ละครกับการพัฒนาการคิด

ละคร : พัฒนาการคิดได้จริงไหม

ครูครับ..เด็กชายเอ..ไม่มาแล้วครับมันบอกว่ามันอายครับ เพื่อนมันบอกว่าเป็นลูกผู้ชายทำได้แค่เต้นกินรำกิน

...............เป็นปัญหาครั้งแรกที่ข้าพเจ้าพบ...หลังจากไปอบรมการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ มมส. ทำให้รู้ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นที่การเปิดใจก่อน....

...............ละครพวกเรารับรู้แต่ในเชิงบันเทิงเท่านั้น...เรายังไม่เห็นกระบวนการกว่าจะได้ซึ้งละคร ข้าพเจ้าได้เห็นโปสเตอร์เชฺิญชวนบุคลากรเข้ารับการอบรมครั้งแรกในปี 55 ที่ขอนแก่นสนใจมาก แต่ไม่สามารเข้าอบรมได้ ปี56 อยู่ๆก็ได้รับหนังสือเชิญชวนให้นำนักเรียนเข้าอบรมการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงจาก มมส. ข้าพเจ้าตอบรับทันที ข้าพเจ้าถูกนักเรียนสั่งว่าต้องนั่งจดนั่งสังเกตการณ์ทุกอย่างห้ามโดดเด็ดขาด

...............จากการเฝ้าสังเกตอย่างใจจดใจจ่อพบว่ากระบวนการละคร ก็คือกระบวนการเรียนรู้บนฐานของปัญหา (PBL) ที่เป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตตามแนวอริยสัจ4 แต่ละครทำให้ไม่เบื่อด้วยทักษะละคร นั้นเอง...เท่าที่นั่งดูพบว่าทักษะละครล้วนแต่ฝึกความมีสติ สมาธิ จินตนาการ ความเชื่อมั่น ความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าแสดงออก การสื่อสารทั้งนั้นเลย ครบทักษะศตวรรษที่21 คิดได้อย่างไร..เริ่มมีความกระหายอยากร่วมอบรมกับนักเรียนแล้วสิ....

...............การบ้านที่เราได้จากการอบรม กระดูกมาก..แค่อบรม 5 วันแล้วให้ทำละครสู่ชุมชน..การเรียนรู้อย่างแท้จริงจึงเกิดขึ้น เพราะการเรียนรู้ในพื้นที่ของชุมชนยากมาก ชาวบ้านไม่เปิดใจรับเลย ถึงแม้นักเรียนคลุกอยู่กับปัญหาอยู่แล้ว แต่พอจะนำเขียนบทละคร..ความรู้ที่นักเรียนคิดว่าใช่...มันไม่พอ พวกเขาต้องค้นและคว้าเพิ่มอีกมาก ข้าพเจ้าเข้าใจกับคำว่าเรียนรู้จากการปฎิบัติ ช่วงซ้อมละครเป็นช่วงที่นักเรียนได้ซึมซับ ทบทวนกับปัญหานั้นๆ นักเรียนที่เป็นตัวละครเป็นเด็กในชุมชนสะท้อนตัวตน สะท้อนในสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสารได้ดีมาก...ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจคำว่า"ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง" ได้ชัดขึ้น ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงตนเองนั้นเอง เมื่อเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวนักแสดงเอง

................ข้าพเจ้าจึงนำกระบวนนี้มาเสริมกระบวนการคิดในกิจกรรมห้องเรียนสีขาว มาปรับพฤติกรรมเบียงเบนของนักเรียน....แต่ผลไม่ชัดเจน อาจเนื่องจากหนึ่งละเราไม่ได้ใกล้ชิดกับเขาและสองกลุ่มเป้าหมายใหญ่เกินไป และที่สำคัญคือเหมือนตัวครูเองยังไม่ลึกซึ้งกับกระบวนการและทักษะละคร เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง

..............และในปี57 มมส.ได้จัดละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับครู ข้าพเจ้ารีบจองก่อนใครเลย เพื่อเติมเต็ม แต่เหมือนไม่เต็มสักกะที..ยิ่งเรียนรู้ยิ่งตามไม่ทัน...สมาธิ ความเชื่อ จินตนาการ...ชั้นสูง..มีความรู้สึกว่าเราไม่เข้าไม่ถึง..เช่นนั้นจริงๆ...บอกตนเอง.ปฎิบัติ.ต้องปฎิบัติบ่อยๆ

