่ในที่มืด จึงทำให้สัตว์เหล่านั้นขวนขวายที่จะไปหาความสว่าง แต่ถ้าไม่คิดจะทำ มันก็ไม่ปรากฏแสงสว่าง เมื่อไม่ปรากฏแสงสว่างเราก็ไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อก็จมปลักอยู่ในความมืดบอดอยู่อย่างนั้น ชีวิตที่จมปลักอยู่กับความมืดบอดคือชีวิตของสัตว์นรก เมื่อเป็นชีวิตของสัตว์นรก มีคนมาบอกว่าทางสว่างมีเราก็ไม่เชื่อเพราะว่าไม่เคยเห็น พระธรรมมีแล้วก็ไม่เชื่อเพราะไม่เคยทำ พระพุทธเจ้ามีอุบัติแล้วก็ไม่เชื่อเพราะไม่เคยพบ พระอริยสงฆ์มีก็ไม่เชื่อเพราะเราไม่เคยรู้จัก

เพราะฉะนั้นที่หลวงปู่เคี่ยวเข็ญในธรรม ท่านทำเพื่อให้พวกเราได้เชื่อ ได้เห็น ได้รู้ ได้สัมผัส แสงแห่งความสงบสันติ เพราะเพียงแค่ชั่วงูแลบลิ้นแว้บเดียว เราก็ยังมีโอกาสได้เป็นอานิสงส์ ทำให้เชื่อผลแห่งการปฏิบัติธรรม เมื่อเชื่อแล้ว ศรัทธาแล้ว และเป็นจริงที่สัมผัสด้วยตนเองแล้ว ถึงจะไปตกนรกหมกไหม้อยู่ที่ไหน จมปลักอยู่ในความมืดบอดอย่างไร ความเชื่อความศรัทธาที่มีอยู่ เพียงแค่แว้บเดียว ก็จะช่วยเราได้ในที่สุด มันจะทำให้เราได้รู้จักคิด รู้จักหาวิธีพ้นทุกข์ รู้จักแสวงหาความสว่างและสันติสุขด้วยตนเอง เพราะนิสัยของหลวงปู่นั้น ท่านบอกว่า ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ชอบจะไปจ้ำจี้จ้ำไชใครมาก ไม่ชอบที่จะไปพูดมากกับใคร แต่เพราะนี่เป็นหน้าที่

ที่ท่านชอบอยู่คนเดียว ท่านบอกว่าเพราะมีความสุขกับการได้อยู่คนเดียว แล้วอยากให้พวกเราได้มีความสุขแบบนี้อย่างนี้ เพื่อจะได้เห็นแสงสว่างในที่มืดบ้าง จะได้ไม่ปล่อยชีวิตให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับอะไรๆ มากมาย ทุกอย่างรอบกายเรามันเป็นมายาการ เป็นโรงละครโรงหนึ่งเท่านั้น มันไม่ใช่ของจริง แต่เรามีหน้าที่กับมัน ก็ทำให้มันดีที่สุด อย่าปล่อยให้มันเป็นนายเรา ถ้าคิดได้อย่างนี้ คิดอย่างคนมีสติจริงๆ อย่างท่านแล้วเราก็จะรู้ว่ามันไม่มีอะไร

หลวงปู่เล่าให้ฟังว่ามี "ลามะ" คุรุองค์ที่แปดขององค์ทไลลามะ เดินทางมาเมืองไทย และอยากมาพบท่าน ท่านจึงนึกถึงพวกเรา เพราะว่าเห็นพวกเราห่มผ้ากันหนาว (อากาศหนาวมากต้องห่มผ้าเพิ่ม เพราะจีวรผืนเดียวช่วยไม่ค่อยได้) ท่านเลยบอกวิธีแก้หนาวตามแบบธิเบตไว้ว่า พระธิเบต (ลามะ) ที่เขาอยู่ถ้ำน้ำแข็งเขาฝึก "โกลัมปะ" เขาต้องเจริญสติจนกระทั่งเป็นองค์ฌาน ทำกสิณไฟให้ปรากฏในกาย ในขณะที่อยู่ในองค์ฌาน อยู่ในสมาธิก็จะไม่รู้สึกหนาว เหมือนอย่างครั้งหนึ่งที่ท่านไปอยู่ในน้ำ สอนวิชา "สมาธิพระโพธิสัตว์" ให้กับเณร บริเวณรอบๆ กายของท่านจะมีน้ำอุ่นอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่อากาศหนาวและน้ำเย็นมาก

