ดังเล่าในบันทึกที่แล้ว ว่าวันที่ ๑ - ๒ มีนาคม ๒๕๕๘ ผมไปสตูล ได้ไปเยี่ยมชมโบราณสถานบ่อเจ็ดลูก ที่บ้านบ่อเจ็ดลูก หมู่ที่ ๑ ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู และที่นั่นมีมะพร้าวสองยอดด้วย ถือเป็นของแปลก เล่ากันว่าสมัยก่อนบริเวณอื่นๆ ขุดบ่อไม่ได้น้ำ เฉพาะพื้นที่บ่อเจ็ดลูกที่ได้น้ำและจืดดี แถวนี้เป็นชุมชนที่มีคนชาวเล คนมุสลิม และคนจีน มาตั้งบ้านเรือนอยู่ มีสุสานคนมุสลิมอยู่ใกล้ๆ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมร่มรื่นมาก
เมื่อรถแล่นเลียบชายฝั่งทะเลบ้านบ่อเจ็ดลูกผมก็ได้เห็นโป๊ะชายฝั่งเป็นครั้งแรกในชีวิต มีจำนวนประมาณสิบลูก เขาว่าได้ปลาและหมึกดีใช้ได้ และหมึกต้มหวานที่เราจะได้กินตอนเย็นวันที่ ๑ มีนาคม ก็จับได้จากโป๊ะแบบนี้
ชายหาดของบ้านบ่อเจ็ดลูกกว้างมาก เป็นหาดทรายสีคล้ำ และมีปูตัวเล็กๆ จำนวนมาก คือเป็นทะเลที่อุดมสมบูรณ์นั่นเอง ชายหาดนี้คนนิยมมาพักผ่อน ตกเย็นวันที่ ๑ เราได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกทะเลสวยงามมาก
พักค้างคืนที่บารา รีสอร์ท เหมือนคราวที่แล้ว มาคราวนี้นอนฟังเสียงร้องของนกนางแอ่นปลอม ที่เขาเปิดเสียง เพื่อเรียกนกนางแอ่นมาทำรังในตึกที่เขาสร้างให้ ไม่ได้ตั้งใจมานอนฟังเสียงคลื่น เพราะรู้แล้วว่าชายทะเลอยู่อีกฝั่งถนน ไกลออกไปประมาณ ๒๐๐ เมตร ที่เมื่อคืนมีการเปิดตลาดนัดขายของมือสอง และมีคนมาจอดรถนั่งปิกนิกริมทะเลมากมาย เราแค่นั่งรถผ่าน ไม่ได้ลงไปชม
ตอนนั่งรถผ่านป่าชายเลนสองข้างถนน ซึ่งสมบูรณ์มาก ผมถามบังพงษ์ว่าพื้นที่สองข้างทางเป็นของใคร ได้คำตอบว่าเป็นป่าสงวน ตามด้วยเรื่องเล่าว่าเดิมมีการให้สัมปทานตัดไม้ เพิ่งมาเลิกเมื่อปี ๒๕๔๔ สมัยโน้นเขาให้สัมปทานครั้งละ ๑๕ปี โดยกำหนดแปลงสัมปทานเป็น ๑๕ แปลงย่อย ให้ตัดแปลงที่ ๑, ๓, ๕, .... จนถึงแปลที่ ๑๕ ก็กลับมาตัดแปลงที่ ๒, ๔, ๖, .... พร้อมกับปลูกทดแทนแปลงที่ตัดไปแล้วทันทีในปีถัดไป มีข้าราชการป่าไม้มาตรวจ คนปลูกรู้ว่าคนมาตรวจเดินดูเฉพาะด้านหน้าแปลงเท่านั้น ก็ปลูกนิดเดียวบริเวณด้านหน้า "คนตรวจใส่แม่เสื้อ มาถึงเอาแม่เสื้อแขวนหัวโท้ (ทำสำเนียงปักษ์ใต้) เดินไปดูการปลูกป่าทดแทน ขากลับมาเอาแม่เสื้อ มีคนแอบเอาซองใส่กระเป๋าให้ด้วย" ชาวบ้านปักษ์ใต้เวลาคุยกัน จะมีเรื่องเล่าเสียดสีข้าราชการเป็นเรื่องสนุก "แม่เสื้อ" คือเสื้อนอก "แขวนหัวโท้" คือแขวนหัวตะปู เป็นศัพท์ปักษ์ใต้ขนานแท้ ที่ผมก็เพิ่งเคยได้ยิน
