พระปริตธรรม ตอยที่ ๑

ลุงเหมย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ขอน้อมกราบอาราธนาคุณพระรัตนตรัย จงบังเกิดในดวงจิตของบรรดา

กัลยาณมิตรและสหายธรรมของอีตาลุงเหมยทุกท่านด้วยความเคารพ.....คราวก่อนได้กราบเชิญชวนให้สวดมนต์ แผ่เมตตา ภาวนาจิตอุทิศกุศลให้แด่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรมและนายเวร เพราะการสวดมนต์นั้นเป็นประเพณีที่สืบเนื่องกันมาช้านานของชาวพุทธในหลายประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรำลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย และเจริญเมตตา จัดได้ว่าเป็นพื้นฐานของการเจริญวิปัสสนาอันเป็นแก่นสารของพระพุทธศาสนา ดังคำพังเพยที่ว่า...สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน คนไทยในสมัยก่อนนิยมสวดมนต์ที่เรียกว่า เจ็ดตำนาน และ สิบสองตำนาน ในปัจจุบันนิยมสวดมนต์ทำวัตรเช้า – เย็น ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ .... ความจริงแล้วบทสวดมนต์เจ็ดตำนาน และ สิบสองตำนาน มีเชื่อเดิมว่า พระปริตร แปลว่า " เครื่องคุ้มครอง " เป็นที่นิยมสาธยายของชาวพุทธมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล จวบจนถึงปัจจุบัน เพื่อความเป็นสิริมงคล และเพิ่มพูนถาวนาบารมี

บทสวดพระปริตร ลุงได้พยายามเสาะค้นหามานานแล้วเพื่อจะได้นำมากราบบรรดากัลยาณธรรม และรัตนมิตของลุง พอดีได้มีโอกาสไปทำบุญที่วัดท่ามะโอ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ได้พบหนังสือ " พระปริตรธรรม " ซึ่งพระคุณเจ้า พระคันธสาราภิวงศ์ ธรรมาจริยะ , อภิวังสะ ) พระคุณเจ้าได้เขียนว่า ท่านได้พบในหนังสือ คุณของพระไตรรัตน์ หน้า ๑๕๖ – ๑๖๑ ซึ่งเขียนโดย นายเฐลาย ซึ่งเป็นผู้นำเรื่องนี้มาจากเรื่องที่พระอุตตมพุทธิเถระ อัครมหาบัณฑิต เล่าไว้ในหนังสือทำบุญอายุของท่าน ผู้แปล (พระคันธสาราภิวงศ์ ) ได้รู้จักคุ้นเคยกับนายเฐลายในคราวที่ไปเรียนหนังสือที่พม่า จึงได้ขอสำเนาเอกสารเรื่องที่เล่านี้ไว้ในหนังสือ คุณของพระไตรรัตน์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๗ พุทธศักราช ๒๕๓๗ และลุงก็ได้กราบนมัสการพระคุณเจ้าท่านขออนุญาตคัดสำเนานำมากราบเรียนท่าน พระคุณเจ้าพระคันธสาราภิวงศ์ท่านก็อนุญาตและได้พูดว่า.......การสวดมนต์เป็นการอบรมจิตด้วยการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย พร้อมทั้งแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ เป็นกิจวัตรที่ชาวพุทธทุกท่านควรสั่งสมให้เป็นอาจิณ เพื่อเพิ่มพูนภาวนาบารมี และขัดเกลากิเลสให้ลดย้อยลงเท่าที่จะกระทำได้ ...... ชาวโลกล้วนเห็นคุณค่าของอัญมณี และสิ่งนี้เหมาะสมแก่บุคคลผู้มีฐานะ พระรัตนตรัยก็เปรียบดังอัญมณีสูงค่า เหมาะสมกับบุคคลที่มีใจประเสริฐ แต่ในชีวิตประจำวันนี้ชาวพุทธประดับอัญมณีนี้ไว้ในใจ ผู้ที่เห็นคุณค่าของอัญมณีภายในนี้จะหมั่นสวดมนต์เพื่อประดับไว้ในใจของตนเสมอ บุคคลผู้สวดมนต์เป็นนิจนั้นจะมีใจเบิกบาน ใบหน้าผ่องใส อดกลั้นต่ออนิฎฐารมณ์ได้ดี และมีสง่าราศี เป็นที่เคารพของปวงชน สำหรับวิธีสวดพระปริตนั้น ท่านผู้สวดพึงสวดคำบาลีให้ถูกตามอักขระ .... พระปริตที่ปรากฎในพระสูตร มีดังนี้

