ในพระไตรปิฎก พระสารีบุตรได้กล่าวไว้เป็นเบื้องต้นในการปฏิบัติธรรมว่า เครื่องอุปการะของสัตว์ทั้งปวง ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่เท่ากับสติ ท่านเปรียบสติเอาไว้ดั่งบิดามารดาที่เลี้ยงดูบุตร สัมปชัญญะเหมือนกับบุตรที่เจริญเติบโต งอกงามไพบูลย์ ทั้งสติและสัมปชัญญะจึงเป็นบิดามารดาเกิดแห่งบุตร คือบิดามารดาเกิดแห่งสรรพสัตว์ นอกจากให้กำเนิดกายแล้ว ก็ยังเลี้ยงดูให้เจริญเติบโต แล้วยังชี้ทางสว่างให้ และให้ทรัพย์สมบัติในที่สุด

สู่ป่าลำอีซู

เมื่ออยู่ธุดงคสถาน ๒ วันพวกเราก็ออกเดินทางธุดงค์ต่อไปยังป่าลำอีซู จุดหมายนั้นผมยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นที่ไหน และหนทางที่จะไปยังจุดหมายนั้นก็ไม่รู้ว่าไปอย่างไร การเดินทางครั้งนี้มีการแบ่งกลุ่มกันเดินไปเป็นกลุ่ม โดยมีพระพี่เลี้ยงเดินนำ พวกเราเดินออกจากธุดงคสถานซึ่งเป็นพื้นที่ที่ดูจะอุดมสมบูรณ์กว่าพื้นที่รอบๆ มาก ผ่านไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย เดินไปตามทางผ่านภูเขาลูกเล็กลูกน้อย พอสุดทางรถก็เป็นลำธาร ที่ไหลมาจากยอดเขา น้ำในลำธารเย็น ใสสะอาดมาก และบางแห่งเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ มีต้นมอส เฟิร์น ขึ้นเต็มไปหมด ดูเขียวสดใส

กลุ่มของพวกผมประมาณสิบกว่าคนเดินทางออกเป็นกลุ่มแรก โดยมีหลวงพี่สนธ์นำ พวกเราคิดว่าเดินกันแบบสบายๆยังไงก็ถึง อีกทั้งหลวงพี่ก็บอกว่าเคยไปยังน้ำตกที่หลวงปู่ให้พวกเราไปนี้ แต่ว่าการเดินทางแต่ละครั้งไม่ได้จดจำหนทางว่าไปทางไหน ดูตามแต่สถานการณ์ไป ที่นี้พวกเราชักไม่แน่ใจแล้วว่าหลวงพี่สนธ์จะเล่นมุขไหนอีก เพราะช่วงที่อยู่วัดอ้อน้อย ท่านเคยเล่าเรื่องประสบการณ์การธุดงค์ของท่านไว้ว่า สมัยก่อนหลวงปู่เคยให้พระในวัดอ้อน้อยมาธุดงค์แถวนี้โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งไป "หุบเขามรณะ" อีกกลุ่มคือกลุ่มหลวงพี่สนธ์ไปที่มะม่วง ๓ ต้น ซึ่งหลวงพี่ก็ตามหากันจนไปหลงในป่าเสียตั้งนาน อีกทั้งเป็นเวลากลางคืนด้วย

แล้วในวันนี้หลวงพี่สนธ์ก็สร้างชื่ออีกครั้งด้วยการพาพวกเราเดินไปผิดทางจากทางแยกที่ต้องไปทางซ้าย แต่กลับเดินไปทางขวา ยิ่งเดินไปยิ่งรู้สึกว่ามันไกลมาก อีกทั้งของที่นำมาด้วยก็รู้สึกหนักมากขึ้นทุกที พอดีมีชาวบ้านผ่านมาแถวนั้น เราจึงถามว่าทางที่เราเดินนี้ไปถึงไหน เขาก็บอกว่าไปสู่เหมือง และถ้าเดินผ่านเหมืองเข้าไปข้างในอีก จะถึงสถานที่ที่เรียกว่า "หุบเขามรณะ"

(รายละเอียด ความลึกลับ อาถรรพ์เกี่ยวกับ "หุบเขามรณะ" หากมีรายละเอียดมากกว่านี้คงจะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป)

เมื่อพวกเราชักไม่แน่ใจในหนทางที่จะไปแล้ว จึงปรึกษากัน แล้วตัดสินใจย้อนกลับมาทางเดิม มาเริ่มต้นใหม่ที่ลำธารอีกครั้ง คราวนี้เดินทางสะดวกมากขึ้น เพราะอาศัยแกะรอยเก่าของภิกษุกลุ่มอื่นที่เดินล้ำหน้าเรา สุดท้ายเราก็เดินเข้าป่าใหญ่ ที่มีต้นไม้ใหญ่มากมาย พอเข้าสู่ป่าไผ่ ก็ได้ยินเสียงน้ำ จึงรู้แน่ว่าเรามาถูกทางแล้ว พอมาถึงเราจึงเดินขึ้นไปยังจุดที่แบ่งกันพักอาศัย กลุ่มของพวกผมขึ้นไปอยู่ข้างบนสุดของน้ำตก รองลงมาจากหลวงปู่ จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันหาสถานที่ปักกลด

ทุ่งนามอญ

ตอนค่ำของวันแรกที่มาปักกลดที่น้ำตก หลวงปู่บอกให้พวกเรามารวมกันที่ลานหินกว้างริมน้ำตก ใกล้ๆ กับกลดของท่าน ท่านถามพวกเราด้วยความเป็นห่วง ในเรื่องความเป็นอยู่ต่างๆ ท่านบอกว่า ที่ในป่านี้คงไม่สะดวกเหมือนอยู่ที่ธุดงคสถาน แล้วท่านก็เล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า สมัยก่อนที่ท่านมาอยู่ ตรงมะม่วง ๓ ต้น (บริเวณที่ท่านปักกลดอยู่) ท่านไปเดินบิณฑบาตที่หมู่บ้านข้างล่าง ออกจากป่าประมาณตีสี่ครึ่ง ถึงหมู่บ้านข้างล่างประมาณหกโมงครึ่ง กลับมาพอดีฉัน เก้าโมงกว่า สิบโมง

