ถอดบทเรียนวิชาสัมมนา:การนำไปใช้ในวิชาชีพกิจกรรมบำบัด

Yanisa Khumkeaw
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

กิจกรรมการดำเนินชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง


ในการดำรงชีวิตประจำวันในหนึ่งวัน คนเราจำเป็นต้องมีสมดุลในการดำเนินชีวิต โดยสมดุลนั้นประกอบด้วย การทำงาน (Work) กิจกรรมยามว่าง (Leisure) การบำรุงรักษาตนเอง (Self maintenance) และการนอนหลับ (Sleep) ในผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้สมดุลของการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เช่น การที่ต้องเปลี่ยนงานมาอยู่ที่บ้านรักษาตัว ทำให้มีเวลาเพิ่มมากขึ้น และเพื่อที่จะทำให้ผู้ป่วยไม่เบื่อหน่ายในการดำรงชีวิต โดยนักกิจกรรมบำบัดในการมองผู้ป่วยหนึ่งคนจะมีการมองเป็นองค์รวม(Holistic) โดยไม่ได้มองแค่เพียงด้านร่างกาย แต่ยังรวมไปถึงการดูสภาพจิตใจ ความสนใจ แรงจูงใจในการทำกิจกรรมและสิ่งแวดล้อมต่างๆที่ส่งผลต่อการรักษา

เมื่อบุคคลหนึ่งกลายเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้มีการสูญเสียการทำงานของร่างกายมีการอ่อนแรงในครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง มีปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจและขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เป็นต้น โดยปัญหาเหล่านั้นส่งผลต่อการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว ทานอาหาร รวมไปถึงการทำกิจกรรมยามว่างและการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นในสังคมอีกด้วย

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง

ในบางคนอาจจะมีการแตก ตีบหรือตันในส่วนใดส่วนหนึ่งในสมองจะส่งผลให้สมองซีกนั้นไม่สามารถใช้งานได้

    • หากเส้นเลือดในสมองแตก ตีบ หรือตันในสมองฝั่งซ้ายปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือการวางแผนการเคลื่อนไหว
    • หากมีเส้นเลือดในสมองแตก ตีบ หรือตันในสมองฝั่งขวาจะเกิดปัญหาในด้านความรู้ความเข้าใจ เช่นผู้ป่วยในบางรายอาจมีปัญหาแยกแยะซ้าย ขวา หน้า หลัง หรืออาจจำขั้นตอนในการทำไม่ได้เป็นต้น

ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดควรเลือกวิธีการในการรักษาให้เหมาะสมกับประเภทของผู้รับบริการ จากในงานวิจัย ที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาได้ทำการทดลองใช้เทคนิคและวิธีการสองอย่างในการฝึกผู้ป่วยแต่งตัว(Walker M, Sunderland A) คือ

    • วิธีการแรก (Functional approach)เป็นวิธีการปกติที่นักกิจกรรมบำบัดนิยมใช้ เช่น การสอนผู้ป่วยใส่เสื้อ โดยเริ่มใส่จากแขนข้างอ่อนแรกก่อน จากนั้นจึงใส่ในข้างที่ปกติ
    • วิธีการที่สอง (Neuropsychological approach)คือ การฝึกในด้านการรับรู้และความรู้ความเข้าใจ ประกอบกับการดัดแปลงเสื้อโดยมีสัญลักษณ์ให้ผู้รับบริการรับรู้ว่าด้านไหนคือด้านหน้าหรือด้านหลังของเสื้อ

โดย ผลสรุปก็คือในผู้ป่วยที่มีปัญหาในสมองฝั่งขวาถ้าหากได้รับการฝึกแบบวิธีการที่สองจะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นมากกว่าการใช้วิธีการแรก

เมื่อสามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานได้แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่นักกิจกรรมบำบัดควรคำนึงถึงคือการทำกิจกรรมยามว่างของผู้ป่วยในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองหรือสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการที่จะทำ ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้สมดุลของการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เช่น การที่ต้องเปลี่ยนงานมาอยู่ที่บ้านรักษาตัว ทำให้มีเวลาเพิ่มมากขึ้น และเพื่อที่จะทำให้ผู้ป่วยไม่เบื่อหน่ายในการดำรงชีวิต

