ชีวิตที่พอเพียง : ๒๓๒๒. ไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ (๒)

ผมเล่าเรื่องไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ กับ ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์๒๕๕๗ ไว้ ที่นี่ คราวนี้ก็ไปเรียนรู้ ๒ วัน คือวันที่ ๒๔ และ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ใน การประชุมสัมมนาวิชาการ ปริทรรศน์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งที่ ๔โดยมีที่มาที่ไปของการประชุมตามรายงานของ ดร. วินัย ที่นี่

ผมได้เรียนรู้ความเคลื่อนไหวการศึกษาประวัติศาสตร์ของนักประวัติศาสตร์ชั้นยอด ๒ กลุ่ม คือกลุ่ม ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร กับกลุ่ม ศ. ดร. สายชล สัตยานุรักษ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มช. เนื่องจากมีการแจกหนังสือ คาราวานและพ่อค้าทางไกล : การก่อเกิดรัฐสมัยใหม่ในภาคเหนือของไทย และดินแดนตอนในของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดย วราภรณ์ เรืองศรี และหนังสือ พ่อค้าจีนและเครือข่ายการค้าชายแดนแม่สอด : จากยุคตลาดมืดสู่ยุคเริ่มต้นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดย รพีพรรณ จักร์สาน แก่คณะกรรมการสภา มช. <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

หนังสือ คาราวานและพ่อค้าทางไกล มาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก บอกเราว่า การค้าชายแดน ในรูปแบบของคาราวานและพ่อค้าทางไกล มีผลต่อวิถีการผลิตและวิถีชีวิตของคน ในพื้นที่ตอนในของเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ คู่ขนานไปกับการก่อเกิดรัฐสมัยใหม่ ในช่วง ร. ๔ และ ร. ๕

ส่วนหนังสือ พ่อค้าจีนและเครือข่ายการค้าชายแดนแม่สอด เป็นประวัติศาสตร์ในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา และคลี่คลายมาจนปัจจุบันโดยที่ตัวละครที่เกี่ยวข้องก็ยังมีชีวิตอยู่

สำนักประวัติศาสตร์กลุ่มแรกใช้ประวัติศาสตร์ทำความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้กลุ่มหลังใช้ทำความเข้าใจพัฒนาการของสังคมในล้านนา โดยศึกษาบทบาทของคนเล็กคนน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมที่ชายแดน

ในพิธีเปิด ผมได้รับการร้องขอให้เป็นประธานในพิธีเปิด แบบที่ให้พูดเอง ไม่มีร่างคำกล่าวเปิดให้ ผมจึงอ่านบันทึกจากการไปร่วมการประชุมครั้งที่ ๒ ที่อยุธยา (ตามที่ลิ้งค์ไว้ให้แล้ว ที่นี่) ให้ที่ประชุมฟัง และจากการทำหน้าที่นี้ผมได้รับมอบหนังสือของโครงการถึง ๖ เล่ม คือ

๑. ย้อนพินิจผู้สร้างประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 1

๒. ย้อนพินิจผู้สร้างประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 2

๓. เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เบ้าหลอมอารยธรรมสำคัญของโลก 1

๔. จิตวิญญาณเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จากเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ 1

๕. จักรวรรดิ์นิยมตะวันตกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ : การเข้ามาและผลกระทบ

๖. เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในสายตาของจีนและตะวันตก

การนำเสนอในช่วงเช้าวันที่ ๒๔ เป็นเรื่องใหญ่ของการประชุมครั้งนี้ คือ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน เสนอโดย ดร. วินัย กับคุณชลธิชา ขุนทอง และเสนอโดย ดร. เกรียงไกร เกิดศิริ ในเรื่อง เรือนราษฎร์ คุ้มหลวง ข่วงลาน และศรัทธาสถาน กับวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ไทในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน เป็นการทำความเข้าใจพัฒนาการ ของสังคมมนุษย์ ในดินแดนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน ซึ่งเป็นดินแดนที่มีชนเผ่าที่หลากหลายอาศัยอยู่โดยเผ่าไทหลากหลายเผ่า กระจายกันอยู่ เป็นชนเผ่าหลัก

ดร. เกียงไกรเสนอหลักฐานว่าชนเผ่าไท มีรกรากเดิมอยู่แถวลุ่มแม่น้ำแดงในเวียดนามตอนเหนือ ต่อกับจีนตอนใต้ และกระจายไปทางตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ ในดินแดนจีนตอนใต้พม่า ลาว และล้านนาของไทยในปัจจุบัน โดยมีวัฒนธรรมปลูกข้าว อยู่ในที่ราบลุ่มหรือหุบเขาสร้างบ้านแบบใต้ถุนสูงแต่ไม่สูงมาก หลังคาครอบงุ้มลงมากันฝนและลมคือครอบฝาบ้านไว้บ้านสมัยก่อนเป็น บ้านยา” (Long House) คืออยู่เรียงกันใต้หลังคาเดียวกันหลายบ้าน หรืออาจถึงหลายสิบบ้าน ในหมู่บ้านมีวัด โดยปลูกวัดไว้บนที่สูง หรือให้ดูสูงเป็นการแสดงความเคารพ

