การแก้ไขรายการในประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง รายนายชนินทร์ และนายเบียะอ่อ ตอนที่ 5

การแก้ไขรายการในประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง รายนายชนินทร์ และนายเบียะอ่อ ตอนที่ 5

ประเด็นวิเคราะห์นายชนินทร์ และนายเบียะอ่อ หรือยาว ไม่มีนามสกุล [1]

19 กุมภาพันธ์ 2558

ก่อนวิเคราะห์เนื้อหาของคำร้องขอแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติฯ ของนายชนินทร์นายเบียะอ่อ ไม่มีนามสกุล มีประเด็นพิจารณาก่อนดังนี้

ประเด็นที่ 1 กรอบระยะเวลาในการพิจารณาของนายทะเบียนอำเภอและนายอำเภอท่าสองยาง มีระยะเวลานานเพียงใด และอย่างไร

(1) พิจารณาตามพรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แก้ไขเพิ่มเติมโดย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2557 มาตรา 39/1 [2] ซึ่งกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ภายใน 30 วัน เป็นระยะเวลาเร่งรัด มิใช่ระยะเวลาบังคับแต่อย่างใด หมายความว่า หากมีกรณีจำเป็นอื่นใด นายอำเภอสามารถพิจารณาเกินกว่า 30 วันได้

หากฝ่ายปกครองไม่สามารถออกคำสั่งทางปกครองได้ภายใน 30 วัน โดยไม่มีเหตุผล หรืออาจมีเหตุผล แต่ระยะเวลาได้ล่วงพ้นเกิน 30 วันไปแล้ว ผู้ร้องหรือคู่กรณีที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายฯ จากการ "ละเลยล่าช้า" ตามมาตรา 9 วรรคแรก (2) แห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อาจยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วันนับแต่วันพ้นกำหนด 30 วัน ตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พรบ.ฉบับเดียวกัน

ฉะนั้น หากมีการกำหนดแผนงานเพื่อการเร่งรัดฝ่ายปกครองให้พิจารณาตามกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วยความยินยอมของคู่กรณีฝ่ายผู้ร้อง ควรนำกรอบระยะเวลาตามกฎหมายมาเป็นตัวควบคุมกำหนดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในการโต้แย้งฟ้องต่อศาลปกครองได้ ด้วยเหตุระยะเวลาการยื่นฟ้องเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 49 แห่ง พรบ.ฉบับเดียวกัน

(1.1) ในประเด็นการพิจารณาของนายอำเภอท่าสองยางในฐานะผู้มีอำนาจอนุมัติให้แก้ไขรายการในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง ของบุคคลทั้งสอง ต้องพิจารณาตามกรอบมาตรา 39/1 ภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ได้รับคำขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

(1.2) สำหรับประเด็นระยะเวลาในการพิจารณาของนายทะเบียนอำเภอท่าสองยางนั้น ตามบทบัญญัติของมาตรา 39/1 ไม่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา เพราะ การดำเนินการของ "นายทะเบียนอำเภอ" อยู่ภายใต้การกำกับของ "นายอำเภอ" ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 ข้อ 115(2) [3] กรณีแก้ไขรายการเอกสารทะเบียนราษฎรที่ "ไม่มีเอกสารราชการมาแสดง" หากแต่เมื่อเกิดความขัดข้อง หรือมีเหตุจำเป็นอื่นใด เกี่ยวกับการสอบสวน หรือการแสวงหาพยานหลักฐานใด ๆ อาจเป็นเหตุให้ นายอำเภอท่าสองยางในฐานะ "ผู้อนุมัติ" ต้องขยายระยะเวลาตามมาตรา 39/1 ออกไป ด้วยเหตุคำขอยังไม่ถูกต้องครบถ้วนได้

(1.3) หากนายอำเภออ้างเหตุนี้ ผู้ร้องจะสามารถโต้แย้งได้หรือไม่เพียงใด นั้นเห็นว่า นายอำเภอสามารถนำมาตรา 27 [4] แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้บังคับเพื่อการแก้ไขแนะนำคำร้องให้ถูกต้อง เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบกพร่องบางประการในคำร้อง หรือ ความถูกต้องครบถ้วนของ "คำขอและเอกสาร" แต่นายอำเภอและนายทะเบียนอำเภอจะต้องแจ้งให้ผู้ร้องทราบ ไม่อาจอ้างเหตุนี้เพื่อเป็นภาระแก่ผู้ร้องในการดำเนินการได้

