ขอบพระคุณครอบครัวของคุณแม่น้องเบญที่ยังคงอบอุ่นและมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ "วิธีการจัดการดูแลตนเอง" ให้เต็มศักยภาพและสุขภาวะ...ดร.ป๊อปได้เรียนรู้กระบวนการคิดใหม่ๆของคุณแม่เสมอครับ

วันนี้ดร.ป๊อปได้เรียนรู้คุณแม่น้องเบญ น้องสาวที่รักของผมผู้ที่ช่วยเหลือผมยามเจ็บป่วยที่เชียงราย

หลังการใช้เคมีบำบัดมะเร็งมาเกือบครึ่งเดือนและใช้รังสีบำบัดมะเร็งมาก่อนปีใหม่ คุณแม่รู้สึกเบื่ออาหารเนื่องจากกลืนแล้วเจ็บคอหอยซีกขวาโดยเฉพาะกลืนน่้ำเปล่า ก็เลยไม่อยากทานอะไร ทานข้าวต้มบ้าง น้ำหนักลดลง 2 กก. เมื่อไปพบแพทย์ๆก็แนะนำให้เจาะคอให้อาหารทางสาย

ผมเองในฐานะนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมเข้าใจว่าเป็น "แนวทางเวชปฏิบัติแต่เมื่อผู้รับบริการมีสิทธิ์เลือกชีวิตของเค้าเอง...คุณหมอน่าจะส่งปรึกษาสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินและการบำบัดฟื้นฟูภาวะกลืนลำบาก...หรือบ้านเราไม่มีใครทราบกันจริงจังหรืออย่างไร"

สำหรับภาวะกลืนลำบากในเคสมะเร็งมีมานานหลายปีแต่ผมเพิ่งจะเห็นบทความวิชาการที่เขียนรวบรวมเนื้อหาได้น่าสนใจในปี 2012 คลิกอ่านที่นี่ [Acknowledgement: Dysphagia Section, Oral Care Study Group, Multinational Association of Supportive Care in Cancer (MASCC)/International Society of Oral Oncology (ISOO). Swallowing dysfunction in cancer patients. Support Care Cancer. Mar 2012; 20(3): 433–443. doi: 10.1007/s00520-011-1342-2]

  • ภาวะกลืนลำบากบริเวณช่องปากถึงหลอดอาหาร หรือ Oropharyngeal dysphagia จะเกิดพร้อมกันการกลืนที่รู้สึกเจ็บ หรือ Odynophagia พบได้บ่อยในมะเร็ง
  • การตรวจประเมินอย่างละเอียดถึงการทำงานอวัยวะการกิน การดูด การเคี้ยว การกลืน และการบริโภคอาหารกับเครื่องดื่มจึงต้องปรึกษานักเวชศาสตร์สื่อความหมาย (ในไทยมีนักเวชศาสตร์สื่อความหมายน้อย จึงได้มีการตกลงระหว่างวิชาชีพให้นักกิจกรรมบำบัดทำหน้าที่ตรวจประเมินและบำบัดฟื้นฟูภาวะกลืนลำบากในกรณีไม่มีนักเวชศาสตร์สื่อความหมาย)
  • โดยเฉพาะการรับความรู้สึกบริเวณริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดาน ลิ้น และคอหอย ต่อการรับรสชาดกับผิวสัมผัสกับอาหารจริงๆ ที่มีความเข้มข้นของสารอาหารกับความเหลวของปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม รวมทั้งขนาด ปริมาณ อุณหภูมิ และการปรับรูปแบบของอาหารและเครื่องดื่มตามศักยภาพของผู้รับบริการ
  • การสังเกตความล้าต่อจำนวนครั้งของการบริโภคอาหารก็สำคัญมากเพราะขนาดของเซลล์มะเร็งจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายอาหารตามโครงการที่สัมพันธ์กันระหว่างอวัยวะต่างๆขณะกลืนอาหาร
  • ผลข้างเคียงของการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งคือ ต่อมและเยื่อบุอวัยวะในการกลืนจะอักเสบ บวม และเจ็บขณะกลืนน้ำลาย ต่อมน้ำลายข้นจะทำงานมากขึ้นขณะที่ต่อมน้ำลายใสจะทำงานน้อยลงทำให้กลืนยากขึ้น ปุ่มรับรสจะหายไปทำให้ไม่อยากอาหารใดๆ รวมทัั้งกลไกการไอก็จะทำงานช้าลงและหายไปด้วยส่งผลให้สำลักอาหารง่ายขึ้น