คนไท ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่ลุ่ม ส่วนที่เชิงเขาพวกข่า ขมุ อยู่ บนเขาเป็นที่อยู่ของชาวเขา ทีมวิจัยบอกว่า เราตีตราว่าเป็นคนไทจากภาษาพูดจริงๆ แล้วอาจมี “กระบวนการกลายเป็นไท ได้ คือคนเผ่าพันธุ์อื่น เข้ามาใช้ภาษาไทและวัฒนธรรมไท

ผมไม่แปลกใจ ที่เรื่องราวประวัติศาสตร์ของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบนผูกพันกับประเทศจีนมาก มีเรื่องราวของกองทัพกุบไลข่าน แห่งราชวงศ์หยวน ไปตีอาณาจักรโน้นอาณาจักรนี้ แต่แปลกใจ ที่เกี่ยวข้องกับอินเดียน้อยมาก ไม่ได้ยินพูดถึงเลย ทั้งๆ ที่คนในดินแดนนี้ถือพุทธ คู่กับถือผี น่าจะแสดงว่า เมื่อศาสนาพุทธแพร่มาในภูมิภาคนี้ ศูนย์กลางของศาสนาพุทธ ไม่ได้อยู่ที่อินเดียแล้วผมได้เรียนรู้ว่า เผ่าไทที่ไม่รับศาสนาพุทธเลย ยังถือผีล้วนๆ คือไทดำ ซึ่งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง ในเวียดนามตอนเหนือ

ดร. เกรียงไกรนำเสนออย่างคนรู้จริง เพราะทำปริญญาเอกเรื่องนี้ และไปเก็บข้อมูลภาคสนาม จากดินแดนเหล่านี้ รวมทั้งท่านเป็นคนที่เรียนข้าม ๓ ศาสตร์ คืออักษรศาสตร์ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ทำให้มีความรู้แตกฉานเป็นที่ยกย่องมากและทำงานวิชาการอย่างคนที่สนุก กับงานจริงๆ

ตอนบ่าย เรื่องสำคัญคือ คติความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดย . ณัฐพล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์ ที่ท่านขึ้นต้นว่า พระพุทธรูปที่สร้างและบทสวดที่รจนาขึ้นมาในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่สร้างมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสาธุชนผู้มัวเมาในทุนนิยม.... ทำให้ผมนึกถึงปาฐกถาเรื่อง ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ของท่านพุทธทาส เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.. ๒๔๙๑ ที่พุทธสมาคม กรุงเทพบอกเราว่า คนเราโดยทั่วไปเข้าไม่ถึงพุทธธรรม เพราะพระพุทธเจ้าตามความหลงผิดของเราบดบังไว้ และผมคิดว่าความ หลงผิดอย่างหนึ่งคือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ไม่ทราบว่าความคิดอย่างนี้จะทำให้ผมตกนรกหรือไม่

ส่วนที่ประทับใจผมมากคือเรื่องราวของกษัตริย์ญวณและกษัตริย์พม่า ในช่วงที่ต้องปรับตัวเพื่อให้รอดพ้นจากจักรวรรดิ์นิยมตะวันตก ซึ่งอยู่ในช่วงรัชกาลที่ ๔ และ ๕ ของกรุงรัตนโกสินทร์ เราได้เห็นการปรับตัวด้านต่างๆ ของพม่าในสมัยพระเจ้ามินดง (1853 – 1878) ได้รับรู้เรื่องประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของพม่าที่มีการปฏิวัติแย่งราชสมบัติกันเป็นของธรรมดา

พระเจ้ามินหม่างของเวียดนาม (1820 – 1841) ตรงกับสมัย ร. ๒ - ร. ๓ ของเรา ถือเป็นกษัตริย์ที่ปรับปรุงสร้างความทันสมัยให้แก่ประเทศเวียดนามดีมากกระนั้นก็ไม่สามารถปกป้องประเทศจากการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสได้ ในปี 1884 กษัตริย์พระองค์นี้มีลูก ๑๔๒ คนลือกันว่าท่านใช้สตรีปรนนิบัติคืนละ ๕ คน