ท่านได้พูดถึงความหมายของการมาธุดงค์ที่แห่งนี้ว่า ไม่ได้มาเพื่อพักผ่อน แต่มาซึมซับบรรยากาศรอบข้าง ความสงบแห่งป่า ความเปลี่ยนแปลงของอากาศรอบตัวเรา และความเย็นของน้ำ ซึ่งจะมีส่วนทำให้จิตใจของเราปล่อยวาง ให้ละโลภ โกรธ หลง ลงไปได้บ้าง หากเรารู้จักที่จะซึมซับ ดูดดื่ม ต่อสิ่งที่อยู่รอบกายเรา ที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งมันเป็นยารักษาโรคได้ชนิดหนึ่ง โรคที่ท่านพูดถึงคือ โรคโกรธ โลภ หลง ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาภายในกายของมนุษย์ ซึ่งมันแก้ไขด้วยธรรมชาติบำบัด โดยเราจะเห็นได้ว่าคนที่เป็นโรคเครียด สมองมึนตึงตลอดเวลา ถ้ามาอยู่ในสภาพอย่างนี้ จิตใจก็จะคล้อยตามกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจะทำให้เราปล่อยวางอะไรต่างๆ ได้เยอะ

จากนั้นท่านจึงบอกให้พวกเราได้ทราบว่า บริเวณที่เราอยู่ตรงต้นน้ำตกนี้ ถ้าข้ามเขาลูกที่เราอยู่ไปสักประมาณ ๘-๙ ลูก ก็จะถึง "ทุ่งนามอญ" ซึ่งอยู่ห่างประมาณ ๙๐ กิโลเมตร (ป่า) ทุ่งนามอญนี้เป็นที่อยู่ของพวกมอญเก่า สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยถูกต้อนเข้ามาในสมัยนั้น และเป็นที่อยู่ของชาวมอญหมู่บ้านใหญ่ แต่ตอนหลังเกิดโรคระบาด ทำให้คนในหมู่บ้านล้มตายกันหมด พอตายแล้วก็ถูกหมอผีกักขังดวงวิญญาณเอาไว้ในทุ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งท่านได้เคยเดินทางไปช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณให้กับชาวมอญเหล่านั้นเมื่อในอดีต (มีการเขียนกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณแห่งศิษย์พุทธะ) บริเวณนั้นมีลานเจดีย์ของช้าง พื้นที่ประมาณ ๕-๖ ไร่ โดยช้างมาก่อเจดีย์เป็นภูเขาลูกย่อมๆ สูงศอกกว่าๆ ทุกวันพระ ๑๕ ค่ำช้างจะออกมาจากป่า เอางวงมาจัดหินกองเป็นเจดีย์ บูชาพระโพธิสัตว์ หลวงปู่บอกว่าถ้าพวกเราเดินทางไปกันทั้งหมดตอนนี้คงลำบาก เพราะที่นั่นจะกันดาร เนื่องด้วยแหล่งน้ำมีอยู่ที่เดียวคือในทุ่งและต้องขุดหลุมลึกลงไปสัก ๒ ศอก ถึงจะนำมาใช้ได้ ดังนั้นท่านจึงยังไม่พาพวกเราเข้าไปในป่าลึกกว่านี้อีก ให้อยู่ฝึกสติ ที่บริเวณป่าต้นน้ำของน้ำตกลำอีซูแห่งนี้

วิญญาณแห่งธรรมชาติ

หลวงปู่ได้ให้พวกเราสำรวจดูอารมณ์จิตตัวเอง ในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งมีข้อที่ว่าด้วยกาย เวทนา จิต และธรรม การสำรวจดูอารมณ์จิตตัวเองนี้จัดอยู่ในข้อที่ว่าด้วยจิต ว่ามีสภาพอะไรที่เกิดขึ้นในจิตเราบ้างในขณะที่เรากำลังมาอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติ และกลิ่นอายของน้ำตก ภูเขา ป่าไม้ ท่านบอกให้พวกเรารับรู้ถึงสภาพ สภาวะที่เกิดขึ้นในจิต ว่ามีอารมณ์ใดปรากฏบ้าง มีความสงบตั้งมั่น ไม่โยกโคน ทะยานอยาก ไม่สั่นคลอน เมื่อกายมาอยู่ในป่า ใจก็ต้องอยู่ที่เดียวกับกาย หากไม่เป็นเช่นนี้ แสดงว่า ไม่ใช่นักบวช ไม่ใช่สมณะ พวกเรากำลังจะโดนกักขัง วิญญาณกำลังจะโดนจองจำ เมื่อกายอยู่ที่ป่าเขา อยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติ ใจต้องอยู่ในป่าด้วย แล้วก็รับรู้สภาพ สภาวะรอบๆ ตัว ด้วยความดูดดื่ม ดื่มด่ำ ด้วยความรู้สึกซึมซาบ แล้วจะสัมผัสได้ถึงวิญญาณแห่งธรรมชาติ