ท่านจึงบอกให้พวกเราเจริญสติ รู้ตัวก็ลุกขึ้นมา หายใจเข้าลึกๆ ขังลมไว้ แล้วนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ความร้อนมันจะปรากฏขึ้นในกาย เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ นอนขดอยู่ในกลดมากๆ จะหนาวเหน็บเข้าไปจนถึงขั้นเจ็บกระดูก ต่อมทอมซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ เพราะอากาศเปลี่ยนเร็วมาก จะทำให้สุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยได้ง่าย แล้วท่านก็ให้พวกเราไปทดลองฝึกดูเอาเอง จะได้อยู่อย่างไม่ต้องหวาดกลัวต่อภัยรอบตัว

การสร้างเตโชธาตุ

เรื่องราวเกี่ยวกับการเอาชนะความหนาวของลามะธิเบต ผมได้ศึกษาค้นคว้า พบว่า ที่ธิเบตมีวิธีการฝึกเพื่อเอาชนะความหนาวที่แปลก พิสดาร โหด เนื่องจากเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปว่า ประเทศธิเบตเป็นดินแดนแห่งความหนาวเย็น อากาศหนาวตลอดปี เขตที่หิมะจะหยุดนั้นมีเพียงเล็กน้อย ที่อยู่ของมนุษย์ก็อยู่ในระยะสูงตั้งแต่ ๓,๐๐๐ ถึง ๘,๐๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล ชีวิตในธิเบตเป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้กับความหนาวอย่างแท้จริง คนธรรมดาต้องใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกายอย่างหนา ซึ่งทอหรือทำด้วยขนสัตว์ แต่บรรดาพวกลามะใช้ผ้าอย่างบางๆ แล้วก็ทนหนาวได้อย่างแปลกประหลาด ซึ่งคนปกติแม้แต่คนเมืองหนาวยังต้องใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกายอย่างมากเพื่อป้องกันความหนาว เพราะความหนาวสามารถทำให้คนตายได้ง่ายๆ ด้วยโรคที่เรียกว่าปอดชื้น ปอดบวม หรือไข้หวัดอย่างร้ายแรง

แต่พวกลามะในธิเบตกลับห่มแค่ผ้าเหลืองบางๆ ธรรมดา และสามารถทนหนาวได้ ยิ่งเป็นลามะที่มีความสามารถเรียนรู้ฝึกฝนตามวิธีการของธิเบตด้วยแล้ว แม้ในเวลาหนาวจัดที่หิมะตก น้ำในลำธารเป็นน้ำแข็ง ก็เกือบจะไม่ต้องการเครื่องปกคลุมร่างกายแต่อย่างใด และไม่ได้ปกคลุมร่างกายยิ่งไปกว่าที่ใช้อยู่ตามธรรมดาในฤดูที่มีความอบอุ่น ทั้งนี้เพราะเหตุว่าบรรดาลามะได้เล่าเรียนศึกษาในทางสร้างเตโชธาตุมาไม่มากก็น้อย

