อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์ <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

[email protected]

เมื่อเศรษฐกิจโลกและไทยปรับรูปแบบของระบบเข้าสู่ Digital Economy กิจกรรมต่างๆจึงเจอกับงานเข้าที่จะต้องมีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยธุรกิจภายใต้ Digital Economy

คำถามแรกคือ กิจการต่างๆมีทักษะและอัจฉริยะภาพด้าน IT ที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะพร้อมต่อการรองรับสภาพแวดล้อมแบบดิจิตอล และหลีกเลี่ยงความล้มเหลวได้แล้วหรือไม่

คำตอบแบบเร็วๆ อาจจะบอกว่า ใช่ แต่ไม่ชัดเจน คงต้องพิจารณาอีกหลายองค์ประกอบ เพื่อที่จะสามารถยืนยันคำตอบนี้ได้ด้วยความมั่นใจ

สิ่งแรกที่จะตอบคำถามนี้ได้ คือ การมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง เมื่อเราพูดถึงคำว่า Digital Economy

(1)คำถามนี้ไม่ได้หมายถึง ภาคเศรษฐกิจแต่เพียงส่วนเดียวที่เป็นการซื้อและขายสินค้าและบริการดิจิตอล อย่างแอบพิเคชั่น อีบุ๊ค สิ่งที่ขายโดยการดาวน์โหลดแค่นั้น

(2)เทคโนโลยีดิจิตอลยังเข้าไปรุกรานด้วยการกดดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของธุรกิจแบบดั้งเดิม

(3)ผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นไปอย่างกว้างขวาง ใน ธุรกิจทุกประเภท ทุกขนาดจากเล็กไปหาใหญ่

ประเด็นที่เป็นพัฒนาการสู่การปฏิรูปธุรกิจสู่ Digital Enterprise ที่สำคัญได้แก่

ประการที่ 1

การทำธุรกิจไม่ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพราะผลของเทคโนโลยีหรือพัฒนากาบางด้าน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่การทำธุรกิจ ด้วยเทคโนโลยีที่

(ก) ใช้วิธีการใหม่

(ข) นวัตกรรมใหม่

ประการที่ 2

ผู้บริหารกิจการจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติต้อเทคโนโลยีใหม่ และค้นหาให้พบว่า จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม สร้างประโยชน์สูงสุดได้อย่างไรมากกว่า

ชื่อเป็นเรื่องยาก เพราะจะต้องยึดโยงกระบวนการหลักของธุรกิจกับเทคโนโลยีให้ได้ เพื่อให้สามารถดึงเอาเทคโนโลยีมาอยู่ในกิจการได้ และนิยาม คำว่า “ล้มเหลว” และ “สำเร็จ” ในโลกธุรกิจยุค Digital ใหม่ เพราะการให้บริการแก่ลูกค้าในแบบเดิมๆไม่อาจจะคงอยู่ในโลกดิจิตอล

สิ่งที่กิจการต้องหาให้ได้คือ กระบวนการที่ยังเป็นจุดอ่อน ซึ่งต้องหาทางเติมเต็ม เพื่อให้กิจการยังคงธำรงรักษาคุณค่าของกิจการไว้ได้

ประการที่ 3

การที่กิจการต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจ ยังมาจากสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของกฎหมายที่กำกับดูแลได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รวมทั้งเงื่อนไขทางภาษีด้วย

ประการที่ 4

การรู้จักลูกค้าเป้าหมาย และการให้บริการลูกค้าในครั้งต่อๆไป จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ภาคธุรกิจสามารถจัดเก็บข้อมูลที่ใช้อธิบายค่านิยม พฤติกรรม ความชอบ ไม่ชอบ การใช้ชีวิตของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง เป็นข้อมูลที่เรียกว่า Digital Information

ประการที่ 5

โครงสร้างของสินทรัพย์ที่กิจการเคยมีในยุคเดิมก่อน Digital Economy มีแนวโน้มที่จะมีการเสื่อมค่า ขณะเดียวกันทรัพย์สินดิจิตอล เป็นสิ่งที่กิจการต้องเร่งแสวงหามาให้เพียงพอเพื่อให้กิจการมีเครื่องมือทางการตลาดที่เหมาะสมในการทำกิจกรรมทางการตลาด

ทรัพย์สินดิจิตอลที่สำคัญได้แก่

(1)Websites ที่สร้างแบรนด์ของกิจการให้เป็นที่รู้จัก รวม blog และ e-mail

(2)Mobile Apps.