ท่านบอกว่าเมื่อใดเรามีจิตสงบเท่ากับที่ป่ามีอยู่แล้ว เราก็จะรู้จักวิญญาณของธรรมชาติ วิญญาณของผีโป่ง วิญญาณของผีป่า วิญญาณของเจ้าภูเขา วิญญาณของเจ้าที่เจ้าทาง วิญญาณของสัตว์ที่ตายทับถมกัน ศพแล้วศพเล่า ที่อยู่รอบๆที่เราอยู่อาศัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นวิญญาณของธรรมชาติ ถ้ามีจิตสงบพร้อมและพอ ก็จะรับรู้ความเป็นไป และความโยกโคนสั่นไหวของวิญญาณเหล่านั้นได้ ว่ามันเป็นเพื่อนเรา เป็นเพื่อนบอกเป็นเพื่อนคุย เป็นเพื่อนเตือนภัย และก็เป็นมหามิตรอันยิ่งใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดต่อเรา ถ้าเราทรยศ เป็นกบฎต่ออุดมการณ์ของชีวิตสมณะ นักบวช พระ และทำชีวิตให้ไม่ชอบมาพากล

ความหมายของการรับรู้ถึงวิญญาณแห่งธรรมชาตินั้น ท่านบอกว่าเป็นหนึ่งในวิชาของ มหาสติปัฏฐาน ข้อที่ว่าพิจารณา "จิตในจิต" คือ การสำรวจดูความรู้สึกที่อยู่ในจิตเรา ว่าจิตมีความสันติ สงบ หรือไม่ เพราะการที่มาอยู่ในป่า ไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะธรรมชาติรอบกายไม่ได้ปรุงแต่งให้เรามีอะไร เมื่อไม่มีอะไรน่าปรุงแต่ง จิตก็จะสงบไปเอง เพราะไม่มีแสง เสียง สี อะไรมากมาย จะมีก็เพียงกลิ่นอายของธรรมชาติ ดอกไม้ ใบหญ้า กล้วยไม้ป่า เสียงสายลม น้ำไหล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ปรุงให้จิตกำเริบ ไม่ได้ทำให้เกิดกิเลส ตัณหา และ อุปาทานใดๆ และถ้าเราอยู่อย่างนี้ กระแสของธรรมชาติ และไออุ่นของธรรมชาติ มันจะไหลซึมซับ เข้ามาในจิตวิญญาณได้ตลอดเวลา เราจะเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดี สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง สง่างาม ได้ทุกกาล ทุกสมัย

เวลาที่หลวงปู่เหนื่อยๆ เพลียๆ ท่านบอกว่ามักจะหลบมาอยู่บริเวณป่านี้ หรือไม่ก็ไปหาที่อยู่ที่พวกเราไม่เคยไป ซึ่งมันจะทำให้ท่านหายเหนื่อย หายเพลีย ได้อย่างพริบตา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจิตวิญญาณธรรมชาติ เป็นกระแสของความรักความอบอุ่น ความเมตตา จากธรรมชาติที่ให้เรา สิ่งสำคัญคือ เราต้องสามารถทำใจให้รับรู้ รับสัมผัส พิสูจน์ทราบ ถึงกลิ่นอายและวิญญาณของธรรมชาติเหล่านั้นให้ได้ วิญญาณธรรมชาติเหล่านี้รวมไปถึงเหล่า ผีห่า ซาตาน มารและยักษ์ร้ายที่คอยจ้องกัดกินเรา ถ้าเราทำตัวเหลวไหล เลวร้าย และยังรวมไปถึง "พระโพธิสัตว์" ผู้ยิ่งใหญ่ที่คอยโอบอุ้ม และให้ความเมตตาดูแลความสุข ทุกข์แก่เรา ให้ความช่วยเหลือ เกื้อกูลแก่เรา

ดังนั้นหลวงปู่จึงเน้นย้ำให้พวกเรา พยายามทำจิตให้สงบ ให้สติตั้งมั่นอยู่เฉพาะหน้า อย่าฟุ้งซ่าน อย่าหงุดหงิด รำคาญ ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะว่าความเมตตาในวิญญาณแห่งธรรมชาติ พร้อมที่จะสัมผัส สัมพันธภาพกับเรา และกับทุกคนที่เข้ามาอยู่ในป่าด้วยความอารีและเมตตา ที่สำคัญคือ เราจะรับรู้สัมผัส สัมพันธภาพ กับสิ่งเหล่านี้ได้แค่ไหน

การสังเกตหนทาง

หลวงปู่เตือนพวกเราไว้ว่า ทางป่า ทางเมือง ทางถนน ทางน้ำ มันคนละทางกัน อยู่ในป่าต้องใช้มหาสติอย่างยิ่ง ท่านได้บอกวิธีสังเกตหนทางไว้ว่า อันดับแรกต้องสังเกต "กลิ่น" ต้นไม้แต่ละต้นจะมีกลิ่นเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน เราอยู่ใกล้ต้นไม้ไหนจงรู้จักที่จะสูดดมต้นไม้รอบๆ กาย อันดับต่อมาคือสังเกต "ทิศ" เราปักกลดอยู่ในทิศไหน แล้วเดินออกมาจากทิศไหน จะเดินตรงไปสู่ทิศไหนต้องรู้จักสังเกตทิศให้ดี อันดับต่อมาต้องรู้จัก "ก้อนหินและแผ่นดิน" หินมีรูปร่างไม่เหมือนกัน มันหินเหมือนกัน แต่รูปร่างลักษณะไม่เหมือนกัน เวลากลางคืนตอนเดินกลับไปกลดต้องมองรอบๆ ตัวว่า กำลังอยู่ในทำเล ตำแหน่ง และสภาพแวดล้อมเช่นไร ถ้ามีมหาสติ ก็จะรู้ว่า เดินผิดหรือเดินถูก เข้ากลดผิดหรือถูก เพราะว่าดินมันมีกลิ่นไม่เหมือนกัน ดินที่โดนแดด กับดินที่ไม่โดนแดด ดินที่อยู่ใกล้ความชื้น หรือดินที่อยู่ไกลความชื้น นอกจากนั้นยังมีกลิ่นดอกไม้ ทิศทางลม สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนให้เรารู้ว่า เรากำลังเดินหลงทาง หรือถูกทาง