ทางหลักวิชาเขาอธิบายไว้ว่า ในร่างกายของมนุษย์เรานั้น ธรรมชาติได้ให้ความอบอุ่นมาเพียงพอ ได้ให้เตโชธาตุมาในตัวแล้ว เพียงแต่ทำให้เตโชธาตุนั้นมีกำลังแรงขึ้นเหมือนใส่เชื้อเพลิงให้เพลิงลุกแรงขึ้น ความอบอุ่นในร่างกายก็จะมีมากพอสำหรับต่อสู้ความหนาวได้ ในร่างกายของมนุษย์มีพลังที่ซ่อนอยู่ มนุษย์เพียงแต่รู้วิชาที่จะปลุกเอาพลังที่หลับอยู่ขึ้นมาใช้เท่านั้น ก็สามารถจะทำสิ่งซึ่งมนุษย์ทั่วไปเห็นเป็นความมหัศจรรย์ แต่ไม่ใช่ความมหัศจรรย์โดยธรรมชาติ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นไปตามธรรมชาตินั่นเอง

หลักวิชาอย่างนี้ตรงกับหลักจิตวิทยาที่รับรองทั่วไป ทั้งในธิเบต ในอินเดีย และในที่อื่นๆ ซึ่งการสร้างเตโชธาตุเป็นวิทยาการที่พิสูจน์ได้ เป็นวิทยาศาสตร์ อย่างน้อยก็ทำให้ทนหนาวได้ โดยไม่เป็นหวัด ไม่ป่วยไข้ ไม่สั่นสะท้าน รู้สึกอบอุ่นแม้มีเพียงเครื่องปกคลุมร่างกายเพียงเล็กน้อย ในขณะที่อากาศหนาวจัดจนเป็นน้ำแข็ง ผู้ที่ได้ฝึกฝนตามวิธีการอย่างครบถ้วนแล้ว สามารถจะยืนหยัดหรือนั่งอยู่กลางหิมะ โดยเปลือยกายอยู่ตลอดคืนได้ ยิ่งกว่านั้นลามะชั้นอาจารย์ที่เก่งๆ สามารถนั่งภาวนาเป่าหญ้าแห้งอยู่ประเดี๋ยวหนึ่งก็มีไฟลุกโพลงขึ้นมาได้!!

วิธีการฝึกนั้น เป็นไปตามหลักวิทยาการ เป็นเรื่องจิตศาสตร์โดยแท้ เป็นวิธีที่ใกล้หลักพระพุทธศาสนายิ่งกว่าเรื่องอื่นๆ วิธีของธิเบตนั้นไม่มีวิธีที่ค่อยทำค่อยไป พอเริ่มต้นก็ทำอย่างหักโหมร้ายแรง สู้ไม่ได้ก็ตายไป ถ้าสู้ได้ก็เป็นอันฝึกฝนได้สำเร็จ ก่อนลงมือทำการฝึกหัด อาจารย์จะให้ท่องมนต์ก่อน มนต์นั้นมีใจความว่า เราเป็นผู้ไม่กลัว เราใช้หนี้หมดแล้ว เราเสียสละแล้ว เรามีความสุข อยู่ในความวิเวก ไม่ต้องการคบหาใคร นอกจากแผ่นดินและท้องฟ้า เราเชื่อว่าพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ให้สิ่งที่ป้องกันความหนาวไว้แก่เรา หิมะเป็นของสวยงาม ความหนาวเป็นเครื่องให้ความสุขแก่มนุษย์ ลมที่พัดพาเอาความเย็นแทรกซึมเข้าไปในกระดูกได้นั้นเป็นไปโดยธรรมชาติ ผู้มีปัญญาสามารถ ย่อมจะรับเอาสิ่งที่ดีจากของเหล่านั้นไว้ในตัว ไม่รับเอาสิ่งที่ร้าย