.............ละครกับวิชาประวัติศาสตร์....(ขอบอกนิดหนึ่งว่าไม่ได้จบประวัติศาสตร์ ไม่ได้จบสังคมเลย เป็นครูไร้สาระ..ไม่อยากบอกว่าจบเกษตร..ฮา แต่สอนได้เพราะชอบ) รู้ตั้งนานแล้วละว่าละครกับวิชาประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่คู่กัน แต่ไม่เคยนำมาใช้จริงสักที..เมื่อจบสาระเรียนรู้การพัฒนาการสมัยรัตนโกสินทร์..เริ่มโยนคำถามให้นักเรียนว่า..นักเรียนคิดว่าเสี้ยวไหนของประวัติศาสตร์ไทยที่นักเรียนค้างคาใจมากที่สุด..บอกมาคนละเหตุการณ์ แล้วเลือกเหตุการณ์ที่พวกเราต้องการเรียนรู้เพียงเหตุการณ์เดียวเท่านั้น ท่านเชื่อไหมทีช่วงกิจกรรมแบ่งกลุ่มละสนุกสนาน แต่พอเริ่มเข้าสาระ เริ่มปวดหัว เพราะพวกเขาต้องกลับไปทบทวนเนื้อหาอีก..ปัญหาคือเด็กจับประเด็นไม่เป็น.?...ขาดความต่อเนื่องของเวลา..ประวัติศาสตร์ แค่ชัวโมงเดียวตค่อสัปดาห์ กว่าจะจับประเด็น กว่าจะเรียกสติ สมาธิได้ ก็หมดเวลาเเล้ว เริ่มใช้ 5 ภาพของการละคร เริ่มใช้ทั้งกระบวนการและ ทักษะ

.............กระบวนการละครกับวิชาการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Independent Study, IS) เป็นความลงตัวที่สวยงาม เราสามารถนำทั้งกระบวนการละครและทักษะละครมาใช้ได้เลย...ทักษะละครจะใช้ได้มากเมื่อช่วงเด็กเครียด....เริ่มหมดความสนใจ

.......ผลที่ตามมาเด็กเกิดทักษะเกิดกระบวนการเรียนรู้ตามที่คาดหวังไหม..ตัวละครได้เต็มร้อย...โดยเฉพาะช่วงที่พวกเขาเขียนบท เกิดทักษะการสืบค้น ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน

.......ปัจจัยแห่งความสำเร็จคือ

.............1.การเปิดใจยอมรับทั้งตัวนักเรียน ครูในโรงเรียนและที่สำคัญคือตัวผู้ปกครอง เพราะเวลาในชั่วโมงเรียนไม่พอ ต้องใช้เวลาเสริม ทำให้เด็กกลับบ้านช้า และเสียเวลาในวันหยุด

.............2.ทีมงาน ต้องยอมรับว่ากระบวนการละครเป็นเรื่องใหม่สำหรับที่นี้ ความสำเร็จต้องยกให้ความมีจิตอาสาของทีมงานที่ผ่านการอบรมในปี56 ตัวขับเคลื่อนที่สำคัญคือ พี่แสนกับพี่แซม ที่เสียสละเวลาเป็นผู้ช่วยทั้งให้คำปรึกษากับน้องๆในทุกๆด้านโดยเฉพาะการเขียนบท

.............3 มีการสะท้อนบทเรียน ทุกครั้ง

.............4 ใช้กลยุทธที่เรียกว่าพี่สอนน้อง เช่นรายวิชาวิชาIS ครูจะให้น้องๆ ผ่านกระบวนการพูดคุยจากพวกพี่ก่อน จึงจะนำเสนอต่อครูได้ ประมาณนี้ คือได้ฝึกทั้งพี่ทั้งน้อง

.......อุปสรรคและปัญหาคือ

.............1 ความไม่ต่อเนื่องของเวลา

.............2 ความไม่ยอมรับของบุคลากรในโรงเรียน




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ครูเพ็ญศรี



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ดีจังค่ะ การเรียนแบบนี้ เด็กๆๆ จดจำได้ดี นะคะ

เขียนเมื่อ 

แม้ตอนนี้ ผมก็ยังมีความเห็นว่า ละคร คือ กระบวนการสะท้อนเพื่อสะท้อนเรียนรู้ตนเองด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ... หากขาด "เนื้อ" หรือผลงานจากการลงมือปฏิบัติอย่างหนักในพื้นที่ ... ละคร ก็คือ บันเทิง ดีๆ เท่านั้นเอง....