นั่นคือการที่จะรู้สิ่งเหล่านี้ละเอียดอ่อนได้ดีมากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ว่ามี "สติ" มากน้อยแค่ไหน เวลาเดิน เวลาอยู่ ต้องรู้จักสังเกตสิ่งแวดล้อมเอาไว้ ต้องสัมผัสอากาศรอบกายให้รู้ โดยสังเกตได้ว่าเวลาเข้าไปสู่ป่าลึก ป่าทึบ มันจะเย็นฉ่ำ เวลาออกมาสู่ป่าโปร่ง อากาศจะเย็นแต่ไม่ฉ่ำ ออกมาสู่ป่าพุ่มเตี้ย ป่าที่มันสูญสภาพแล้ว จะกลายเป็นร้อนอบอ้าวแต่ก็ยังมีลม สภาพอากาศรอบตัวเรานั้น ต่างที่ก็จะไม่เหมือนกัน

ท่านเคยเขียนหนังสือเรื่องหนึ่งเอาไว้คือ "การบรรลุในทวารทั้ง ๖" นั่นคือ การใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสรับทราบ ถึงสิ่งแวดล้อม รอบๆ ตัวเราได้อย่างละเอียดหมดจด และถ้าฝึกได้ถึงขั้น เราก็จะเดินป่าโดยไม่ต้องอาศัยไฟฉาย (อย่างเช่นหลวงปู่) เพราะเราจะคุ้นเคยกับป่าเหมือนกับบ้านเรา และคืนนั้นก่อนที่พวกเราจะกลับไปพักผ่อน ฝึกสติกันที่กลด อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ หนาวมากกว่าที่ธุดงคสถานเสียอีก หลวงปู่เตือนว่าพยายามอย่ากลัวหนาวเวลาจะอาบน้ำในลำธาร ถ้ากลัวหนาวจะเป็นไข้ อยู่ที่กำลังใจ เมื่อใจดี "ปราณ" จะสร้างพลังต่อต้านและไฟในกายจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความหนาวเหน็บ แต่ถ้าใจไม่ดี เอานิ้วแหย่แล้วสะดุ้ง ก็อย่าไปอาบเพราะมันจะเป็นไข้ จะหนาวเหน็บไปถึงทรวงอก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่กำลังใจ อยู่ที่หัวใจ คือ ต้องมีสติ ระลึกรู้มัน เห็นแต่กระดูก แล้วไม่มีเนื้อหนังติดในตัว ก็จะไม่หนาว

ท่านยังกำชับด้วยว่าอย่าลืมภาวนาในใจก่อนนอนว่า "ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข" แล้วให้นึกถึงโครงกระดูกอย่างเดียวพอ ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราเจริญสติ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นมาร ทำลายสติ หรือทำลายเราให้พ้นจากสติที่กำลังเจริญอยู่ แม้ฟ้าจะผ่า น้ำจะท่วม ฝนจะตก ไฟจะไหม้ ผู้เจริญสติ ต้องตั้งมั่น ไม่สั่นคลอน ไม่โยกโคน สั่นไหว สะดุ้ง ผวา

รู้อย่างไรในมหาสติ

หลวงปู่บอกต่อไปว่า สิ่งที่เราต้องทำคือเจริญสติให้ตั้งมั่น ทำให้สติปรากฏชัดเฉพาะหน้า รู้ทุกอณูของอากาศสิ่งแวดล้อม กายนี้ เลือดเนื้อและชีวิตอินทรีย์ เมื่อสติปรากฏชัดมันก็จะทำหน้าที่รู้ทุกอย่างในกายตน สติเกิด สมาธิปรากฏ ปัญญาก็จะตามมา สำคัญคือหน้าที่ของเราทำอย่างไรจะให้สติมันเกิด แล้วเกิดได้ทุกขณะจิต ทุกเวลาทุกลมหายใจเข้าออก นั่นคืองานที่เราต้องทำ

และในขณะที่กำลังทำงานสำคัญนี้ ไม่ว่าฝนจะตก น้ำท่วม ไฟไหม้ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า ในขณะที่กำลังเจริญสติ ต้องไม่ให้ความสำคัญต่อมัน ต้องไม่ใส่ใจมัน แล้วต้องไม่วอกแวก ไม่เสียสติ ไม่พลาด ไม่ขาดจากการรับรู้สภาวธรรม รักษาความเป็นเอกัคคัตตา คือความเป็นหนึ่งในการรู้เฉพาะหน้า ในกรรมฐานกองใดกองหนึ่ง ไม่ให้มีอารมณ์อื่นเข้ามาวุ่นวาย ไม่ให้มีเวทนา นิมิต หรืออุปาทานใดๆ เข้ามาปรากฏ ไม่ให้มีแม้กระทั่งปีติใดๆ ที่เกิดขึ้น เพราะมันจะฉุดกระชากลากถูเราให้ล่าช้า เนิ่นช้าและไม่ให้ก้าวหน้าไป

ให้มีแต่การรับรู้ยิ่งขึ้นๆ รู้จนถึงขนาดรอบข้างเรามันมีสภาพ สภาวะใดๆ ปรากฏ รู้ถึงขนาดการเกิดของเซลล์แต่ละชนิด แต่ละตัวที่เกิดขึ้น และใช้เวลาอุบัติขึ้น ดำรงอยู่ เจริญเติบโต เปลี่ยนแปลง เสื่อมทราม และตายลง ใช้เวลากี่นาที เซลล์หนึ่งตัวอาจใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีแล้วก็ตายลง และเกิดเซลล์ชนิดใหม่ขึ้น รู้อย่างนี้เรียกว่ารู้อย่างคนเจริญสติ ไม่ใช่รู้เพียงแค่มีกระดูก ไม่ใช่รู้เพียงแค่มีโครงสร้าง มีเลือดมีเนื้อ มีลมหายใจ หรือรู้เพียงแค่มีธาตุสี่ ดินน้ำลมไฟ แล้วก็บอกว่ารู้ อย่างนั้นยังไม่ใช่ผู้รู้