การฝึกครั้งแรก คือให้ลงไปอาบน้ำในเวลากลางคืนในแม่น้ำที่เย็นเป็นน้ำแข็ง ห้ามเช็ดตัว ห้ามห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าหนา แล้วให้นั่งภาวนาคาถา ก็จะเกิดความอบอุ่นขึ้นในร่างกายหากเราสังเกตมันได้ ซึ่งอาจจะตรงกับหลักจิตวิทยาโดยทั่วไปว่าในร่างกายของมนุษย์เรานั้น ถ้ามีความจำเป็นจะต้องต่อสู้กับความร้ายแรงในทางหนึ่งทางใด กำลังใจที่จะต่อสู้ในทางนั้น ซึ่งหลับอยู่ในตัว ก็ลุกขึ้นต่อสู้ความหนาว เราจะใช้เวลาที่อยู่ในน้ำได้มากอย่างที่ไม่นึกว่าจะทำได้ และพอขึ้นมาจากน้ำก็รู้สึกว่ามีไอน้ำออกทั่วตัว ซึ่งแสดงว่าเตโชธาตุได้ลุกขึ้นทำการต่อสู้กับความหนาวเย็นอย่างมาก

ภายหลังที่ขึ้นจากน้ำ ห้ามคลุมผ้าที่ทำด้วยขนสัตว์ ห้ามผิงไฟ ให้นั่งนิ่งภาวนาให้นานที่สุด (ต่อสู้กับลมหนาวด้วย) วิธีการนั่งภาวนาสามารถนั่งขัดสมาธิแบบที่เรารู้จักก็ได้ หรือว่านั่งบนที่ที่ยกชั้นขึ้นห้อยขาลง มือทั้งสองพาดที่เข่า แต่ว่าให้เอาหัวแม่มือและนิ้วนางงอเข้า ส่วนนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วก้อยให้เหยียดออก (แบบท่าพระโพธิสัตว์)

ซึ่งวิธีการนั่งภาวนานี้เป็นมหาสติปัฏฐานโดยแท้ เพราะว่าให้พิจารณาลมหายใจเข้าออก แต่วิธีการ เคล็ดลับการฝึกที่ละเอียดนอกไปจากสติปัฏฐานที่เรารู้จักกันอยู่ในเมืองไทยนั้นก็คือ เวลาหายใจออกให้ขับอติมานะ ความเย่อหยิ่ง ความโกรธ ความพยาบาท ความอยากได้ และความเกียจคร้านออกไปพร้อมกับลมหายใจ เวลาหายใจเข้าให้นึกถึงพระพุทธคุณ และพระคุณของพระเจ้า ๕ พระองค์ ให้เอาอารมณ์ออกไปในเวลาหายใจออก ให้คิดเอาพุทธคุณเข้าในตัวเวลาหายใจเข้า

เมื่อทำสติปัฏฐานเกี่ยวกับลมหายใจได้แน่วแน่แล้ว จึงทำการปฏิบัติอีกขั้นซึ่งมี ๒ ขั้นตอนคือ

ขั้นแรกเรียกว่า "รามา" คือให้สร้างมโนภาพว่าในท้องเรานั้นมีดอกบัวดอกหนึ่ง อยู่ตรงสะดือของเรา ดอกบัวนั้นมีความร้อนแรงและแสงสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ ให้สร้างมโนภาพให้ชัดว่าดอกบัวอยู่ในท้อง เป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ มีทั้งแสงและความร้อน ที่จะแผ่ซาบซ่าน กระจายความอบอุ่นไปทั่วร่างกาย