(3)Social Media

(4)Online Enterprise and Business Model (E-commerce เดิม+ Mobile or M-Commerce)

(5)Cloud Computer

ประการที่ 6

การปรับเปลี่ยนให้เทคโนโลยีใช้งานในธุรกิจได้

บุคลากรจำเป็นต้องหาวิธีและเรียนรู้วิธีการทำงานได้ดีขึ้นหว่าเดิม สิ่งที่เป็นเทคโนโลยีคือว่าเป็นการลงทุน ไม่ใช่เพียง Case Study แต่ควรจะเป็นบทเรียนเพื่อเรียนรู้ที่จะใช้ในกรณีอื่นๆต่อไป ในฐานะที่เป็น backbone ของกิจการแบบ Digital Enterprise โดยเป็น backbone ที่ใช้ด้วยเทคโนโลยีใหม่

ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงในแรงเหวี่ยงของการพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องทำให้ได้สู่เป้าหมายสุดท้ายของ Digital Enterprise ในภาพแห่งอนาคตของกิจการ ซึ่งบางทีอาจจะคาดเดาล่วงหน้าได้ยาก และอาจจะต้องก้าวหน้าไปด้วยกันทีละก้าวเพื่อมองหาภาพที่ชัดเจนขึ้น

ปัญหาของโลกในยุค Digital Economy จึงไม่ได้มาจากปัญหาจากการไม่มีเทคโนโลยีให้ใช้ประโยชน์ในธุรกิจ หากแต่เป็นปัญหาเรื่องของความสามารถในการบริหารจัดการและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในงานและธุรกิจมากกว่า

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเทคโนโลยีได้พัฒนาตัวเองพร้อมให้นำไปใช้ประโยชน์อยู่แล้ว ไม่ได้เกิดภาวะขาดแคลนเทคโนโลยีแต่อย่างใด

ประการที่ 7

มุมมองของกิจการภายใต้ Digital Enterprise

กิจการจำเป็นต้องมองไปที่ความต้องการของลูกค้าในอนาคตให้เป็น ไม่ใช่ความต้องการในวันนี้อีกต่อไป

และจำเป็นต้องมองให้ออกว่า การเป็นคนแรกในตลาด เป็นใบเบิกทางของการบุกเบิก และปักธงในตลาดได้อย่างไร แทนการกลัวที่จะไปข้างหน้าก่อนคิดการอื่น

ประการที่ 8

แม้ว่าทุกกิจการไม่ได้เป็นธุรกิจดิจิตอล (Digital business) แต่ทุกกิจการต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น Digital or Online Enterprise

นั่นหมายถึงภาคอุตสาหกรรมได้ก้าวหน้าสู่ Industries 4.0 ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะนำกิจการออกไปสู่ตลาดโลกได้

ประการที่ 9

เหตุผลที่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของ Digital Enterprise

(1)ภาคธุรกิจในปัจจุบันไม่มีกิจการได้ยืนหยัดอยู่ด้วยตนเองตามลำพัง แต่ต้องรวมพลังกัน เพื่อสร้างคุณค่าให้เป็นที่ต้องการของลูกค้า

(2)กิจการใดๆ จึงต้องมีสารพัดระบบ มีหลากหลาย Platform มีกระบวนการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นได้ มีช่องทางหลายช่องทางให้เข้าถึงลูกค้าและลูกค้าเข้าถึงได้

(3)ทั้งผู้ประกอบการ พนักงานในกิจการต่างยืนอยู่บนความกังวลเดียวกัน คือ จะยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางการแข่งขันและสภาพแวดล้อมดิจิตอลได้อย่างไร หากอยู่บนเทคโนโลยีที่ล้าสมัย

ประการที่ 10

ลำพังเป็น Digital Enterprise อย่างเดียวไม่เพียงพอ

กิจการยังต้องการศักยภาพ ความพร้อมอื่นประกอบด้วย

(1)ศักยภาพในเชิงความคิดที่มองเห็นแนวทางธุรกิจข้างหน้า

(2)ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารได้ทันท่วงที ให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้

(3)การมีเพียงเทคโนโลยีที่ทันสมัยไม่ได้เพียงพอ และอาจจะไม่ได้นำไปสู่ความสามารถในการทำกำไร ต้องปรับสู่การใช้งานในการดำเนินงานประจำวันและธุรกิจหลักจริงจัง

