วิกฤตฟองสบู่แตกในสินทรัพย์ของญี่ปุ่น ค.ศ. 1986-1990 และบทบาทของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)


ก่อนที่จะเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกนั้น ชาวญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยการออมเงินสูงมากตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธนาคารและสถาบันทางการเงินมีเงินในระบบจำนวนมาก ทำให้ชาวญี่ปุ่นคิดจะขยายธุรกิจด้วยการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนและประชาชนได้นำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งขณะนั้นดัชนีหุ้นนิเคอิพุ่งสูงติดกระดานตลาดหลักทรัพย์เลยทีเดียว

แต่ความจริงก็ปรากฎขึ้นเมื่อตลาดญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย ประชาชนมีเงินอยู่ในมือก็จริงแต่ไม่อยากเอาออกมาใช้รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ แม้จะพยายามลดดอกเบี้ยเงินฝากขนาดไหน เงินก็ยังไม่ออกจากระบบ เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มซบเซา ตลาดหุ้นตก เงินทุนในภาคธุรกิจหายไปกว่าครึ่ง เมื่อไม่มีอุปสงค์ในตลาด อุปทานจึงไม่เกิดเป็นเรื่องธรรมดา จากนั้นเงินทุนก็เริ่มโยกย้ายออกไปต่างประเทศ การจ้างงานลดลง คนตกงานเป็นจำนวนมาก รัฐบาลญี่ปุ่นแก้ปัญหาแบบเลี้ยงไข้จึงทำให้ใช้เวลาสะสางนานถึง 12 ปีถึงจะดึงอัตราการเติบโตของธุรกิจให้กลับมาอยู่ในแดนบวกได้

ซึ่งจากวิกฤตฟองสบู่แตกในสินทรัพย์ของญี่ปุ่นนั้น ทางธนาคารกลางของญี่ปุ่น (BOJ) ก็ได้มีบทบาทในการเข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยระบบเศรษฐกิจ โดยในช่วงแรกนั้น ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีการส่งเสริมการลงทุนโดยผ่านทางธนาคารพาณิชย์ เพื่อที่จะไปปล่อยกู้ให้ภาคเอกชน และหลังจากญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอย ทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็ได้พยายามลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้เงินออกจากระบบ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนถึงในปี ค.ศ. 2001 ญี่ปุ่นได้ใช้นโยบายเพื่อที่จะกระตุ้นเศษฐกิจ นั้นคือมาตรการ QE โดยการอัดฉีดเงินเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศแรกที่ใช้มาตรการ QE


แหล่งข้อมูล : http://incquity.com/articles/grow-your-biz/10-worl...

คำสำคัญ (Tags): #BOJ
หมายเลขบันทึก: 587877เขียนเมื่อ 24 มีนาคม 2015 21:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 มีนาคม 2015 21:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี