ธนาคารกลางช่วยแบงก์ยุโรป

ธนาคารกลางใหญ่ 5 แห่งของโลกตกลงประสานความร่วมมือช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ยุโรป โดยกล่าวว่าจะขยายการสนับสนุนทางด้านการเงิน เพื่อหวังบรรเทาความกังวลใจของนักลงทุนว่าธนาคารเหล่านี้อาจจะตกเป็นเหยื่อวิกฤติหนี้ยูโรโซน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวในวันพฤหัสบดี (15 ก.ย.) ว่าจะร่วมมือกับธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อสนับสนุนเงินทุนในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ แก่ระบบธนาคารพาณิชย์ยุโรปอย่างไม่จำกัด โดยจะขยายระยะเวลาการกู้ยืมจาก 1 สัปดาห์เป็น 3 เดือนหรือจนถึงสิ้นปีนี้ หลังจากธนาคารบางแห่งประสบปัญหาในการกู้ยืมเงินดอลลาร์ เนื่องจากผู้ปล่อยกู้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจกับสถานภาพทาง การเงินของธนาคารยุโรป ความร่วมมือดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าธนาคารยุโรปเผชิญกับภาวะวิกฤติรุนแรงขึ้นจนทำให้ธนาคารกลางต้องนำโครงการช่วยเหลือในลักษณะดังกล่าว ซึ่งเคยใช้ในปี 2551 และ 2552 ช่วงที่ทั่วโลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนักกลับมาใช้อีกครั้ง ธนาคารยุโรปจำนวนมากมีความเสี่ยงต่อปัญหาหนี้สินของรัฐบาลและผู้บริโภคในตลาดของประเทศรอบนอกยูโรโซน อาทิ กรีซและสเปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการพูดถึงโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ ทำให้ธนาคารยุโรปถูกจับตามองว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะธนาคารในฝรั่งเศสที่ลงทุนในกรีซเป็นมูลค่าสูง ครั้งสุดท้ายที่ธนาคารกลางทั้ง 5 แห่งตัดสินใจขยายเวลาการปล่อยกู้เงินดอลลาร์คือเดือน เมษายน 2553 เมื่อครั้งที่วิกฤติหนี้กรีซอยู่ในภาวะรุนแรงที่สุด ส่วนความร่วมมือที่สำคัญที่สุดของธนาคารกลางเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2551 เมื่อธนาคารกลางของประเทศขนาดใหญ่จำนวนมากพร้อมใจกันลดอัตราดอกเบี้ยหลังการล้มของเลห์แมน บราเธอร์ส อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดจะตอบรับความร่วมมือดังกล่าว แต่นักวิเคราะห์เตือนว่ามาตรการนี้จะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่รุมเร้ายูโรโซนอยู่ในเวลานี้มากนัก "มันจะไม่เปลี่ยนแปลงต้นเหตุของปัญหาของธนาคาร ซึ่งก็คือวิกฤติหนี้ และนั่นต้องอาศัยทางออกทางการเมือง " มาร์โก้ วัลลี นักเศรษฐศาสตร์จากยูนิเครดิต ให้ความเห็นนักเศรษฐศาสตร์บางรายมองมาตรการครั้งนี้ว่าเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่าธนาคารกลางหมดอาวุธสำหรับต่อกรกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยภาวะเงินฝืด และการชะลอตัวการเติบโตทางเศรษฐกิจลงทุกขณะ ด้วยอัตราดอกเบี้ยเกือบ 0% ในสหรัฐฯ และอังกฤษ ประกอบกับมาตรการอื่นๆ อาทิ การซื้อสินทรัพย์ ไม่ได้ผลมากนักในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าธนาคารพาณิชย์มีเงินเพียงพอสำหรับปล่อยกู้ระยะสั้น แต่ธนาคารเหล่านี้ไม่มีหนทางที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนใหม่มาตรการของธนาคารกลางเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่รัฐมนตรีคลังยุโรปมีกำหนดประชุมร่วมกันในวันศุกร์และเสาร์ (16-17 ก.ย.) ที่เมือง วรอตสวัฟ ประเทศโปแลนด์ เพื่อหาข้อตกลงในหลายมาตรการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์หนี้สิน โดยนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ จะเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย เป็นที่คาดหมายว่านายไกธ์เนอร์จะเรียกร้องให้รัฐบาลยุโรปดำเนินมาตรการอย่างเฉียบขาดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้ของกรีซลุกลามไปยังธนาคารทั่วยุโรป และอาจจะลามไปถึงระบบ การเงินโลก เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัลรายงานด้วยว่า คาดว่าที่ประชุมจะหารือกันถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำพันธบัตรยูโร โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาแนวคิดดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ทางการกล่าวว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะมีการนำเสนอแนวคิดนี้อย่างเป็นทางการ หรืออาจจะไม่มีการนำเสนอเลยก็เป็นได้ นักลงทุนคลายความกังวลใจลงในระดับหนึ่งหลังจากนางอันเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนายจอร์จ ปาปันเดรอู นายกรัฐมนตรีกรีซ ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ยืนยันว่ากรีซจะยังคงอยู่ในยูโรโซนต่อไปอย่างแน่นอน ทำให้นักลงทุนมีความหวังว่ารัฐบาลยูโรโซนจะอนุมัติเงินช่วยเหลืองวดต่อไปกับกรีซ แม้ว่าข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่ากรีซมีแนวโน้มจะลดการขาดดุลงบประมาณไม่ได้ตามเงื่อนไขที่ทำกับสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน apich_ice



ความเห็น (0)