การที่หลวงปู่กล่าวคำว่า "มีแค่นี้เองหรือ" ตอนอยู่ที่ธุดงคสถานนั้น ท่านได้อธิบายเพิ่มเติมว่า มันหมายถึงการที่ท่านรู้ละเอียดรู้ลึกไปถึงกระบวนการของการเกิดเซลล์แห่งกระดูกทั้งปวง ท่านป่นกระดูกจนละเอียดเป็นผุยผง ดูกระดูกเหล่านั้นว่าเกิดจากเซลล์ชนิดใด แล้วมันดับลงไปด้วยกระบวนการใด เหตุปัจจัยไม่ปรุง เซลล์เหล่านั้นก็ตายลง อย่างนี้จึงเรียกว่ารู้อย่างมหาสติ ต้องไม่เพียงแค่รู้แต่ดินน้ำลมไฟ หรือรู้ลมหายใจเฉยๆ นั่นยังไม่ถือว่าเป็นผู้รู้ในระดับมหาสติ

ท่านจึงเตือนสติพวกเราว่า อย่าไปคิดว่าทุกวันนี้เรารู้มหาสติปัฏฐาน คนรู้จริงน่ะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องจำ ทำได้ มีประโยชน์ รู้ไม่จริงจำให้ตายทำไม่ได้ก็มีแต่โทษ ซึ่งวันนั้นท่านได้นำพวกเราปฏิบัติธรรม และได้บอกว่าขอให้รู้เบื้องต้นในหลักมหาสติปัฏฐานไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพราะอย่างวิชาลมเจ็ดฐานยังต้องประกอบไปด้วยอำนาจของสติ สมาธิ และปราณ ทั้งสามอย่างนี้ต้องรวมเป็นหนึ่ง ต้องผสมผสานสอดคล้องกลมกลืน แล้วการให้ทำงานร่วมกัน ยิ่งยากใหญ่ ท่านจึงให้พวกเราเพียงแค่เจริญสติให้ได้ ทำให้มันตั้งมั่นให้ได้

มนุษย์เรามีหูขอเพียงได้ฟังเสียงลมหายใจตัวเองได้ รู้ว่าลมหายใจเข้าฟังออก หายใจออกฟังชัด มีตาขอเพียงได้เห็นลมที่เข้าและออกในจมูกของตน มีใจรู้สภาวธรรมที่เกิดดับในลมนั้น มีกายสัมผัสรู้ได้ถึงความเย็น อบอุ่น เคลื่อนไหวของลมที่เข้าและออก ศักยภาพอย่างนี้เป็นความสุดวิเศษของตา หู กายและใจ แต่ที่ผ่านมาเราเอาหูไปฟังเสียงอื่นซะมาก เอาตาไปดูเรื่องอื่นซะมาก เอาใจไปวิเคราะห์รับรู้สภาวธรรมอื่นๆ ซะเยอะ เอากายไปสัมผัสสิ่งอื่นซะมาก เลยไม่รู้ว่าภายในกายเรา ภายในชีวิตเรา มีอะไรน่าสัมผัสสัมพันธ์บ้าง เมื่อเราหลงลืมการสัมพันธ์สัมผัสภายในกายเรา เราก็เลยไม่รู้ว่า กายนี้เป็นอยู่ด้วยอะไร ต้องการอะไร แล้วก็จะดับไปด้วยวิธีการใด

ท่านจึงคอยเตือนพวกเราเสมอว่า อย่าปล่อยชีวิตให้มันหมดไปกับสิ่งเหล่านั้น จนกลายเป็นว่าเราเป็นคนหลงลืมละเมอเพ้อพก และถลาไปกับกระบวนการที่ไร้สาระ แต่ถ้ารู้ตัวก็ต้องรีบหยุดมันให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยกรรมวิธีใดๆ ไม่ว่าจะด้วยกระบวนการใดๆ เมื่อใดที่เราหยุดมันได้ เราเป็นผู้ชนะ แต่เมื่อใดที่เราหยุดมันไม่ได้ เราจะพ่ายแพ้ไม่รู้จักจบสิ้น ขอเพียงมีสักครั้งหนึ่งที่เราเคยหยุดมัน และหยุดมันได้ อีกหลายครั้งย่อมตามมา แต่ถ้าไม่มีแม้แต่หนึ่งครั้งที่จะหยุดความเหลาะแหละรวนเรฟุ้งซ่านและลื่นไหล มันจะไม่มีแม้แต่หนึ่งครั้งที่จะตามมาในการที่จะหยุดและชนะ

วิธีแก้ง่วงหงุดหงิดรำคาญ ฟุ้งซ่าน วิธีหยุด ต่างๆนั้น ท่านแนะว่า ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นลมทิ้งไว้ จนกระทั่งมันใกล้จะขาดใจตาย ทรมานมัน ห้ามมัน บอกมัน สอนมัน ถ้ามันไม่ฟังก็ต้องลงโทษด้วยวิธีอย่างที่กล่าวมานี้ เห็นท่าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องทารุณมันซะบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้กำลังใจอย่างเด็ดเดี่ยว เด็ดขาดและมั่นคง ต้องเป็นผู้กล้าพอที่จะเอาชนะมันด้วยกรรมวิธีต่างๆ พระพุทธเจ้าเรียกกรรมวิธีเหล่านี้ว่า กุศโลบาย คืออุบายที่ทำด้วยความชาญฉลาดในการที่จะกำราบจิตนี้ ความฉลาดมีอยู่กับคนทุกคน สำคัญอยู่ว่าเราจะฝึกมันให้เกิดขึ้นหรือเปล่า ถ้ารู้ตัวว่ามันลื่นไหลถลาไป ก็ต้องเตือนมัน ต้องบอก อย่าให้มันหยุดอยู่กับที่ บางทีก็ต้องทรมานมันอย่างแรงๆ และรวดเร็วฉับพลัน อย่างชนิดรู้เท่าทันต่อมัน อย่าปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอ ล้าหลังและล่าช้ามากไปนัก ใช้กำลังใจที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคง

ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันต้องได้มาจากความศรัทธาความเชื่อมั่น ความศรัทธาความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราต้องมีความเพียรความหมั่นศึกษา ความเพียรความหมั่นศึกษาจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความรัก รักที่จะทำมันบ่อยๆ มีความพอใจ เมื่อเรามีความพอใจ มีความรัก มันก็จะมีความศรัทธา ความเชื่อมั่นที่จะเอาชนะตนเอง

กายกับจิต

ตอนเย็นของวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ หลวงปู่มาสอบอารมณ์ว่าวันนี้ไปไหนมาบ้าง ท่านถามแบบนักปฏิบัติธรรมว่ามีใคร(หมายถึงจิต)ออกจากป่าจากเขาไปบ้าง หลวงปู่ได้อธิบายว่า ธรรมชาติของจิต มันไวยิ่งกว่าปรมาณู ไวยิ่งกว่าเสียงและแสง กายอยู่นี่ แต่ใจไปได้รอบทิศ มหาสติปัฏฐาน มีเรื่องที่ต้องคิดคือ กาย กับจิต ถ้าพ้นจากกายกับจิต ไม่ใช่มหาสติปัฏฐาน เรื่องที่ท่านให้พวกเราต้องฝึก ต้องดู ต้องรู้ ต้องเห็น ต้องเข้าใจ และทำให้เป็นอย่างมากๆ ก็คือ การรู้แต่กายกับจิตเท่านั้น ถ้าไม่รู้ภายในกายกับจิตนี้ ไม่ใช่มหาสติปัฏฐาน ความหมายของมหาสติปัฏฐาน คือการฝึกดูกาย แล้วฝึกดูจิต ในขณะที่ฝึกดู มันย่อมเกิดการเบื่อ เหนื่อย หน่าย เมื่อย เซ็ง เพราะเราไม่รู้ว่าการดูนั้นคืออะไร

สิ่งที่เราตั้งอกตั้งใจ จะเฝ้าดูอารมณ์ความเป็นไปของกายนี้ นี่คือการดูกาย กับดูจิต หรือไม่เราก็ดูลมหายใจ ที่เข้าและออกอย่างนี้ เรียกว่า การดูกาย และก็เป็นการฝึกสติ เป็นการเอาสติ ใช้สติดูกาย ใช้สติดูจิต การทำให้เกิดสตินั้นคือการฝึก วิธีการฝึกนั้นคือระลึกลมหายใจก็ได้ (อานาปานบรรพ) ดูโครงกระดูกของตัวเอง (วิชากระดูก) ก็ได้ หรือทำอย่างไรก็ได้ ให้อารมณ์ทั้งปวงรวมเป็นหนึ่ง ให้สติมันจับอยู่ในอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่ง หรือในอิริยาบถใด อิริยาบถหนึ่ง (อิริยาบถ และสัมปชัญญบรรพ) ขณะที่นั่ง ยืน นอน ทำ พูด หรือคิด ต้องไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ แสดงว่าเรากำลังจะมีสติ

ขณะที่เรารู้ลมหายใจเข้าออก หรือรู้โครงกระดูก รู้ความเคลื่อนไหวของกายนี้ หลวงปู่บอกว่า อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย เบาๆ อึมครึม คลุมเครือ ก็อย่าเพิ่งหยุดมัน ถ้าเรายังไม่รู้จักหน้าตาแท้ๆ ของสติ ท่านบอกให้พวกเราทำต่อไป จนกว่าจะเกิดความรู้สึกว่า รู้ชัดว่า รู้แจ้งว่า เมื่อใดที่ไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ ความคิดไม่แตกแยก ขบวนการความคิดไม่เกิด มีแต่ความรู้เฉพาะหน้าเกิดขึ้นเท่านั้น เมื่อนั้น คือ เราสามารถจับกระบวนการของสติ ให้รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้

ระหว่างที่ฟังคำสั่งสอนจากหลวงปู่ ท่านดูสภาวธรรมของพวกเราออกว่า พวกเราปฏิเสธจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ แล้วเข้าไปหาวิญญาณของเมือง ผีห่า ซาตาน และสังคม และเราก็ไม่รู้จักหน้าตาแท้ๆ ของวิญญาณธรรมชาติ ไม่เห็นค่าของวิญญาณธรรมชาติรอบกายเรา การที่มาอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา แมกไม้ ใบหญ้า ลำธาร น้ำตก ถือว่าเรากำลังอยู่ในความดูแลของธรรมชาติ อยู่ในอ้อมกอดและไออุ่นของธรรมชาติ

ขอเพียงให้เราดื่มด่ำ ลิ้มรส ไออุ่น กลิ่นอาย ของธรรมชาติรอบกายอย่างจริงๆ จังๆ ทำทุกอย่างทุกวิธี ที่จะไม่ให้จิตเราออกไปจากขุนเขา ไม่ให้ออกไปจากป่า ท่านจึงสอนพวกเราว่า ระวังอย่าให้จิตมันหลุดออกไปนอกขุนเขา ท่านบอกว่า เฝ้าสังเกตพวกเราตลอดเวลา และเกิดความรู้สึกว่า เมื่อไรภูมิธรรมและบารมีธรรมของพวกเราจะแกร่งกล้าขึ้นสักที เพื่อที่จะต่อสู้และยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ฝึกสอนตัวเอง อบรมตัวเอง และก็บอกตัวเองได้ ว่าขณะนี้เรากำลังจะทำอะไรอยู่ ซึ่งสำหรับตัวท่านแล้วจะไม่สนใจวัน เวลา นาที จะรู้แต่ว่าปัจจุบันนี้กำลังทำอะไรอยู่เท่านั้น