วันนี้ที่ดร.ป๊อปตรวจพบคือ 1) ต่อมน้ำลายใสไม่ทำงาน จึงต้องกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายใสด้วยการใช้น้ำอุ่นผสมมะนาวให้คุณแม่จิบจากช้อน ณ ปลายลิ้น ตรงกลางลิ้น และโคนลิ้น (หลังการขยับช้อนยาวที่แตะปลายลิ้นถึงตรงกลางลิ้นเร็วๆ) ทำไม่เกิน 5 ครั้ง 2) กลไกป้องกันการสำลักไม่ทำงาน จึงต้องใช้แปรงฟันกระตุ้นค่อยๆ กดปลายลิ้น ตรงกลางลิ้น และโคนลิ้น จนไอออกมาแรงๆ ทำไม่เกิน 3 รอบ และ 3) กล้ามเนื้อลึกรอบคอหอยอ่อนแรง (ข้างขวาที่มีต่อมมะเร็งบวมทับข้างจุดเจ็บ) จึงต้องให้คุณแม่เคี้ยวอาหารช้าๆ แล้วถ้ารู้สึกกลืนแล้วเจ็บ ให้เอียงคอไปทางข้างซ้ายเล็กน้อย แล้วใช้วิธีการปรับอาหารในลักษณะตุ๋นเปื้อย งดอาหารเค็ม เผ็ด หวาน และมีนมผสม เน้นการทานผลไม้แบบเครื่องดื่ม น้ำอุ่น และแบบชิ้นมากขึ้น

นอกจากนี้ได้แนะนำให้คุณพ่อกับลูกสาวใช้เข็มขัดคาดป้องกันล้มแล้วพยุงจากแกนกลางด้านหลังให้คุณแม่เดินสมดุลซ้ายขวา (ดึงมาด้านขวาให้ลงน้ำหนักเอียงทางผู้เดินด้วยช้าๆ ให้คุณแม่ก้าวช้าๆ จนรู้สึกตึงและชา ให้ค่อยๆก้าวถอยหลังมานั่งพร้อมกดปลายเท้าลง 10 ครั้งเพื่อยืดเส้นประสาทที่ช้า ขณะที่ข้อมือให้กระดกมือขึ้น 10 ครั้งเพื่อยืดเส้นประสาทที่ช้าเพราะมีบวมแข็งที่แขน สุดท้ายแนะนำการฝึกหายใจออก ไม่ให้เกร็งกลั่นหายใจขณะออกแรงกลืนจนถึงเดินออกกำลังกาย โดยเฉพาะต้องขยับยืดกล้ามเนื้อขาขึ้นจากท่านอนคว่ำทีละข้างรวมสลับกัน 60 ครั้ง กับท่านั่นยกขาเข่าตั้งฉากกับพื้นอีก 60 ครั้งสลับกัน ทั้งหมดนี้ผมขอให้กำลังใจคุณแม่ให้สู้ๆๆๆๆ เพื่อให้เกิดสุขภาวะเตรียมจิตใจและร่างกายให้พร้อมกับผลกระทบของการบำบัดมะเร็งในลำดับถัดไป

เสียงสะท้อนจากน้องเบญ...ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์แบบการให้เหตุผลทางคลินิกเชิงแปลความได้ดีเยี่ยม

ขอบคุณในไมตรีจิตและความกรุณาที่มีให้กับครอบครัวของเรา ดร.ป๊อบ คนที่มีทั้งความมุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเทให้กับงานที่ตนเองรัก และรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำได้อย่างดี

สำหรับเบญนั้น ดร.ป๊อบเป็นอีกบุคคลที่น่าเคารพ น่าศรัทธาทั้งตัวและหัวใจ...ขนาด ดร.ป๊อบ มีภาระงานมากมาย แถมต้องเฝ้าระวังเรื่องสุขภาพของตัวเอง และคอยดูแลคนครอบครัวต้องจัดการ

ขอบคุณ ดร.ป๊อบ อีกครั้งนะคะที่ช่วยให้ความตั้งใจที่ลูกสาวคนนึง ที่หวังให้แม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งร่างกาย ทั้งกายใจ และจิตวิญญาณ

อย่างเช่นครั้งนี้ แม่ไม่อยากใส่สายยางให้อาหาร ในฐานะลูก เราพยายามทุกทางที่คุยกับหมอ และหาทางเลือกอีก เพราะแม่ต้องการใช่ร่างกายและศักยภาพที่มี แม่เองก็พอกลืนได้แต่เจ็บมากถ้าไม่ลืมตัว แม่พยายามด้วยตัวเอง หาวิธีทำเพื่อให้ตัวเองกินได้และเจ็บน้อยที่สุด

*นี่เป็นอีกครั้งนึง...ที่ ดร.ป๊อบ ได้ให้ความสำคัญ แม่ที่มีปัญหาเรื่องการกลืน และการเดินได้รับตรวจ คำแนะนำ การบ้าน ทุกขั้นทุกตอนอย่างปราณีตจาก ดร.ป๊อบ ทุกขั้นทุกตอน ให้เรากลับไปดูแลตัวเองที่บ้านได้ ขอบคุณดร.ป๊อบ Supalak Khemthong เหลือเกิน...แม่ยิ้มได้ พ่อยิ้มได้ มีความหวัง ได้ทางเลือกเพิ่มขึ้น มีความสุขเพิ่มขึ้นทันที


ทุกครั้งที่ได้เห็นแม่ใส่ใจ ดูแล เป็นห่วงตัวเอง (เมตตาต่อตัวเอง) แม่มีความเข้าใจ เรียนรู้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป แม่ยิ้มรับกับมันได้ อันนี้หนูถือว่าหนูได้รับของขวัญอันประเสริฐยิ่ง....เป็นความสุขปิติ ถือว่าคุ้มค่ามากแล้วที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ตัวน้อย ๆ