สายฝน พ่อของผมกับเงินหนึ่งล้านบาท

พริ้ม
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เคยไหม ? เมื่อคุณเห็นฝนที่ตกโปรยลงมา มีความทรงจำบางอย่างที่ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับเม็ดฝนนั้น

บ่อยครั้งที่เราผูกมัดความทรงจำบางอย่างไว้กับสิ่งๆ หนึ่ง ยิ่งพยายามนึกถึงเงื่อนที่มัดไว้ก็ยิ่งผูกแน่นขึ้นๆ มันพร้อมที่จะพาคุณกลับไปในวันวาน ภาพเก่าๆ ในวันนั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันแพร่งพรายออกมามีทั้งดีและร้าย แตกต่างกันไปตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ที่สำคัญและส่งผลต่อชีวิต สมองของเราจะจดจำได้เป็นอย่างดี ทางวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า episodic memory ซึ่งเป็นความทรงจำระยะยาวที่ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี มันเปรียบเสมือนโรงหนังแห่งอดีต ภาพในความทรงจำถูกร้อยเรียงและฉายทีละฉากอย่างละเมียดละไม มันยังคงชัดเจนมากในหัวของเรา แม้กระทั่งเรื่องราวเมื่อประมาณหกปีที่แล้วผมก็ยังจำได้ทุกรายละเอียด มันเกี่ยวกับ "สายฝนและพ่อของผม" นั่นเอง

วันนั้น ช่วงบ่ายของวัน ผมนั่งเรียนวิชาเลขอยู่ที่โรงเรียน แต่จะเรียกว่านั่งเรียนก็ไม่ถูกนัก เพราะผมกำลังนั่งฟังเพลงจากโทรศัพท์เครื่องเก่า มันเก่าซะจนชนิดที่เดินไปก็มีแต่คนทักว่า "เปลี่ยนเถอะ" หน้าจอสีเพี้ยนมีรอยแตกเล็กๆ ที่มุม แต่มันก็ยังคงขับเสียงเพลงที่ไพเราะได้ในยามที่ความน่าเบื่อจากการเรียนเริ่มเข้าครอบงำ จนกว่ามันจะเปล่งเสียงไม่ได้ผมจึงจะเปลี่ยน ผมคิดแบบนั้นจริงๆ ไม่นานเสียงเพลงก็ดับลง มีคนโทรเข้า พ่อของผมโทรมานั่นเอง และบอกกับผมด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ว่า

"ที่บ้านมีฝนตกหนัก และน้ำกำลังจะท่วม"

ผมนั่งอยู่ในโรงเรียนซึ่งอยู่ไกลจากบ้านนับสิบกิโล ก็สงสัยเล็กๆ ว่านอกหน้าต่างที่ห้องเรียนของผมอากาศก็ปลอดโปร่งดีนี่นา แต่ที่บ้านของผมทำไมฝนกลับตกหนักจนน้ำกำลังจะท่วม เก็บความสงสัยเข้ากระเป๋าแล้วรีบกลับบ้านกัน นั่นคือความคิดที่เกิดขึ้นทันทีหลังบทสนทนากับพ่อของผมสิ้นสุดลง

ด้วยความที่รอบๆ หมู่บ้านของผมมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ฝนตกนิดหน่อยก็น้ำท่วมขึ้นบ้านแล้ว เพราะฉะนั้นทุกบ้านในซอยหมู่บ้านผมนั้นจะยกสูงแทบทุกหลัง ยังจำได้ลางๆ ว่าเมื่อตอนผมเด็กๆ การปั่นจักรยานขึ้นจากหน้าบ้านเป็นอะไรที่ต้องใช้กำลังขาระดับนึงเลยทีเดียว

ตกเย็นวันนั้นผมรีบกลับบ้านและพบว่า ฝนได้กระหน่ำลงมาอย่างหนัก รถสองแถวไม่สามารถเข้าไปส่งยังหน้าปากซอยเข้าหมู่บ้านได้อย่างเดิมเหมือนทุกวัน ผมจำเป็นต้องถอดรองเท้าและหิ้วมันไว้พร้อมกับกระเป๋า แบกพวกมันไว้เหนือหัวด้วยความที่กลัวมันจะเปียกจนไม่สามารถไปเรียนได้ในวันถัดไป

ผมลุยน้ำจนในที่สุดก็มาถึงหน้าบ้านเสียที ภาพที่ปรากฏถึงแม้บ้านของผมจะยกสูงก็ตาม แต่น้ำก็เข้าท่วมถึงตัวบ้านประมาณหัวเข่าโดยประมาณ ผมไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะภาพที่เห็นตรงหน้านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่หมู่บ้าน แต่สิ่งที่ทำให้ผมจดจำวันนี้ได้เป็นพิเศษ เกิดขึ้นตอนค่ำวันนั้น

ค่ำวันนั้น ในที่สุดฝนก็หยุดตก ผมกับพ่อนั่งอยู่บนรถกระบะ เราใช้มันเป็นห้องนั่งเล่นแทนเนื่องจากห้องนั่งเล่นเดิมเป็นที่อยู่ของมวลน้ำไปเสียแล้ว