จิต ๕ ลักษณะ

เมื่อคืนตอนตีสาม หลวงปู่ท่านลุกขึ้นมาเจริญสติ แล้วได้บทโศลก ๒ บทที่นำมาฝากพวกเรา ดังนี้

ลูกรัก....
ขณะที่พ่อเจริญสติอยู่นั้น ได้เกิดคำถามขึ้นในจิตพ่อว่า
เมื่อจิตเกิดดับ มีธรรมชาติรู้อยู่ในตัวแล้ว
เช่นนี้ ตัณหา โลภะ โมหะ และอุปาทาน เกิดขึ้นมาจากไหน
แล้วก็เกิดคำตอบขึ้นมาฉับพลัน ว่า
เพราะความไม่รู้ชัด ไม่รู้แจ้ง จึงเกิดความปรุง ในอารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
จนทำให้เป็นเหตุแห่งกรรมและชาติภพ
ถ้าจะดับ ก็ต้องดับความไม่รู้แจ้ง ไม่รู้ชัด แล้วสรรพสิ่งก็จะไม่เกิด
อีกบทหนึ่งที่หลวงปู่บอกว่าตรงกับปัจจุบันธรรมของพวกเราก็คือ


"ธรรมชาติของจิตนี้ มหัศจรรย์ยิ่งนัก เหตุเพราะมีลักษณะที่หยาบ ปานกลาง ละเอียด สุขุม ประณีต ในที่นี้จะเทียบวัดว่าใครมีจิตอันหยาบ ใครมีจิตปานกลาง ใครมีจิตละเอียด ใครมีจิตสุขุม และใครมีจิตประณีต แต่ละลักษณะก็มีเครื่องห่อหุ้ม ทำให้การรับรู้ต่างกัน เพราะฉะนั้น กัมมัฏฐานแต่ละกอง จึงเป็นเครื่องฟอกจิต จัดจิตได้ต่างๆ กัน อยู่ที่ว่าจิตในขณะนั้นหยาบ ปานกลาง ละเอียด ประณีต สุขุมปานใด เพราะจิตแต่ละลักษณะจะซึมซับหรือเกิดวิชา อวิชชาได้แตกต่างกัน การเจริญสติเพื่อให้เกิดวิชา ปัญญาสุดยอด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

จิตทั้ง ๕ ลักษณะ จึงมีอุปมาดั่ง สาวน้อยที่งดงาม สะคราญตา แต่งตัวนุ่งห่ม อาภรณ์เต็มสูตร แล้วเดินนวยนาด อยู่เฉพาะหน้าบุรุษผู้ฉลาด บุรุษผู้มีความฉลาดอุปมาดั่งวิชา ปัญญารู้แจ้ง บุรุษนั้นค่อยๆ เปลื้องอาภรณ์ชั้นนอกของสาวน้อยนั้นออกด้วยความพินิจ พิเคราะห์ เพื่อจะหาความงดงามของสาวน้อยนั้นให้พบ เปรียบได้ดั่งจิตหยาบที่มีตัวรู้ที่หยาบ

บุรุษผู้ฉลาดนั้นหลังจากเปลื้องอาภรณ์ชั้นนอกของสาวน้อยนั้นออกแล้ว ก็เปลื้องอาภรณ์ชั้นในของสาวน้อยนั้นออก ด้วยความพิจารณาในปัญญารู้แจ้ง เปรียบได้ดั่งจิตที่ปานกลาง

บุรุษผู้ฉลาดนั้นหลังจากเปลื้องชั้นในของสาวน้อยนั้นแล้ว ก็ใช้กำลังที่มีถลก หนัง และเนื้อของสาวน้อยนั้นออก เพื่อจะค้นหาความงามอันแท้จริงๆ ของสาวน้อยนั้น เปรียบได้ดังจิตผู้มีตัวรู้ที่ละเอียดขึ้น

บุรุษที่ฉลาดมีปัญญา เมื่อถลกหนังและเนื้อของสาวน้อยออกแล้ว เหลือแต่กระดูก ก็ทุบกระดูกจนป่น เพื่อค้นหาความงามแท้จริงของสาวน้อนนั้น เปรียบได้ดั่งจิตที่สุขุม

เมื่อกระดูกนั้นป่นจนละเอียดยิบแล้ว บุรุษผู้ฉลาดก็ทำการค้นหาความงามอันบริสุทธิ์ อันแท้จริง ของสาวน้อยในกองกระดูกที่ป่นนั้น จนกระทั่งพบว่า ความงามที่สูงสุดยอดของสาวน้อย ไม่มีจริงๆ เปรียบได้ดั่งจิตที่ประณีตและบรรจง สุขุมคัมภีรภาพ..."

ความหมายของจิตแต่ละดวงที่เกิดดับ อวิชาครอบงำ สภาวธรรมที่ปรากฏ เราไม่สามารถจะรู้ชัด การที่มนุษย์ดูรูปสวยเพียงแค่รูปและเสื้อผ้า ถือว่ามนุษย์ผู้นั้นมีจิตระดับหยาบ ผู้มีปัญญาต้องมองทะลุเนื้อหนังมังสา มองทะลุผ้าผ่อน ท่อนสะไบ จนกระทั่งเข้าไปถึงไขของกระดูก