ขั้นที่สองเรียกว่า "อุมา" ให้นึกสร้างเส้นประสาทใหม่ขึ้นในตัวเรา ๓ เส้น เส้นหนึ่งแล่นตั้งแต่ปลายเท้าขวาไปถึงปลายมือขวา เส้นที่สองแล่นตั้งแต่ปลายเท้าซ้ายขึ้นไปถึงปลายมือซ้าย เส้นที่สามแล่นกลางตัวขึ้นไปจนถึงศีรษะ ให้สร้างมโนคติเห็นเส้นประสาทเหล่านี้เป็นเหมือนสายฟ้า ที่มีไฟสีขาวเริงแรงอยู่ตลอดเส้น และเปลี่ยนขนาดเรื่อยไป ในขั้นแรกให้เห็นขนาดเท่าเส้นผม ต่อไปให้โตขึ้นเท่านิ้วก้อย เท่าแขน และลุกโพลงไปทั่วตัวแล้วก็กลับเล็กลง คือกลับเล็กเท่าแขน เท่านิ้วก้อยเท่าเส้นผม! ซึ่งเป็นวิธีการอย่างที่เรียกว่าอนุโลม-ปฏิโลม คือ เดินหน้าและถอยหลัง อย่างวิธีกัมมัฏฐานของไทย ทำกลับไปกลับมาอย่างนี้ให้ได้ภาพที่แน่นอนแล้ว ก็จบลงด้วยการเห็นสายไฟนั้นดับ ให้เรารู้สึกตกอยู่ในความมืด อยู่ในที่ว่างเปล่าของจักรวาล สงบนิ่งในอารมณ์นั้น

วิธีการทางธิเบตเป็นที่เลื่อมใสแก่พวกนักศึกษา โยคะหรือพวกโยคีในอินเดีย จนมาขอร่ำเรียนศึกษา ซึ่งก็มีโยคีที่เก่งคนหนึ่งของอินเดีย ชื่อนโรทะ มีความรู้ทางลัทธิโยคีมาอยู่แล้ว ได้ไปศึกษาเพิ่มเติมตามวิธีการของธิเบต และได้รับการรับรองจากคนเก่งๆ ในธิเบต ว่าเป็นผู้สามารถสร้างความมหัศจรรย์ได้ในเรื่องเตโชธาตุ สามารถทำให้ไฟลุกขึ้นที่ไหนก็ได้

เรื่องการสร้างเตโชธาตุนี้ มีคนเรียนกันมาก เมื่อมีผู้ที่เรียนรู้กันมาก หลากหลายอาจารย์ บางครั้งมักจะจัดให้มีการแข่งขันลองวิชา ลองความศักดิ์สิทธิ์ วิธีการทดลองก็คือ เอาผ้าคลุมตัวลงไปในน้ำในลำธารหรือในแอ่งซึ่งเย็นเยือกเป็นน้ำแข็ง หรือขุดหลุมหิมะแล้วลงไปแช่ เมื่อลงไปในน้ำหรือในหิมะนานพอที่แน่ใจว่าผ้าเปียกแล้ว ผู้ที่เป็นกรรมการควบคุมก็เรียกตัวขึ้นมา ให้นั่งอยู่ทั้งๆ ที่มีผ้าคลุมเปียกอย่างนั้น จนกว่าผ้าจะแห้งไปเองด้วยความอบอุ่นในตัวคน โดยตัดสินแพ้ชนะกันที่ว่าใครทำได้มากครั้งกว่า คือหมายความว่า มีความร้อนในตัวมากกว่า ทำให้ผ้าแห้งเร็วกว่า


อริยกันตศีล

ภายหลังทำวัตรเย็นนั้น หลวงปู่ยังได้พูดถึง อริยกันตศีล คือศีลที่พระอริยเจ้าชอบใจ คือการรักษาศีลภายในออกมาข้างนอก หรือก็คือการที่มีความสำรวมสังวรระวัง มีใจที่คิดจะสำรวมสังวรระวังกาย วาจาและใจ คือผู้ที่ควรต่อการเจริญศีล ไม่ต้องพูดถึงคำว่ารักษาศีล เพราะเขารักษาผ่านมาแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของการทำศีลนั้นให้เจริญ เพราะฉะนั้นคนที่มีความสำรวมสังวรระวัง เป็นผู้เจริญในศีลนั้น กิริยาอาการแสดงออกจะละเอียดอ่อนละเมียดละไม ผู้มีปัญญามองออกว่าท่านผู้นี้รักษาศีล เจริญศีล ตั้งมั่นในศีล มีสติมั่นคง มีญาณปัญญาหยั่งรู้ คือรู้สภาวะตามอาการที่เป็นอยู่ อย่างนี้จึงเรียกว่าผู้เจริญศีล และก็เป็นศีลของพระอริยเจ้าที่ชอบใจ เรียกว่า "อริยกันตศีล"