จากการนำเสนอของ อ. วิชุลดา พิไลพันธ์ แห่ง มอบ. ผมได้รู้จักหนังสือ A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States เขียนโดย Holt S. Hallett ตีพิมพ์ ค.ศ. 1890คือเมื่อ ๑๒๔ ปีมาแล้ว จากการ เข้ามาสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างทางรถไฟจากพม่าผ่านภาคเหนือของไทย ไปยังตอนใต้ของประเทศจีน จะเห็นว่าการเข้ามารุกรานประเทศในภูมิภาคนี้จากยุโรปเน้นที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลักและประเทศแถบนี้ ต้องหาทางอยู่รอดจากลัทธิล่าเมืองขึ้น อย่างเป็นพัลวัลทีเดียว

คำถามของผม แก่ตัวเองคือยุคล่าเมืองขึ้นจบแล้วหรือยังหรือมันอวตารมาในโฉมใหม่

วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

ไฮไล้ท์ของผมคือคำกล่าวปิดการประชุมตอนเย็นของ ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร ที่เล่าความตั้งใจในการทำโครงการ ปริทรรศน์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นการออกแบบการวิจัยประวัติศาสตร์ชั้นเยี่ยมคือท่านดำเนินการชักชวนนักประวัติศาสตร์ รุ่นใหม่มาฝึก ขียนประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้โดยท่านชักชวนทีมงานช่วยกันคิดออกแบบ วิธีเขียนประวัติศาสตร์ มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นการสร้างองค์ความรู้ที่หนุนการเตรียมพร้อมสังคมไทยเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีวิธีติดตามผลงานของทีมงาน โดยจัดการประชุมเผยแพร่ความรู้ให้แก่ ผู้ใช้คือครูประวัติศาสตร์ในระดับอุดมศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐานการประชุมใน ๒ วันนี้ ผู้เข้าร่วมจึงเป็นครูในสังกัด สพฐ . เป็นกลุ่มหลัก แต่ก็มีครูจากโรงเรียนเอกชนมาร่วมด้วย

ดร. วินัยบอกว่า การเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านนั้น ควรได้เรียนรู้ตัวอย่างชีวิตของคนที่เป็น role model ของเขาด้วยจึงมีการเขียนประวัติของบุคคลผ่านเรื่องราวต่อไปนี้ซึ่งอยู่ในหนังสือ ๒ เล่มแรกที่ระบุชื่อข้างบน

· นายพลหว่อเหวียนย๊าบ : อัครบุรุษนักการทหารของเวียดนามโดย อภิเชฐ กาญจนดิฐ

· เซอร์โทมัส แสตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ : ผู้สถาปนารากฐานสิงคโปร์โดย อภิเชฐ กาญจนดิฐ

· เซอร์แฟรงค์ สเวตเทนนัม : ผู้สถาปนาสหพันธรัฐมลายูโดย วิชุลดา พิไลพันธ์

· ไกสอน พมวิหาร กับนโยบายจินตนาการใหม่ของลาวโดยวิลุบล สินธุมาลย์

· อูถั่นในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติชาวเอเซียคนแรกโดย ลลิตา หาญวงษ์

· ลี กวนยู : ผู้กำหนดวิถีแห่งสิงคโปร์โดย ศุภการ สิริไพศาล

· ตนกู อับดุล ราห์มาน : บิดาแห่งเอกราชของมาเลเซียโดย อภิเชฐ กาญจนดิฐ

· เซอร์ เจมส์ บรูค : ราชาขาวแห่งซาราวักโดย วิชุลดา พิไลพันธ์

· พล พต : อุดมการณ์มาร์กซิสต์กับสัจนิยมของสังคมนิยมกัมพูชา โดย วสิน ทับวงษ์

· เจ้าสุภานุวงศ์ : ผู้นำกระบวนการกู้ชาติประเทศลาวโดยณัฐพล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์

· ซูการ์โน : ผู้สร้างเอกภาพของอินโดนีเซียโดย ธีรพร พรหมมาศ

ดร. วินัยบอกว่า มีพล พต คนเดียวที่ไม่ใช่ role model แต่เป็นเครื่องเตือนสติ

ได้กล่าวแล้วว่า ดร. วินัยเน้นเขียนประวัติศาสตร์โดยศึกษาจากเอกสารชั้นต้น ท่านบอกว่า มีเอกสารชั้นต้นเกี่ยวกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบนที่เขียนโดยคนฝรั่งเศส อังกฤษ และจีน อยู่กว่า ๕๐ ชิ้นที่จะนำมาศึกษาต่อได้อีกมาก โดยที่ในการประชุมวันนี้ ก็มีเรื่องนำเสนอ ๑ เรื่อง คือ พม่าในจดหมายเหตุบาทหลวงซานเจอร์มาโน โดย อรพินท์ คำสอน มาจากหนังสือ The Burmese Empire A Hundred Years Ago