ในงานวิจัยที่ได้ศึกษาเป็นการทำการวิจัยเกี่ยวกับการทำ กิจกรรมยามว่าง(leisure) : กิจกรรมยามว่างในผู้ป่วยก่อนที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกิจกรรมที่ออกไปทำด้านนอกบ้าน และกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับสังคมเป็นส่วนในใหญ่ ตัวอย่างเช่น การเดินในสวนสาธารณะ การวิ่ง การทำสวน การขับรถ การไปเที่ยวต่างจังหวัด การเล่นกีฬา ออกดูหนังในโรงภาพยนตร์ เป็นต้น แต่หลังจากนั้นเมื่อเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นกิจกรรมยามว่าง เป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกายมากๆ แทนกิจกรรมเดิม เช่น การอ่านหนังสือ การดูโทรทัศน์ การฟังวิทยุ การคุยโทรศัพท์ การแชทกับเพื่อน การเล่นเกมหมากฮอต เป็นต้น(Clare O'Sullivan and Gill Chard)

เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตตามเดิมได้โดยนักกิจกรรมบำบัดก็จะมีหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับกิจกรรมยามว่าง เช่น การวิเคราะห์กิจกรรม การให้ผู้ป่วยทำแบบประเมินความสนใจในกิจกรรมยามว่างเพื่อค้นหากิจกรรมที่ชอบ การปรับขั้นตอนในการทำกิจกรรมให้ง่ายหรือให้ยากขึ้น การให้คำปรึกษาแก่ญาติและผู้ป่วย รวมถึงการปรับสิ่งแวดล้อมในการทำกิจกรรม เป็นต้น

และเทคนิคอีกหนึ่งอย่างที่นักกิจกรรมบำบัดใช้ก็คือ เทคนิคการสงวนพลังงาน

เทคนิคสงวนพลังงานคือ การใช้พลังให้มีประสิทธิภาพ หรือการปรับกิจกรรมโดยการระบุหรือการพัฒนาของการปรับกิจกรรมผ่านการสังเคราะห์อย่างเป็นระบบของกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยวิธีการที่ใช้เทคนิคดังกล่าว เช่นการปรับตำแหน่งของเครื่องมือ เฟอร์นิเจอร์ที่บ้านหรือที่ทำงาน การปรับท่าทางของร่างกาย หรือการมีช่วงเวลาพักระหว่างการทำกิจกรรมเป็นต้น เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตดังกล่าวได้

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้รับบริการมีความทนทานในการทำกิจกรรมต่ำหรือทำกิจกรรมหนึ่งได้ไม่นานหรือล้าง่าย แต่มีอาชีพเป็นช่างไม้ วิธีการที่นำเทคนิคสงวนพลังงานมาใช้ เช่น

    • การตอกตะปูสามารถปรับมาใช้เครื่องมือไฟฟ้าแทนการตอกตะปูด้วยฆ้อน
    • การปรับตำแหน่งของเครื่องมืออุปกรณ์จากตำแหน่งสูงๆมาวางในระดับที่สามารถเอื้อมถึง
    • ทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากๆในเวลาตอนเช้า ส่วนงานที่ใช้แรงน้อยนำมาทำในตอนบ่าย
    • การทาสีอาจปรับมาเช่นเป็นอุปกรณ์สีพ่นแทนการทาสีด้วยตนเอง
    • มีช่วงพักในเวลางานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้รับบริการสามารถทำสิ่งที่ตอนเองต้องการได้สำเร็จ

เทคนิคดังกล่าวนี้สามารถใช้ได้กับผู้รับบริการทุกประเภท แต่ขึ้นอยู่กับพฤตินิสัยของผู้รับบริการดังกล่าวด้วยว่าเข้าใจหรือให้ความร่วมมือด้วยหรือไม่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากรอยโรคก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงก็ต้องนำมาพิจารณาอีกด้วย การสนับสนุนจากครอบครัวและสังคมก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการปรับกิจกรรมเพื่อให้สามารถใช้พลังงานของร่างกายของผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

References

•Walker M, Sunderland A, Fletcher-Smith J, Drummond A, Logan P, Edmans J,The DRESS trial: a feasibility randomized controlled trial of a neuropsychological approach to dressing therapy for stroke inpatients,Clinical Rehabilitation.2011; 26(8):675–685

•Nicol A. Korner-Bitensky, Susan Sofer, Isabelle Gelinas, Barbara L. Mazer Evaluating Driving Potential in Persons With Stroke: A Survey of Occupational Therapy Practices. The American Journal of Occupational Therapy. 1998;10:52

•Clare O'Sullivan and Gill Chard. An exploration of participation in leisure activities post-stroke. Australian Occupational Therapy Journal 2010; 57: 159–166.

•Kathleen Matuska, Virgil Mathiowetz, Marcia Finlayson. Use and Perceived Effectiveness of Energy Conservation Strategies for Managing Multiple Sclerosis Fatigue. The American Journal of Occupational Therapy. 2007;61(1):62-8.

•Hanson, C. S., Nabavi, D., & Yuen, H. K. (2001). The effect of
sports on level of community integration as reported by persons with
spinal cord injury. American Journal of Occupational Therapy, 55, 332–338.


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดศึกษา



ความเห็น (0)