กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมเงินระยะยาวรูปแบบหนึ่งที่ลูกจ้างกับนายจ้างทำร่วมกัน โดยที่ลูกจ้างยินยอมให้นายจ้างตัดเงินเดือนส่วนหนึ่งไปเป็น "เงินสะสม" เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และนายจ้าง ก็จ่าย "เงินสมทบ" เข้ากองทุนของลูกจ้าง เรียกได้ว่าเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ ลูกจ้างสามารถจ่ายเงินสะสมได้สูงสุด 15% ของเงินเดือน โดยที่นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบให้ไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง จะจ่ายให้สูงกว่าก็ได้แต่ห้ามต่ำกว่า ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว บริษัทก็จะจ่ายให้เท่าๆ กับอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง นั่นคือ หากเราจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนเดือนละ 5% นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนของเราไม่ ต่ำกว่า 5%

เงินสะสมตรงนี้เราไม่สามารถเบิกถอนมาใช้จ่ายได้ เนื่องจากกองทุนนี้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อให้ ออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ดังนั้นเราจะได้เงินก้อนนี้มาก็ต่อเมื่อ 1. อายุครบ 55 ปี หรือ 2. กลายเป็นผู้พิการ หรือ 3. เสียชีวิต กรณีใดกรณีหนึ่งเท่านั้น และเมื่อได้เงินก้อนนี้มาตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ข้อนี้ เงินก้อนนี้ก็จะได้รับการละเว้นทางภาษีคือ เราไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษี ส่วนในกรณีที่ออกจากงานก่อนเกษียณอายุ (Early Retirement) หรือย้ายที่ทำงาน เราไม่จำเป็นต้องลาออกจากกองทุนเพราะว่าเราสามารถโอนย้ายเงินในกองทุนเดิมไปยังกองทันใหม่ได้ หรือหากยังไม่ได้งาน ก็สามารถฝากเงินของเราให้กองทุนเดิมดูแลต่อให้ได้ โดยที่ระยะเวลาในการรับฝากตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับข้อบังคับกองทุน เมื่อเราได้งานใหม่ และบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เราก็ค่อยโอนย้ายเงินของเรามาลงในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพใหม่ ทั้งนี้ ตราบใดที่เรายังไม่ลาออกจา กกองทุน เราก็ไม่จำเป็นต้องนำเงินก้อนนี้ไปรวมคำนวณภาษี