หลวงปู่เป็นห่วงพวกเรา ท่านจึงเขียนบทโศลกบทนี้ขึ้นมาตอนตีสามกว่า และบอกว่า ให้ลองขังจิตตัวเองเอาไว้ในขุนเขา แมกไม้ และอ้อมอก กลิ่นอายของธรรมชาติ สักหลายวันหน่อย อย่าปล่อยให้มันลื่นไหล ถลา กระโดดเข้าบ้าน เข้าเมืองแล้วจิตมันจะฟุ้ง มันจะฟู มันจะสับสนวุ่นวาย แล้วกุศลแห่งการเกิด กุศลแห่งการบวช บุญแห่งการเจริญสมณธรรม ก็จะไม่ปรากฏ นั่นจึงเรียกว่าเป็นบาป เพราะการที่เป็นสมณะ แต่มีจิตฟุ้งซ่าน รำคาญ ถึงจะไม่เป็นโทษอะไร แต่เป็นบาปติดตัวเราไป พวกอสูรกาย เปรต สัมภเวสี ที่ล่องลอยอยู่ในนภากาศ ที่มีถ่านไฟแดงๆ คุกรุ่นเผาไหม้ เผาตัวอยู่ตลอด ก็เพราะว่าไม่สำนึกในสถานภาพของความเป็นสมณะ ในขณะที่บวชก็ทะเยอทะยานอยาก จนสุดท้ายเมื่อตายไป ไฟกรดจึงเผาไหม้ร่างกายเขาภายหลังที่พ้นจาก อเวจีมหานรกแล้ว

แม้เราไม่ทำบาปโดยกายแต่ก็ทำบาปโดยใจ ท่านจึงบอกว่า เป็นการผิดสถานภาพของความเป็นนักบวช คือ สงบกาย สงบวาจา สงบใจไม่ได้ เพราะว่าแค่รักษาศีล ไม่ถือว่าเป็นปกติศีล ยังเป็นสังวรศีล คือศีลที่ต้องระวัง รักษาอยู่ไม่รู้จบ ถ้าถึงขั้นปกติศีล และอริยกันตศีล คือศีลที่บริสุทธิ์ หมดจด ไม่มีใครทำร้าย ทำลายศีลให้ด่างพร้อยได้ ในขณะที่ยังเป็นสังวรศีลแล้วจิตยังสับสน ทะเยอทะยานอยาก ไม่รู้จบอีก ไหนเลยศีลข้อไหนจะรักษาได้ ศีลก็ขาด จิตก็ไม่สงบ และสมณธรรมจะอุบัติขึ้นได้อย่างไร บุญจะเกิดจากไหน กุศลคือความฉลาด และปัญญาญาณ หยั่งรู้จะมาจากที่ใด

ท่านจึงบอกให้พวกเราอย่าปล่อยให้ตัวเองถูกกระชากลากถู ด้วยมาร ซาตาน ผีห่า มากไปนัก พยายามขังตัวเองเอาไว้อยู่ในป่านี้ เพราะถ้าเมื่อใดที่เราหลุดออกไปจากป่า อกุศลทั้งมวลจะพรั่งพรูเข้ามาสู่กาย เราจะอยู่ไม่เป็นสุข มันสับสน ร้อนรุ่ม ทุรนทุราย เศร้าหมองขุ่นมัว

การบวชแต่ละครั้งนั้น หลวงปู่บอกว่า เป็นการให้โอกาสที่ได้เกิดมาเป็นชาย ถ้ารักษาพรหมจรรย์อยู่ไม่ได้ ชาติหน้าก็จะไปเป็นบัณเฑาะก์ (กะเทย) เป็นผู้หญิง จะไม่มีโอกาสได้บวช ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเป็นชายชาตรี ก็ต้องทำหน้าที่ให้ตรง และถูกต้อง ตามสถานภาพที่เป็นอยู่ เพราะเรากำลังจะบำเพ็ญสมณธรรม อย่าให้อกุศลทั้งปวงเกิดขึ้น แล้วพรั่งพรูมาฉุดกระชากลากถูเราให้ตกเป็นทาสไม่จบสิ้น ฝึกเมื่อเรารู้สึกว่าเราผิด ความรู้ตัวนั้นเป็นสติชนิดหนึ่ง การเจริญสติไม่ใช่ว่าไม่คิดเรื่องอะไร แต่คิดเรื่องที่เราคอนโทรลมันได้ เป็นนายมันถูก ควบคุมมันสนิท

เพราะว่าไม่มีครูบาอาจารย์ในแผ่นดินที่ไหน เขาสอนอย่างนี้ ไม่มีครูคนไหนมาจ้ำจี้จ้ำไช เพราะคนอื่นเขาได้แต่บอกๆ ทำไม่ได้ก็เรื่องของเรา แล้วแต่วาสนา บารมี ไม่เคี่ยวเข็ญ ไม่ฉุดกระชากลากถู ถือว่ากรรมใครกรรมมัน ท่านจึงบอกพวกเราว่าอย่าให้ความหวังดีของท่านกลายเป็นหมัน ด้วยความที่เราไม่รู้จักเตือนตัวเอง

เมื่อกลางวันท่านตะโกนบอกว่า ถ้าง่วงก็กระโดดลงน้ำ ลงน้ำแล้วยังไม่หายง่วงก็ปีนขึ้นเขาดับไฟ อย่าปล่อยให้ตัวเองหลับใหล วิธีฝึกมีสารพัดวิธี หากเรารู้ว่าจิตมันหยาบอยู่ ก็หาสรรพวิธีทั้งหลาย มาฝึกมันให้ละเอียดลง แล้วต้องรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในขั้นไหนแล้ว ทั้ง ๕ ขั้นเป็นคุณสมบัติของผู้ฝึกจิต ต้องรู้สภาวะของตัวเอง

เมื่อเรารู้ว่าวิถีทางของจิตนั้นต้องสุขุมลง ประณีตลง เราก็จะรู้ว่า เมื่อเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สุดท้ายก็จบ ชาติก็สิ้น ชราก็ไม่พบ ตัณหา อุปาทานทั้งปวงเราก็ครอบงำมันได้ ชีวิตเราก็มีเสรีภาพ อิสระ และเป็นไท