๑. เมตตปริตร ๒. ขันธปริตร ๓. โมรปริตร ๔. อาฎานาฎิยปริตร ๕. โพชฌังค
ปริตร ๖. รัตนปริตร
๗. วัฎฎกปริตร ( วัด-ตะ-กะ-ปะ-ริด )

๘. มังคลปริตร ( มัง-คะ-ละ- ปะ – ริด ) ๙. ธชัคคปริตร ( ธะ-ชัก-คะ-ปะ-ริด)

๑๐. อังคุลิมาลปริตร ( อัง-คุ-ลิ-มา-ละ-ปะ-ริด )

การสวดมนต์สาธยายพระปริตนั้น ควรทำในเวลาเช้าหลังตื่นนอน เพื่อก่อให้เกิดสิริมงคลและความตั้งมั่นแห่งจิต อันจะเกื้อกูลให้ผู้สาธยายมนต์สามารถจะอดกลั้นต่อโลกะรรมที่มากระทบได้ด้วยกำลังสมาธิที่เกิดขึ้นในขณะสวดมนต์ และถ้ามีโอกาสมวดมนต์ในเวลาก่อนนอนอีกรอบหนึ่งได้ก็จะเป็นการดี ...... ผู้สวดมนต์ไม่ควรสาธยายในใจอย่างเดียว แต่ควรเปล่งเสียงทางวาจาด้วย เพื่อให้เหล่าเทวดาอารักษ์ผู้รักษาบ้านและเทวดาผู้มาจากสถานที่อื่นได้ร่วมกันอนุโมทนาบุญ ดังอรรถาของคัมภีร์สุตตนิบาต ธัมมิกสูตร ปรากฎเรื่องของอุบาสิกาชื่อว่า นันทมาตา ในนครเวฬุกัณฑกะ ได้ยืนสาธยายอัฎฐกวรรคและปารายนวรรคของคัมภีร์สุตตนิบาตอยู่ริมหน้าต่างที่เปิดไว้ ในขณะนั้นท้าวเวสสุวัณซึ่งอยู่ในระหว่างทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผ่านมาได้ยินเสียงสาธยาย ก็หยุดยืนประนมมือฟังจนจบเสียงสาธยาย และได้กล่าวสาธุการอนุโมทนาบุญ นางได้ยินเสียงสาธุการจึงถามว่า " ใครอยู่ที่นั่น " ท้าวเธอตอบว่า " เราเป็นท้าวเวสสุวัณยืนฟังธรรมที่ท่านสาธยายอยู่ จึงปลื้มใจแล้วกล่าวสาธุการ " .... เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า เทวดาชอบฟังเสียงสาธยายธรรม ผู้สาธยายจึงควรเปล่งเสียงทางวาจาเพื่อให้บุคคลอื่นได้ยินแล้วร่วมอนุโมทนาบุญ.....

ผู้ที่สาธยายพระปริตต้องมีความเชื่อมั่นในพุทธานุภาพ จึงจะได้รับอานิสงส์ของการสวดพระปริตอย่างแท้จริง ดังตัวอย่าง ชาวพม่าคนหนึ่งในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง ซึ่งเล่ากันว่า ในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ( ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๔ ) มีพ่อค้าอัญมณีคนหนึ่งนามว่า นายมยะตา เป็นคหบดีผู้มั่งคั่งในเมืองมัณฑะเลย์ และเป็นพระสหายของพระเจ้ามินดง ชาวพม่าเรียกท่านด้วยความเคารพรักว่า " พระปริตรคุณปู่มยะตา "ิ สาเหตุที่เพิ่มคำนำหน้าชื่อว่า พระปริตร ก็เพราะท่านหมั่นสาธยายพระปริตรทุกเช้าหลังตื่นนอนก่อนรับประทานอาหารเช้า ทานรักษาศีล ๕ เป็นประจำ และสาธยายพระปริตรสม่ำเสมอเป็นเวลานานนับสิบปี

วันหนึ่งพ่อค้าชาวจีนสองคนซึ่งเป็นเพื่อร่วมอาชีพค้าขาย ได้ชวนท่านเดินทางไปเที่ยวเมืองจีน แม้อยู่ในระหว่างเดินทาง ท่านก็รักษาศีลและสาธยายพระปริตรด้วยความไม่ประมาท แม้จะพยายามปฏิบัติธรรมอย่างนี้ กรรมเก่าก็ยังคงติดตามมาส่งผลอย่างคาดไม่ถึง