ผมได้เรียนรู้วิธีสร้างประวัติศาสตร์เพื่อความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่แค่เข้าใจประเทศของตนเอง ได้เรียนรู้ว่าจีนกับสังคมตะวันตกมีวัฒนธรรมจดบันทึกมาช้านาน ได้เรียนรู้ว่าสังคมจีนมีระบบบันทึก จากบทความเรื่อง เอกสารจีนสมัยราชวงศ์หมิงเกี่ยวกับรัฐเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน โดย ผศ. ศุภการ สิริไพศาล ทำให้ผมทราบว่า ราชสำนักจีนมีจดหมายเหตุรายวัน ซึ่งส่วนที่เป็นของราชวงศ์หมิงเรียกว่า หมิงสื่อลู่ และมีประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงฉบับหอหลวง ที่เรียกว่า หมิงสื่อ นอกจากนั้นยังมีสารานุกรมหยงเล่อ ที่เรียกว่า หยงเล่อต้าเตี้ยน เอกสารทั้งสามนั้นเป็นเอกสารราชการ

สามัญชนคนจีนก็เป็นนักบันทึก ดังตัวอย่างเอกสาร ไป่หยีจ้วน แต่งโดย เฉินกู่ซิน และ หลี่ซือชง สมัยต้นราชวงศ์หมิง เล่าเรื่องจากการเดินทางไปในดินแดนของชนเผ่าไป่หยี (ไต) แถบลุ่มแม่น้ำสาละวิน บันทึกภูมิประเทศ ประเพณี วัฒนธรรม และบุคคลสำคัญในท้องถิ่น

จีนกับคนในประเทศตะวันตกสนใจพื้นที่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน เพราะต้องการแสวงประโยชน์ และมองว่าคนในพื้นที่ด้อยกว่า หรือมองด้วยสายตาดูถูก แต่เพราะเขาบันทึก จึงเกิดประโยชน์ทางวิชาการ ในภายหลัง ดังกรณีที่ทีม ดร. วินัย นำเอามาศึกษา

พระเจ้าปดุง (โพธิพญา) ครองราชญ์พร้อม ร. ๑ ยกทัพใหญ่มาตีกรุงเทพหลายครั้ง (ครั้งสำคัญคือสงครามเก้าทัพ) แต่แพ้ทุกครั้ง พม่าสูญเสียมาก

จากเรื่อง คุณูปการของนักเดินทางฝรั่งเศสต่อเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในคริสตศตวรรษที่ ๑๙ โดย ธิษณา วีรเกียรติสุนทร ทำให้ผมได้เห็นบุคลิกที่แตกต่างกันของคนเวียดนาม ลาว และเขมร และได้เข้าใจว่า ฝรั่งเศสตั้งใจสร้างไซ่ง่อน (นครโฮจิมิน) ให้เป็นปารีสแห่งบูรพทิศ ได้เห็นภาพวาดลายเส้นของสถานที่ และชีวิตผู้คนเมื่อสองร้อยปีก่อน

ดร. วินัยบอกว่า โครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกว. ได้จบลงแล้ว ต่อไปนี้ทีมงานก็จะยังรวมตัวกันเป็นหน่วยวิจัยอิสระโดยอาจร่วมมือกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและศูนย์ประวัติศาสตร์สุโขทัยผมมีความเห็นว่า สกว. น่าจะให้การสนับสนุนต่อเพราะทีมนี้สร้างผลงานดีมาก และที่สำคัญได้สร้างนักวิจัยสาขาประวัติศาสตร์รุ่นใหม่มีคนที่หน่วยก้านดี น่าจะเป็นนักประวิติศาสตร์ชั้นนำในอนาคตได้หลายคน

นอกจากนั้น สพฐ. น่าจะได้พิจารณาให้ทุนทีมวิจัยกลุ่มนี้พัฒนาตำราเรียนประวัติศาสตร์แก่นักเรียน ในระดับการศึกษาพื้นฐาน รวมทั้งว่าจ้างให้พัฒนาครูประวัติศาสตร์ในสังกัด สพฐ. ด้วย

หมายเหตุ ๑๖ ธ.ค. ๕๗

เมื่อวันที่ ๑๒ ธ.ค. ๕๗ดร. เตช บุนนาค ได้เล่าให้ผมฟังว่า ท่านได้เสนอต่อผู้อำนวยการ สกว. ให้สนับสนุนโครงการนี้ของ ดร. วินัย ต่ออีก ๙ เดือน เพื่อให้โครงการได้สำเร็จลุล่วง โดย ดร. วินัยไม่ต้องควักกระเป๋าตนเอง ความเห็นของท่านตรงกับที่ผมเขียนไว้พอดี

วิจารณ์ พานิช

๒๕ พ.ย. ๕๗

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)