วิธีจัดการป่าสัมปทานแบบตัดเว้นแปลงและปลูกทดแทน ซึ่งถูกต้องตรงตามหลักวิชาการ และเมื่อครบสัมปทาน ๑๕ ปี ป่าก็จะยังสมบูรณ์เหมือนเดิม แต่มาเจอวิธีปฏิบัติของข้าราชการใส่แม่เสื้อเอามแขวนรอซอง และวิธีปลูกป่าเพียงบริเวณเดินตรวจ ผลคือเมื่อครบช่วงสัมปทาน ๑๕ ปี ป่าก็เตียน ผมสงสัยว่า ทำไมข้าราชการเหล่านั้นไม่ถูกสอบสวนลงโทษ เพราะมีหลักฐานชัดๆ
เช้าวันที่ ๒ มีนาคม ผมออกไปวิ่งที่ชายหาด โดยคราวนี้วิ่งไปทางตรงกันข้ามกับเมื่อปีเศษที่แล้ว คือคราวนี้วิ่งลงใต้ ชายหาดที่นี่เป็นทรายสีน้ำตาลแดงสวยงามทีเดียว แต่ชายหาดแคบนิดเดียว และเมื่อวิ่งไปเพียงสักสามร้อยเมตรก็ตัน ไม่มีชายหาดอีกต่อไป มีแต่ท่อนซีเมนต์ที่เขาเอามาถมป้องกันคลื่นซัดถนนพัง ทำให้ผมนึกถึงหนังสือชุดหาดทราย ที่ผมเขียนคำนิยมให้ ผมได้ความรู้จากหนังสือชุดนั้นว่า การสร้างถนนเข้าไปชิดชายหาดมากเกินไปเช่นนั้ เป็นการรบกวน ธรรมชาติของชายหาด และมีแนวโน้มที่ตลิ่งจะพัง
คนแถวนั้นเขารู้กันว่า วิธีเอาท่อนซีเมนต์กันคลื่นมาถม ป้องกันคลื่นกัดเซาะตลิ่งไม่ได้ และรู้ว่าหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องการทำสิ่งก่อสร้างป้องกัน เพื่อจะได้มีโอกาสตั้งและใช้งบประมาณ แต่ทำไมไม่มีคนรวมตัวกันลุกขึ้นคัดค้านก็ไม่ทราบ แต่จริงๆ แล้ว ปฐมเหตุมาจากหน่วยงานสร้างถนน ที่ไม่เข้าใจ หรือไม่เคารพหลักวิขาว่าด้วย "แนวถอยร่น" เพื่อไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างรบกวนชายหาด
ผมสังเกตว่า รูปูลมที่ชายหาดนี้มีที่ขนาดใหญ่ ต่างจากที่บ้านบ่อเจ็ดลูก ที่มีแต่รูขนาดเล็กมากจำนวนมากมาย
ผมมีโอกาสไปชมชายหาดอีก ๒ แห่ง คือที่บ้านขอนคลาน ตรงหน้าสวนสาธารณะ กับที่หน้าบ้านลลิตา รีสอร์ท ทั้งสองแห่งเป็นหาดโคลน คือทรายสีออกดำเลยทีเดียว บังพงษ์บอกว่าหาดโคลนแบบนี้หอยชุมมาก
ระหว่างทางขากลับ เราแวะร้านอรวิวกาแฟและของฝาก ฝั่งตรงข้มถนนมีเนินเขาเล็กๆ ที่ยอดภูมีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสง่า พุ่มงามใบเขียวเข้ม ตัดกับสีในยางพาราที่ใบสีเขียวอ่อนเพราะเพิ่งผลัดใบ ถามชื่อจากชาวบ้าน ทราบว่าเป็นไม้ป่า ชื่อต้นไข่เขียว อีกต้นหนึ่งอยู่ทางซ้ายมือสุดของรูป ต้นไม่สูงเท่า และทรงพุ่มเป็นสามเหลี่ยม ชาวบ้านผู้นี้บอกผมว่าภูเขาลูกนั้นอยู่ในป่าสงวน คนไม่มีสิทธิ์เข้าครอบครอง แต่ก็มีคนเข้าไปทำสวนยางโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ คนผู้นั้นเป็นครู เขาบอกว่าชาวบ้านธรรมดาจะไม่กล้าทำ
วิจารณ์ พานิช
๒ มี.ค. ๕๘

บรรยากาศดีนะคะ
ส่งการบ้านค่ะ
การประชุมโครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่นระยะที่ ๒ ที่จ.สุรินทร์
บรรยายกาศภาพพระอาทิตย์ตกสวยมากครับ
เสียดายธรรมชาติที่มีผู้บุกรุกครับ