พ่อผมชี้ให้ดูร่องรอยของน้ำท่วมเมื่อครั้งก่อนๆ มันเป็นรอยสีน้ำตาลจางๆ อยู่ตรงรั้วบ้าน

"ครั้งนี้ ยังไม่เท่าครั้งก่อน" สีหน้าของพ่อผมไม่ได้หวาดกลัวต่อน้ำท่วมครั้งนี้เท่าไหร่ แต่จู่ๆ พ่อของผมก็เล่าเรื่องที่ผมคาดไม่ถึง

"ชีวิตทั้งหมดของพ่อ มีเงินอยู่ทั้งหมดหนึ่งล้านบาท"

พ่อเล่าว่า ด้วยเวลาทั้งหมดห้าสิบกว่าปีในชีวิตพ่อมีเงินอยู่หนึ่งก้อนราคาหนึ่งล้านบาท เงินก้อนนั้นประกอบด้วยรถสองคัน คันหนึ่งก็คือคันที่เรานั่งอยู่นี่เอง อีกคันเป็นรถเก๋งคันโปรดที่พ่อนำไปจอดไว้ที่สูงนอกเมือง เนื่องจากกลัวน้ำจะท่วมรถ นอกจากรถสองคันก็คือ เครื่องคั้นกะทิที่เป็นอาชีพหลักของบ้านผม สามอย่างนี้รวมกันมูลค่าหนึ่งล้านบาท แม้แต่บ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่ของเรา

ขณะที่พ่อเอ่ยคำพูดนั้นขึ้นมา ผมไม่รู้เลยว่า พ่อจะรู้สึกอย่างไร อาจจะรู้สึกเศร้าอยู่หรือเปล่า หรือกำลังภูมิใจอยู่กันแน่ ? พ่อไม่ได้บอกกับผมแต่อย่างใดว่าเงินก้อนนี้มันสำคัญหรือมีคุณค่ากับพ่ออย่างไร

ที่ผ่านมาทุกครั้งที่ผมอยากได้สิ่งใด พ่อผมก็ให้แทบทุกอย่าง แต่แท้จริงแล้วคำพูดของพ่อทำให้ผมรู้ว่า มันมีข้อจำกัดบางอย่าง พ่อของผมไม่ใช่พ่อมด ไม่สามารถร่ายมนตร์สร้างสิ่งของให้ได้ตามที่ผมต้องการเสมอไป

ในขณะที่พวกเรากำลังคุยกัน ฝนก็ตกปรอยลงมาอีกครั้ง ผมยังจำน้ำหนักของฝนวันนั้นได้ดี มันไม่ได้หนักรุนแรงมากเท่าช่วงเย็น แต่มันก็ไม่ได้เบาหวิวจนผมไม่รู้สึกเลย เมื่อเริ่มรู้สึกได้ถึงความชื้น พ่อของผมจึงพาลุยน้ำเพื่อขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดน้ำ (ท่วม)

บทสนทนาท่ามกลางสายฝนจางๆ ในวันนั้นกลายเป็นเครื่องเตือนให้ผมระมัดระวังในเรื่องการใช้ชีวิต อย่าปล่อยปละให้มันสูญเสียไปเปล่าๆ ไม่ว่าจะเงินหรือเวลาก็ตาม มันมีข้อจำกัดทั้งนั้น บางอย่างต้องใช้เงินซื้อ เงินถ้าใช้อย่างฟุ่มเฟือยสักวันนึงมันก็หมดไป เวลาเองก็เช่นเดียวกัน บางอย่างใช้เงินซื้อไม่ได้ก็ต้องทุ่มเวลาเข้าแลก ทุกครั้งที่เข็มนาฬิกาขยับไป ทุกวินาทีที่เราเสียไปแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง คุณค่าที่ได้รับกลับมา เราจะเสียใจกับมันหรือเปล่า

ถ้ารู้ตัว ผมจะถามทุกครั้งว่าเรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ มันคุ้มค่ากับเวลา กับเงินที่เสียไปหรือเปล่า

วันรุ่งขึ้นผมไม่ได้ไปเรียน เพราะต้องเฝ้าของในบ้าน ไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลย พ่อกับแม่ผมต้องออกไปทำงานที่ตลาด (แบบลุยน้ำไปนั่นแหละ) ผมอาจจะเสียเวลาเรียนไปอีกสองสามวัน อาจารย์อาจจะกำลังหักคะแนนผมที่ไม่เข้าเรียน เพื่อนๆ อาจจะกำลังตั้งอกตั้งใจเรียน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ผมได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ในความทุกข์จากน้ำที่ท่วมบ้านก็มีความสุขแทรกอยู่

ผมแลกเวลาด้วยการมีความทรงจำดีๆ เก็บไว้ในลิ้นชักแบบไม่รู้ลืม

ทุกครั้งที่ฝนตก ผมจะได้ยินเสียงของพ่อ…

สามารถติดตามเรื่องอื่นๆ ได้ที่ http://pureprimm.blogspot.com/ ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pure



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ชอบจังครับ ปนทุกข์ปนเหงา แต่มีความสุขมากที่สุด ผมมีเรื่องความทรงจำกับเตี่ย(พ่อ) มากมาย ขอให้เก็บความรู้สึกนี้ไว้นะครับ สวัสดีปีใหม่นะครับ