(1.4) ทำแผนมีระยะตามม.39/1 30 วัน และนับไปอีกไม่เกิน 90 วัน ภายในประมาณ 2 มิย.58 (ห้ามเกินเด็ดขาด) ฟ้องละเลยล่าช้า การทำแผนต้องคำนึงข้อนี้ด้วย

ประเด็นที่ 2 เรื่องพยานบุคคลที่ฝ่ายผู้ร้อง (ในฐานะประชาชน) นำมาประกอบคำร้อง มีความน่าเชื่อถือเพียงใด และมีกรอบระยะเวลาในการนำพยานหลักฐานยื่นสู่อำเภอด้วยหรือไม่ อย่างไร

เรื่องการชั่งน้ำหนักพยานบุคคลนี้ รศ.ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร กล่าวว่า "การจะพิจารณาว่า "เชื่อพยานบุคคลปากใดหรือไม่ ?" ผู้พิจารณาจะต้องใช้แนวคิดแบบสามัญชนในสถานการณ์นั้นๆ จะเอาตัวผู้พิจารณาเป็นตัวตั้งไม่ได้ จะเอาสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นไปจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหาไม่ได้ การเอาแนวคิดและสถานการณ์ของผู้พิจารณาไปตัดสินความน่าเชื่อถือของคำพยานบุคคลจึงเป็นการใช้อำเภอใจที่ไม่อาจนำไปสู่ความยุติธรรมของเรื่อง การพิจารณาในลักษณะที่ขัดต่อความจริงของเรื่อง จึงไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความพยาน

ซึ่งในประเด็นนี้คุณศิวนุชสร้อยทอง ได้โต้แย้งการรับฟังพยานและชั่งน้ำหนักพยานบุคคลต่อนายอำเภอในชั้นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องฯ แล้ว [5] มีข้อสังเกตเกี่ยวกับพยานบุคคลที่นำมาอ้างอิงของผู้ร้องว่า

(1) การพิจารณาข้อกฎหมาย ไม่ปรากฎว่ากรณีนี้คู่กรณี/ชาวบ้าน มีห้วงระยะเวลานำพยานมาสืบเพียงใด กล่าวคือ เห็นว่า ระยะเวลาในการกำหนดนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายปกครองตามมาตรา 39/1 แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่จะกำหนดเท่านั้น

(2) ตามหลักการนำสืบพยาน ในทางปกติก็คือ ฝ่ายใดกล่าวอ้าง ฝ่ายนั้นต้องนำสืบ [6] แต่ในกรณีนี้ ผู้ร้องได้กล่าวอ้างพยานไว้หมดสิ้นแล้ว เห็นว่า ในกรณีจำเป็น หากฝ่ายปกครองจะเรียกพยานบุคคลเพิ่ม ก็อาจอยู่ในวิสัยที่เรียกเพิ่มได้เสมอ แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของมาตรา 27 แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว หากไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ อาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามได้ ที่ไม่สามารถเรียกพยานเพิ่มเติม หรือให้กระทำการใด ๆ เพิ่มเติมได้ ตามมาตรา 29แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เช่น เป็นพยานที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย ประวิงเวลา

(3) ผู้ร้องเสนอนำพยานบุคคล 3 คน ประกอบด้วย นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง, นพ.จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด และนางสาวศิวนุช สร้อยทอง ทนายความ นักกฎหมายประจำโรงพยาบาลแม่ระมาด ไปให้นายอำเภอสอบสวนฯ แต่หากปรากว่าพยานบุคคล 3 คน ยังไม่ไปให้ถ้อยคำต่อนายอำเภอ/นายทะเบียนอำเภอ ตามมาตรา 39/1 แห่งพรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่) ก็ยังเริ่มนับวันเริ่มต้นพิจารณาไม่ได้ (ภายใน 30 วันเพื่ออกคำสั่งทางปกครอง) จะทำให้ระยะเวลาการพิจารณาตามมาตรา 39/1 ล่าช้าออกไป เพราะนายอำเภอย่อมอ้างเหตุจำเป็นในการขยายการพิจารณาได้ ด้วยระยะเวลามาตรา 39/1 เป็นระยะเวลาเร่งรัด มิใช่ระยะเวลาบังคับดังที่กล่าวแล้ว