ท่านยังเน้นย้ำให้พวกเราเข้าใจคำว่า "มหาสติปัฏฐาน" มหา แปลว่าใหญ่ ดังนั้นจึงหมายถึง สติปัฏฐานที่มีความเป็นใหญ่ ใหญ่ต่อการกระทำพูดคิด คือ ซึมสิงไปทุกอณูของลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่มีเฉพาะบางเวลา บางขณะ บางโอกาส แต่ถ้าไม่มีมหาสติปัฏฐาน ก็จะกลายเป็นคนที่ถูกฉุดกระชากลากไป ตามกระบวนการปรุงของจิตวิญญาณและอารมณ์ ท่านจึงบอกว่าเหตุผลที่ยังไม่พาพวกเราเข้าไปสู่ป่าลึกหรือยังไม่ได้เข้าไปสู่ลำอีซู เพราะท่านอยากให้พวกเราเตรียมพร้อมมากกว่านี้ แล้ววันนี้ท่านได้เห็นว่า พวกเรามีความสำรวมสังวรระวังพอสมควร แต่ถ้าปล่อยให้อยู่ในป่าคนเดียวลำพัง คงจะเอาตัวให้รอดยาก ถ้าไปกันเป็นหมู่ๆ ก็พอจะไปได้

การเอาตัวรอด คือ ไม่หวาดผวา ไม่สะดุ้งกลัว ไม่หวาดหวั่น ไม่เกรง ไม่ขนลุก ไม่ขนพองสยองเกล้า ต่ออาการและกิริยาอาการต่างๆ ที่เป็นสภาพแวดล้อมตัวเรา ถ้าเป็นอย่างนี้ถือว่าเราอยู่รอด เป็นผู้เอาตัวรอด แต่ถ้าเรายังหวาดผวา สะดุ้ง หวั่นหวาด หวั่นกลัว เกรงกลัว ต่ออาการและกิริยาที่เป็นสภาพแวดล้อมตัวเราอยู่ อย่างนี้ถือว่าเอาตัวไม่รอด ถ้าเอาตัวไม่รอดก็ต้องอาศัยพึ่งพิงอิงแอบคนอื่น สิ่งอื่น เรื่องอื่นหรือเครื่องอยู่ชนิดอื่นๆ ความหมายของความอยู่รอด ที่หลวงปู่อยากจะให้พวกเรารู้ เข้าใจก็คือ มีสติทุกขณะทุกโอกาส แล้วไม่ว่าจะทำ พูด คิด มันจะเป็นเรื่องดีมีสาระตลอด แล้วเราจะละเอียดอ่อนละเมียดละไมต่อการทำ พูด คิดนั้น

มหาสติปัฏฐานทำให้เรามีศักยภาพ เพิ่มพูนสมรรถนะในการเจริญดำรงชีวิต เรื่องที่ทำพูดคิดจึงเป็นเรื่องถูกต้อง ถูกตรงและก็มีสาระประโยชน์สูงสุด คนที่เจริญมหาสติปัฏฐานก็คือคนที่ได้กำไรในการดำรงชีวิต คนที่มีเครื่องอยู่แห่งสติ หรือมีสติปัฏฐานเป็นเครื่องอยู่ คือคนที่มีชีวิตอยู่ในชัยชนะตลอดกาล ผู้มีชัยชนะในชีวิตโดยไม่มีความพ่ายแพ้ หรือความพลาดพลั้ง ก็คือผู้ที่เจริญมหาสติปัฏฐาน