ในเวลาที่ท่านเดินทางไปถึงเมืองจีนแล้ว มีกำแพงเมืองด้านหนึ่งทรุดลง ไม่ว่าจะซ่อมแซมหลายครั้งก็กลับทรุดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหล่าขุนนางที่ปรึกษาจึงประชุมกันตกลงว่าต้องฝังร่างชาวต่างชาติทั้งเป็นไว้ใต้กำแพงเมือง เพื่อให้เฝ้ารักษาจึงจะซ่อมสำเร็จได้ จากนั้นจึงได้สั่งให้ทหารตามหาชาวต่างชาติในตรอกพ่อค้า และได้พบนายมยะตาที่นุ่งโสร่งโพกหัวแบบพม่า จึงจับกุมตัวไป แม้พ่อค้าจีนจะวิงวอนอย่างไรก็ไม่เป็นผล

นายมยะตาถูกจับมัดพาไปยังกำแพงเมืองที่กำลังซ่อมแซมอยู่ เมื่อเห็นว่าไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากพระรัตนตรัย จึงได้สาธยายพระปริตรเจริญพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ตลอดเวลาเดินทางจนถึงที่หมายในเวลาเช้า ท่านได้สาธยายพระปริตรครบทุกสูตร ครั้นแล้วทหารจีนได้จับท่านโยนลงไปในหลุม พร้อมกับตะโกนโห่ร้องอย่างยินดี หลังจากนั้นก็ใช้ดินกลบปากหลุม แล้วสร้างกำแพงเมืองทับลงไป

ส่วนสหายพ่อค้าจีนไม่กล้าไปค้าขายที่ประเทศพม่าเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี จนเงินทองที่สะสมไว้ร่อยหรอลง จึงตัดสินใจไปค้าขายที่พม่าอีก แต่ก็เลี่ยงที่จะไปมัณฑะเลย์ และเลือกไปยังเมืองโมกุต ซึ่งเป็นเมืองค้าขายอัญมณีอีกเมืองหนึ่ง พอมาถึงเมืองจัตปะยิน ซึ่งอยู่ติดกับเมืองโมกุต และเป็นแหล่งค้าอัญมณีเช่นกัน ได้แวะเข้าไปในเมืองเดินดูตามตึกรามบ้านช่องของคหหบดีที่ซื้อขายอัญมณี

ขณะที่เดินดูตามในเมืองอยู่นั้นได้เข้าไปในบ้านใหญ่หลังหนึ่ง ก็ได้พบกับนายมยะตาที่กำลังเดินออกจากบ้าน ทั้งสองฝ่ายต่างตกตลึง พ่อค้าถามด้วยความแปลกใจถึงสาเหตุที่รอดชีวิตกลับมาได้ ท่านตอบว่า..." ผมรอดมาได้ด้วยพุทธานุภาพ ตอนที่ถูกจับโยนลงไปในหลุม ผมมีสติระลึกถึงพระพุทธคุณอยู่ หลังจากนั้นผมก็รู้สึกเหมือนงีบหลับไป แล้วมารู้สึกตัวอีกครั้งที่บ้านพัก ภายหลังเมื่อมีสติรู้สึกตัวแล้วได้ถามลูกสาวว่าพ่อกลับมาได้อย่างไร ลูกสาวตอบว่า...พ่อค้าชาวจีนเพื่อนของพ่อทั้งสองพามาส่ง ซึ่งคงจะเป็นเทวดาแปลงเป็นพวกคุณมาส่ง พ่อค้าทั้งสองทราบเรื่องนี้แล้วก็เบิกบานใจ พักอยู่ในบ้านของทานชั่วขณะแล้วเดินทางกลับเมืองของตน ..... เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าขานในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง ไม่มีหลักฐานพอที่จะสืบค้นได้ ถ้าเรื่องนี้มิได้เกิดขึ้นจริง ก็ขอยกไว้ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงก็แสดงว่าอานุภาพของพระปริตรสามารถคุ้มครองผู้สาธยายได้โดยแท้ แต่ผู้สาธยายต้องมีความเชื่อมั่นพุทธานุภาพ และหมั่นสาธยายพระปริตรเป็นนิตย์ จึงจะสัมฤทธิ์ผลสมปรารถนาอย่างแท้จริง ( เขียนโดย พระคันธสาราภิวงศ์ )

เป็นอย่างไรบ้างครับท่านกัลยาณธรรมและรัตนมิตรทั้งหลาย มาถึงตอนนี้แล้วคงจะพอทราบได้แล้วว่าอำนาจและอานุภาพของการสวดพระปริตรเป็นอย่างไร ลุงขอยุติลงเพียงนี้ก่อน เอาไว้ในบันทึกตอนที่ ๒ ต่อไป ขอน้อมใจคารวะทุกท่าน ขออานุภาพแห่งสัจธรรมทั้งหลายทั้งปวงจงบับเกิขึ้นแก่ท่านทุกท่าน...เทอญ...สาธุครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมพล บุญเหมย



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

สุขสันต์.... วันปีใหม่ 2558 นะคะ


เขียนเมื่อ