เปรียบเทียบอาชีวศึกษาไทยกับอังกฤษ

การเปรียบเทียบอาชีวศึกษาไทยกับอังกฤษ ทำให้เราเข้าใจตัวเราได้ดียิ่งขึ้น รู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของเรา

เปรียบเทียบอาชีวศึกษาไทยกับอังกฤษ

จากประสบการณ์การศึกษาดูงานของผม ทั้งในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมัน ในด้านการอาชีวศึกษา และในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับอาชีวศึกษาของไทย และในฐานะตัวแทนบริษัทที่เข้าไปจัดทำโครงการทวิภาคีร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา ทำให้ผมอยากรู้และค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นมุมมองที่แตกต่างระหว่างอาชีวศึกษาของประเทศต่างๆ เปรียบเทียบ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและประเทศไทย ส่วนประเทศออสเตรเลียจะคล้ายกับประเทศอังกฤษ ซึ่งการเปรียบเทียบอาชีวศึกษาไทยกับอังกฤษ ทำให้เราเข้าใจตัวเราได้ดียิ่งขึ้น รู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของเรา ดังที่ผมจะอธิบายเพิ่มเติมต่อไปนี้

ความเป็นมาของอาชีวศึกษาหรือการสอนวิชาชีพในประเทศอังกฤษนั้น เริ่มเมื่อประมาณเกือบ 300 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ที่ประเทศอังกฤษเริ่มมีการปฏิบัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 17 เกิดโรงงานขึ้นจำนวนมาก ความต้องการแรงงานจึงทำให้เกิดการอพยพของประชากรจากชนบทเข้าสู่เมือง และเพื่อสนองความต้องการแรงงานที่มีฝีมือ แรงงานจำนวนหนึ่งจึงยอมเสียเงินเพื่อเรียนในตอนค่ำ เรียกว่า Twilight เพื่อให้ได้ความรู้ อันนำไปสู่ค่าจ้างที่สูงขึ้น โดยเรียนกับช่างที่ชำนาญการในพื้นที่ นั้นถือเป็นการเริ่มต้นของการเรียนวิชาชีพนั่นเอง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ที่การจัดตั้งโรงเรียนการอาชีวศึกษาแห่งแรก เป็นการจัดตั้งโดยภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการ จึงเห็นความแตกต่างกันอย่างมากในแง่แรงจูงใจในการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนที่มีต่อการอาชีวศึกษาที่มีมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ปัจจุบันในประเทศอังกฤษ เรียกระบบการศึกษาอาชีพว่า "Futher Education Colleges" โดยวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นของรัฐ แต่การบริหารงานอิสระ รัฐเข้าควบคุมน้อย รัฐสนับสนุนงบประมาณกับวิทยาลัย และรายได้จำนวนมากที่วิทยาลัยจัดหาเองจากค่าเล่าเรียน และโครงการที่วิทยาลัยเสนอต่อรัฐ

วิทยาลัยอาชีวศึกษาในประเทศอังกฤษรับผู้เรียนที่จบมัธยมต้นขึ้นไป เรียกว่า ระดับอายุ 16 ปีขึ้นเข้าเรียนและผู้เรียนอื่นๆที่สนใจ ซึ่งปรากฏว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่เลือกเรียนเพื่อไปประกอบวิชาชีพต่างๆ ไม่ใช่เรียนเพื่อไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปเหมือนประเทศไทย และในแต่ละวิทยาลัยจะมีผู้เรียนในระดับหลายพันหรือเป็นหมื่นคนต่อแห่ง เพราะผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นผู้เรียนประเภทนอกเวลา (Part time) เป็นคนทำงานแล้วมาเรียนวิชาชีพเพิ่มเติมภายหลัง มีผู้จบมหาวิทยาลัยแล้วที่หางานไม่ได้ ก็มาเรียนวิชาชีพเพิ่มเติม

การที่มีผู้มาเรียนจำนวนมาก วิทยาลัยในอังกฤษจึงลดอุปสรรคในเรื่องการเรียน เพื่อให้บุคคลภายนอกสามารถเข้ามาเรียนได้ง่ายขึ้น ด้วยการลดกฎระเบียบต่างๆ ในเรื่องการแต่งกาย การรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต การจัดเวลาเรียนที่ยืดหยุ่นขึ้น หรือการสนับสนุนด้านทุนการศึกษา จึงเห็นบรรยากาศการเรียนที่หลากหลายของคนที่มีอาชีพต่างกัน และมีวัยวุฒิต่างกันในวิทยาลัย

หลักสูตรที่เปิดสอนมักเป็นหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น ช่างทำผม , ผู้ดูแลสวนม หลักสูตรพนักงานขายค้าปลีก , พนักงานบริการบนเครื่องบิน , พนักงานโรงแรม เป็นต้น ซึ่งแต่ละหลักสูตรระยะเวลาเรียนไม่เท่ากัน ตั้งแต่ 4 เดือน จนถึง 2 ปี ตามแต่เนื้อหาของแต่ละหลักสูตร ซึ่งน่าจะมีเหตุผลมากกว่าการเรียนในประเทศไทยที่เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพใช้เวลา ๓ ปีเท่ากัน ทั้งที่แต่ละวิชาเนื้อหาไม่เท่าเทียมกัน เมื่อเปรียบเทียบอาชีวศึกษาไทยกับอังกฤษ หลักสูตรของไทยมักจะเป็นหลักสูตรที่กว้าง เช่น สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ หรือสาขาช่างยนต์ และหลักสูตรมีลักษณะ Bi Polar คือ ให้ความสำคัญทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพในเวลาเดียวกัน จนขาดความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเฉพาะสาขา

การรับสมัครเข้าเรียน จะเปิดตลอดทั้งปี สามารถสมัครเรียนผ่านอินเตอร์เน็ตได้ จะมีการสัมภาษณ์เพื่อความเหมาะสมกับอาชีพด้วย โดยการรับสมัครจะจำกัดตามขนาดห้องเรียนและอุปกรณ์การฝึกงาน จะไม่มีนโยบายประเภท "อยากเรียน ต้องได้เรียน" เพื่อประสิทธิภาพในการสอน บางสาขามีผู้สมัครเยอะจะต้องจองไว้ก่อน เช่น สาขาช่างซ่อมประปา (Plumber) เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีรายได้สูง จึงมีผู้ประสงค์เรียนมาก ผู้สมัครจะต้องรอในปีต่อไปถ้าต้องการเรียนจริงๆ

เพิ่มเติม ที่ www.cbtthailand.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การฝึกอบรมแบบสมรรถนะ



ความเห็น (0)