(4) การพิสูจน์ด้วยวิธีการเดินเผชิญสืบและสอบปากคำพยานบุคคลจำนวน 3 คนเพิ่ม อาจไม่มีนัยสำคัญที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อเท็จจริงและคำให้การของพยานบุคคลอื่นที่ได้ให้ถ้อยคำไปแล้ว เพราะต่างก็เป็นพยานบุคคลเช่นเดียวกันหากแต่พยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ อาจมีผลเรื่องความน่าเชื่อบ้าง อาทิเช่น พยานผู้เชี่ยวชาญคุณแม่ทัศนีย์ คีรีปราณีต ซึ่งเป็นนักพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงเพราะในกระบวนการตามระเบียบ มีการกำหนดเรื่องพยานบุคคลที่เป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" ในชั้นกรรมการอุทธรณ์อำเภอและกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลาง ในการพิจารณาลงสถานะบุคคลฯ ให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง ซึ่งกรรมการอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์และปัญหาข้อโต้แย้งฯ ด้วย ตามข้อ 26 และข้อ 38 [7] แห่งระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543

ประเด็นที่ 3 การแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติฯ เพื่อให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ มีความสำคัญ จำเป็นเพียงใด และมีผลประการใด ต่อการขอลงรายการสัญชาติไทย

(1) ผู้ร้องทั้งสองมีความประสงค์ขอแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติฯ รวม 3 รายการ คือ

(1.1) สถานที่เกิด

ประเด็นการแก้ไขรายการฯสถานที่เกิดเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เป็นไปตามเงื่อนไขการขอลงรายการสัญชาติ ตามมาตรา 23 ซึ่งทั้งสองรายขอแก้ไขสถานที่เกิดจากเกิดใน "ประเทศพม่า" เป็นเกิดใน "ประเทศไทย"

(1.2) วันเดือนปีเกิด (ห้วงเวลาการเกิด)

ประเด็นห้วงเวลาการเกิด นายชนินทร์ ขอแก้ไขจาก "2522" เป็น "2524" และนายเบียะอ่อ ขอแก้ไขจาก "2527" เป็น "8 มิถุนายน 2528" ซึ่งเป็นห้วงระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2515 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 ตาม พรบ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 กรณีได้รับผลกระทบจาก ปว.337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 กล่าวคือ เป็นบุตรของคนต่างด้าวซึ่งเกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ตามที่กำหนดในมาตรา 23 [8] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551

ซึ่งในประเด็นนี้ การขอแก้ไขวันเดือนปีเกิด "ไม่มีผลกระทบใดๆ" ต่อเงื่อนไขในการของลงรายการสัญชาติไทยของบุคคลทั้งสอง แต่เป็นการแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง หรือตามความเป็นจริง อันจะมีผลต่อสิทธิสภาพบุคคลที่ตามมาอีหลายประการ เช่น อายุในการเกษียณการทำงาน (ราชการ) เป็นต้น

(1.3) ห้วงเวลาการเข้ามาในประเทศไทยของบิดามารดา

หัวหน้าครอบครัวของนายชนินทร์ (นายจ่าซวย) แก้ไขจาก "2526" เป็น "2521" และหัวหน้าครอบครัวของนายเบียะอ่อ (นายมุกรุ) แก้ไขจาก "2528" เป็น "2514"

สรุปทั้งสามรายการ โดยเฉพาะรายการที่ (1) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการการขอสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่ง พรบ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 ด้วยเป็นเงื่อนไขที่สำคัญต้องเกิดในประเทศไทยเท่านั้น

(2) ในประเด็นที่ 3 นี้มีข้อสังเกตเพื่อเป็นกรณีเทียบเคียงระเบียบปฏิบัติที่ใกล้เคียงว่า ตามข้อ 47 [9] แห่งแห่งระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543 นั้น เป็นกรณีที่ ทะเบียนประวัติผิดจากความเป็นจริง (มีความผิดพลาดไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง) ซึ่งอาจเป็นการจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จก็ได้ แต่ในกรณีนี้เป็นข้อทักท้วงจากฝ่ายผู้ร้องเอง ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นการแก้ไขเองโดยมีเจตนาที่สุจริตเป็นพื้นฐาน

(3) และตามระเบียบที่ใกล้เคียงเพื่อนำมาใช้ในการเทียบเคียงเป็นแนวทางปฏิบัติได้อีกฉบับหนึ่ง คือ ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. 2548 ข้อ 15 และข้อ 16 [10] ซึ่งพิจารณาการแก้ไขปรับปรุงรายการในเอกสารของทางราชการนั้น ถือเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนที่ต้องตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนประวัติให้ถูกต้องเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

หากตรวจพบหรือได้รับแจ้งว่าไม่ถูกต้องฯ ให้นายทะเบียนแก้ไขให้ถูกต้องได้ นอกจากนี้ยังมีอำนาจจำหน่ายชื่อและรายการบุคคล และการแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นและฐานข้อมูลทะเบียนประวัติด้วย

ยังไม่จบ ยังมีตอนต่อไป...

