ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๒๕ : ตัวอย่างการนำเสนออย่างเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ CADL ร่วมกับเทศบาลเมืองมหาสารคาม จัดเวที PLC เทศบาลมหาสารคาม เพื่อขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา บันทึกแรกเล่าถึง BAR กับแนวทางการขับเคลื่อนหลักปรัชญาฯ (คลิกอ่านที่นี่)

ผมประทับใจการนำเสนอของคุณครูท่านหนึ่งจากโรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย (คุณครูทองเพชร นางสีคุณ) มากครับ เพราะการนำเสนของท่าน สะท้อนให้เห็นชัดถึงวิธีการนำหลัก ปศพพ. ไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาเกษตรอย่างไร และเน้นให้นักเรียนต้องได้ลงมือทำ

ครูทองเพชร นางสีคุณ.mp3

ผมชี้ให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมเห็นว่า สิ่งที่ท่านนำเสนอ คือการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่ดียิ่ง ไม่ใช่เพราะเป็นการนำเอาไปใช้สอนเกี่ยวกับการเกษตร แต่เป็นเพราะ การปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักวางแผนการทำงาน สอนให้เด็กทำงานอย่างมีหลักวิชาการ มีการสืบค้น ค้นคว้าหาความรู้ และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ "ฝึกคิด" โดยการตั้งคำถามของครูตลอด อีกทั้งยังเป็นการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง

อันดับแรกคือการวางแผนการปฏิบัติงานนะครับ การที่เราจะพาเด็กทำอะไรนั้น เราต้องให้ความรู้ ก็คือองค์ความรู้... การที่เราจะให้องค์ความรู้แก่ใครก็ตาม ตัวเราเองต้องรู้จริง ต้องมีภูมิรู้ คือ เราต้องรู้ลึก รู้ละเอียด อย่างเช่น ถ้าเราจะพานักเรียนปลูกผักอย่างใดอย่างหนึ่ง เราต้องรู้ว่าผักนั้นเหมาะกับฤดูใด ต้องใช้ดินแบบใด ต้องรู้วิธีการในการดูแล เช่น มีปุ๋ย มีแร่ธาตุอะไรบ้างที่พืชชนิดนั้นต้องการ ในระยะเวลา ๑ เดือน จะมีศัตรูพืชอะไรเกิดขึ้น เช่น จะมีเพลี้ย มีหนอน เราต้องรู้นะครับ....สรุปคือ การที่เราจะทำอะไรเราต้องมีความรู้ก่อน นั่นคือการวางแผน มีการวิเคราะห์จำแนกองค์ประกอบว่าต้องใช้อะไรอย่างไรบ้าง รู้ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการกำหนดเป็นกราฟเวลาไว้นะครับว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ ...

ขั้นที่สองคือ พาไปอบรม ศึกษาหาความรู้ และทัศนศึกษา เช่น กรณีผู้บริหารสนับสนุนให้ทำบ่อปลา... บ่อปลาต้องทำแบบไหน... ในพื้นดิน อิฐบล็อค บ่อปูน กระถางปูนได้ไหม .. ทำได้ทุกวิธีครับ... แต่ต้องทำอย่างไรนะถึงจะได้ผลจริงๆ ...ก็จัดให้ไปศึกษาดูงานนะครับ โดยครูก็จะคัดเลือกตัวแทนนักเรียนไป ... โดยแบ่งเด็กเป็นกลุ่มๆ แต่ละห้อง...แล้วมีการสำรวจว่า นักเรียนไปศึกษาดูงานมาแล้วสนใจเรื่องอะไร มีนักเรียนกี่คนสนใจอะไรบ้าง กี่คนสนใจเลี้ยงปลา กี่คนสนใจปลูกผัก...แล้วเราก็มาจับประเด็นว่า ถ้ามีนักเรียนสนใจปลูกผักเยอะ เราก็จะพาปลูกผัก...ถ้านักเรียนอยากทำอะไรเยอะ ก็จะลงเป็นมติว่าเทอมนั้นจะพาปลูกผัก...

เมื่อตกลงว่าจะปลูกผัก...แล้วครูก็จะถามต่อว่า ถ้าจะปลูกผักปลูกผักอะไร?...ที่บ้านปลูกผักไหม...เด็กก็จะตอบแตกต่างกันไปปลูกผักกาด ผักคะน้า ผักปุ้ง ตะไคร้ ... ครูถามต่อว่าถ้าจะปลูกตะไคร้ต้องทำอย่างไร มาเสนอหน้าห้องซิว่า การปลูกตะไคร้ต้องทำอย่างไร ต้องเตรียมอะไรบ้าง...บางคนจะปลูกใส่ในยางรถยนต์ แม้ไม่พื้นที่ก็ปลูก แสดงว่าสนใจ ใส่ใจ...เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย... บางครั้งเราก็จะจัดอบรมโดยหาวิทยากรมาเสริม ซึ่งจะไม่อบรมในเรื่องที่เราถนัดและทำอยู่แล้ว...เช่น มาอบรมเรื่องการทำปุ๋ยหมัก ฯลฯ เหมือนกับที่บ้านผมนะครับ ตอนนี้ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย เพราะมันแพงนะครับ กระสอบหนึ่ง ๘๐๐ บาท แต่ถ้านำเศษอาหารมาหมักไว้ ปุ๋ยหมักต้องหมักไว้ก่อน ๑ ปี ก็ประหยัดและได้ผลดีกว่านะครับ...ให้ปุ๋ยสลายตัวดีก่อน...ได้ผลดีกว่าซื้อปุ๋ยเคมีนะครับ ...

ขั้นลงมือทำ ต้องมีการวางแผนบูรณาการกับวิชาในหลักสูตร ...จะสามารถทำให้นักเรียนมีทักษะเป็นภูมิคุ้มกันจริงๆ และมีการกำหนดโครงการผักปลอดสารพิษ เพื่อนำงบประมาณมาหนุนจัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น จอบ เสียม บัวรดน้ำ ฯลฯ .... เพราะถ้าไม่ทำโครงการมาเสริม จะกลายเป็นแลปแห้ง เรียนแต่ทฤษฎี เขียนแต่บนกระดาษ ... ได้ความรู้ครับ มีองค์ความรู้ครับ แต่ไม่ได้ประสบการณ์... เช่น ครูบอกว่า ให้เอาเมล็ดหว่านลง แล้วรดน้ำ แต่วันต่อๆ มาไม่ได้รด เพราะครูไม่ได้บอก...เป็นไงครับ...ไม่ได้ผล.... ดังนั้น เราจะสอนอะไรก็แล้ว ต้องให้ได้ปฏิบัติจริง .... ขอบคุณครับ...

หากท่านพาเด็กๆ "ถอดบทเรียน" ตีความกิจกรรมต่างๆ โดยใช้ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ นักเรียนจะเข้าใจ ปศพพ. ได้ดีโดยไม่ยาก...

ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์ เข้าร่วมค่ายการเขียนหนังสือถอดบทเรียนครู BP ซึ่งจะจัดขึ้นเร็วๆ ไว้ล่วงหน้าครับ....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มุมมองเชิงชื่นชมสำหรับ Best Practices



ความเห็น (0)