(4)ความสามารถในการสร้างมูลค่าสูงงสุดในส่วนของ Customer Value ควบคู่กับการกำจัดความสูญเสีย (Minimize Waste) หรือ Lean philosophy to IT/Technology

(5)ใช้ทรัพยากรน้อยลง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ลูกค้าให้ได้

(6)การดำเนินงานแบบ Turn around โดยเน้นคำว่า เร็วกว่า ง่ายกว่า ดีกว่า ถูกกว่า ไม่ใช่เพียงการดำเนินงานตามปกติ แต่รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้วย หรือ Lean IT

(7)บุคลากรต้องทำตัวเป็นพันธมิตรที่ช่วยกิจการในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ต่อกันอย่างเพียงพอ ไม่ใช่เพียงปรับลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน แต่เป็นการทำให้เทคโนโลยีทำหน้าที่ได้เหมาะสมที่สุดในทุกฝ่ายงาน ไม่ใช่เฉพาะฝ่าย IT อีกต่อไป

ประการที่ 11

ระบบบริหารจัดการของกิจการเปลี่ยนแปลง

จากระบบที่รองรับการบริหารจัดการของมนุษย์ หรือใช้มนุษย์กำกับ สู่ระบบที่ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเข้าถึง และใช้มนุษย์พัฒนากลยุทธ์ให้เหมาะสมเพื่อนำโอกาสสู่ความสำเร็จ

ประการที่ 12

ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

การบริหารจัดการแบบ Digital Enterprise คือการบริหารความไม่แน่นอน ด้วยการบริหารความเปลี่ยนแปลงในเชิงรุก

ความเปลี่ยนแปลงที่น่าวิตกและเป็นวิกฤติมากที่สุด คือ ปัญหาและความต้องการของลูกค้า

ประการที่ 13

เทคโนโลยีไม่สามารถใช้ตัวเทคโนโลยีเองสร้างความสำเร็จแก่กิจการ

ความได้เปรียบจากการแข่งขัน ไม่ได้มาจากการทำงานโดยอัตโนมัติของเทคโนโลยีเองแต่มนุษย์ต่างหากที่เป็นตัวขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขัน และความได้เปรียบด้านการแข่งขัน

เทคโนโลยีเป็นเพียงการบุกเบิกและใบนำทาง ซึ่ง

(1)ต้องทำให้เทคโนโลยี ทำงานได้เหมือนความคาดหวังของมนุษย์

(2)ใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนการตัดสินใจ

(3)เทคโนโลยีต้องสนับสนุนคุณภาพและความร่วมมือระหว่างมนุษย์ให้เป็นไปด้วยอัตราความรวดเร็ว ว่องไวมากขึ้น

(4)ต้องทำให้ เทคโนโลยีใช้งานอย่างคุ้มค่า มีผลงานในเชิงประจักษ์ได้เหมือนการทำงานของมนุษย์

ประการที่ 14

แนวทางในการปรับเทคโนโลยีเป็นความได้เปรียบด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้น

(1)ทีมที่เป็นผู้ผลิตโซลูชั่น ควรจะเป็นผู้ให้บริการ ควบคุมการทำงานของเทคโนโลยีและสนับสนุนการใช้งานของเทคโนโลยีที่เป็นโซลูชั่นด้วย ไม่อาจจะแยกฝ่ายพัฒนาโซลูชั่น กับฝ่ายใช้งานโซลูชั่นได้อีก จนกว่าจะมีสถานะ

(ก) เสถียร

(ข) ดำเนินงานได้ครบถ้วนตามความต้องการและคาดหวัง

(ค) สามารถคาดหมายปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นได้ และแก้ไขได้ครบถ้วน และครบวงจร

(2)ระหว่างรับผิดชอบในการปรับเทคโนโลยีจนเป็นโซลูชั่นของกิจการ จะต้อง

(2.1)วัดขนาดของต้นทุนที่เกิดขึ้นระหว่างใช้งาน

(2.2)วัดและประเมินคุณค่าของธุรกิจที่เกิดจากการส่งมอบผลผลิต

(3)ปรับจาก IT เป็นองค์กรแห่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์

วงจรของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการวางกลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรจะใช้ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการภายในกิจการ และส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการแก่ลูกค้าของกิจการ

(4)ลงทุนในการลดลงของความซับซ้อนของระบบงานปัจจุบัน

เป็นการลงทุนในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดนยึดโยงกับเป้าหมายในการลดต้นทุนและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงให้กับบริการในปัจจุบัน