[1] "พยานสมรู้ร่วมคิดในการสอบพยานเพื่อรับรองตัวบุคคลในการแก้ไขรายการในทะเบียนราษฎร"

, 5 มกราคม 2558, https://www.gotoknow.org/posts/583457&ศิวนุชสร้อยทอง, การรับรองความน่าเชื่อถือของ "พยานหลักฐานในการพิสูจน์การเกิดเพื่อแก้ไขทะเบียนประวัติ ฯ ของนายชนินทร์" : ปลาทอง นักกม.โครงการ4หมอ, 1 มกราคม 2015, https://www.facebook.com/notes/1030676490283094

[2] มาตรา 39/1 "การออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือในเรื่องใด หากมิได้มีกฎหมายหรือกฎกำหนดระยะเวลาในการออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้นไว้เป็นประการอื่น ให้เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองนั้นให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ได้รับคำขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปของเจ้าหน้าที่ ที่จะกำกับดูแลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง" (มาตรา 39/1 เพิ่มเติมโดย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2557)

[3] ข้อ 115 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารการทะเบียนราษฎร ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

(2) ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารการทะเบียนราษฎรไม่มีเอกสารราชการมาแสดง ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นสอบสวนพยานหลักฐานแล้วรวบรวมหลักฐานเสนอนายอำเภอพร้อมด้วยความเห็น เมื่อนายอำเภอพิจารณาเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเชื่อถือได้ ให้นายอำเภอสั่งนายทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารการทะเบียนราษฎรให้ ...

[4] มาตรา 27 "ให้เจ้าหน้าที่แจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาทางปกครองให้คู่กรณีทราบตามความจำเป็นแก่กรณี

เมื่อมีผู้ยื่นคำขอเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีคำสั่งทางปกครอง ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของคำขอและความครบถ้วนของเอกสาร บรรดาที่มีกฎหมายหรือกฎกำหนดให้ต้องยื่นมาพร้อมกับคำขอ หากคำขอไม่ถูกต้อง ให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวแนะนำให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเสียให้ถูกต้อง และหากมีเอกสารใดไม่ครบถ้วนให้แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบทันทีหรือภายในไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ในการแจ้งดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้รับคำขอและระบุรายการเอกสารที่ไม่ถูกต้องหรือยังไม่ครบถ้วนให้ผู้ยื่นคำขอทราบพร้อมทั้งบันทึกการแจ้งดังกล่าวไว้ในกระบวนพิจารณาจัดทำคำสั่งทางปกครองนั้นด้วย

เมื่อผู้ยื่นคำขอได้แก้ไขคำขอหรือจัดส่งเอกสารตามที่ระบุในการแจ้งตามวรรคสองครบถ้วนแล้วเจ้าหน้าที่จะปฏิเสธไม่ดำเนินการตามคำขอเพราะเหตุยังขาดเอกสารอีกมิได้ เว้นแต่มีความจำเป็น เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือกฎและได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งตามมาตรา 20 ในกรณีเช่นนั้นให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยพลัน หากเห็นว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการทางวินัยต่อไป

ผู้ยื่นคำขอต้องดำเนินการแก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมต่อเจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนดหรือภายในเวลาที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้ขยายออกไป เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว หากผู้ยื่นคำขอไม่แก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์ที่จะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำขอต่อไป ในกรณีเช่นนั้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเอกสารคืนให้ผู้ยื่นคำขอพร้อมทั้งแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์ให้ผู้ยื่นคำขอทราบ และบันทึกการดำเนินการดังกล่าวไว้"

[5] หนังสือโต้แย้งการรับฟังพยานและชั่งน้ำหนักพยานบุคคลต่อนายอำเภอแล้ว,

https://www.facebook.com/notes/1030911383592938/

[6] มาจากหลักมาตรา 84/1 ป.วิแพ่ง ผู้ใดกล่าวอ้างผู้นั้นมีภาระการพิสูจน์

[7] ข้อ 26 เมื่อมีรับคำร้องอุทธรณ์ ให้นายทะเบียนเสนอต่อนายอำเภอเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ ภายใน 5 วัน

คณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอพิจารณาการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทย ภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูง ประกอบด้วย

(1) ผู้เชี่ยวชาญที่มาจากฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ

(2) ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายรัฐที่นายอำเภอแต่งตั้ง จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ

(3) ปลัดอำเภอ เป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้กรรมการตามความในวรรคสองมีอำนาจรวมกันในการเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดในระหว่างกันให้เป็นประธานคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ

ข้อ 38 ให้มีคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลางพิจารณาการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูง โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลางแต่งตั้งประกอบด้วย

(1) รองผู้อำนวยการทะเบียนกลาง (ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน) เป็นประธาน

(2) ผู้ช่วยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง (ผู้อำนวยการส่วนการทะเบียนราษฎร) เป็นกรรมการ

(3) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นกรรมการ จำนวน 3 คน

(4) หัวหน้าฝ่ายทะเบียนชนกลุ่มน้อย ส่วนการทะเบียนราษฎร เป็นกรรมการและเลขานุการ

(5) หัวหน้างานกฎหมายและระเบียบชนกลุ่มน้อย ส่วนการทะเบียนราษฎรเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้รองผู้อำนวยการทะเบียนกลางมีอำนาจเสนอผู้อำนวยการทะเบียนกลางแต่งตั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากสาขาวิชากฎหมาย ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ชาติพันธุ์วรรณนา ให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลางตามวรรคต้น

[8] มาตรา 23 บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 ข้อ 1 และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 ข้อ 2 รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน

[9] ข้อ 47 ในกรณีที่บุคคลบนพื้นที่สูงซึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร

ได้รับการเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้านโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือ

แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือมีการรับรองโดยผิดจากความเป็นจริง ให้นายทะเบียนยื่นเรื่องต่อนายอำเภอ เพื่อให้นายอำเภอวินิจฉัยปัญหาและดำเนินการจำหน่ายชื่อและรายการบุคคลออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังจากการเพิกถอนตามความในวรรคแรกแล้ว ให้นายทะเบียนดำเนินการลงรายการสถานะ

ที่แท้จริงของบุคคลนั้นในทะเบียนราษฎรตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องและให้นำความในวรรคสองและวรรคสามในข้อ 43 มาดำเนินการต่อไปโดยอนุโลม

ข้อ 38 ให้มีคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลางพิจารณาการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูง โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลางแต่งตั้งประกอบด้วย

(1) รองผู้อำนวยการทะเบียนกลาง (ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน) เป็นประธาน

(2) ผู้ช่วยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง (ผู้อำนวยการส่วนการทะเบียนราษฎร) เป็นกรรมการ

(3) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นกรรมการ จำนวน 3 คน

(4) หัวหน้าฝ่ายทะเบียนชนกลุ่มน้อย ส่วนการทะเบียนราษฎร เป็นกรรมการและเลขานุการ

(5) หัวหน้างานกฎหมายและระเบียบชนกลุ่มน้อย ส่วนการทะเบียนราษฎรเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้รองผู้อำนวยการทะเบียนกลางมีอำนาจเสนอผู้อำนวยการทะเบียนกลางแต่งตั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากสาขาวิชากฎหมาย ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ชาติพันธุ์วรรณนา ให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลางตามวรรคต้น

[10] ข้อ 15 ให้นายทะเบียนตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนประวัติให้ถูกต้องเป็นปัจจุบันอยู่เสมอหากตรวจพบหรือได้รับแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ารายการในทะเบียนประวัติของผู้ใดไม่ถูกต้องหรือมีการแจ้งรายการซ้ำซ้อนให้นายทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำหน่ายหรือดำเนินการอื่นใดให้ข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้อง

ข้อ 16 การจำหน่ายชื่อและรายการบุคคล และการแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นและฐานข้อมูลทะเบียนประวัติของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้นายทะเบียนปฏิบัติตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 โดยในส่วนของทะเบียนประวัติให้ดำเนินการเช่นเดียวกับทะเบียนบ้าน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Registration Law



ความเห็น (0)